เมื่อจำความได้ บ้านผมเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตรเศษๆ ด้านหน้าบ้านเป็นพื้นไม้กระดานโล่งไม่มีฝากั้น ลึกประมาณ ๒ เมตรเศษๆ และสูงจากพื้นดินประมาณ ๘๐ ซ.ม. ถ้ดเข้าไปเป็นตัวบ้าน กั้นด้วย "หน้าถัง" คือประตูแบบบานพับยาวตลอดแนวหน้าบ้าน พื้นบ้านสูงกว่าโถงหน้าบ้านประมาณหนึ่งขั้นบันได
เมื่อหันหน้าเข้าหาบ้าน ทางขวามือเป็น "นอกชาน" คือเป็นพื้นไม้ปูห่างๆ ไม่มีหลังคา มีบันไดไม้แบบที่เห็นตามบ้านชาวบ้านตามชนบทขึ้นนอกชาน คือบันไดประกอบด้วยไม้ ๒ ด้านพาดกับพื้นชาน มีขั้นบันไดไม้ขนาดไม่โตนัก กว้างสัก ๓ - ๔ นิ้ว ขั้นบันไดห่างกันมากกว่าบันไดมาตรฐานที่เราเห็นในปัจจุบันเกือบ ๒ เท่า และมีไม้ราวบันไดด้วย
บันไดนี้แหละที่ผมปีนพร้อมกับถังน้ำ ๒ มือได้อย่างชำนาญ ผมมีหน้าที่ตักจากบ่อข้างหน้าบ้าน โดยใช้ "กระถุ้ง" คือถังน้ำมีหูหิ้วจุประมาณ ๕ ลิตร ผูกเชือกกาบมะพร้าว หย่อนลงไปตักน้ำในบ่อซึ่งอยู่ลึกลงไปประมาณ ๒ -๓ เมตร สาวเอาน้ำขึ้นมาใส่ถังขนาดประมาณ ๑๐ - ๑๕ ลิตร ๒ ถัง แล้วผมก็หิ้วถังน้ำ ๒ มือ ขึ้นบันได ปีนบันไดเอาน้ำใส่โอ่งน้ำที่วางเรียงรายไว้ที่นอกชาน ผมทำหน้าที่นี้อยู่หลายปี และคอยหมั่นสำรวจว่ากล้ามแขนขึ้นหรือยัง จากการหิ้วน้ำ
ที่จริงผมทำหน้าที่ตักน้ำใส่โอ่งเฉพาะหน้าแล้ง ตอนหน้าฝนเราใช้น้ำฝน โดยที่โอ่งน้ำที่วางเรียงรายอยู่ที่นอกชานนั้น อยู่ที่ชายคาบ้าน พอฝนตกแม่จะบอกให้ผมไปรองน้ำ คือเอาสังกะสีมุงหลังคาที่หักโค้งเป็นรูปตัว วี ไปรองน้ำ ถ้าฝนตกใหม่ๆ น้ำจากหลังคา (มุงจาก) จะมีสีเหลือง เนื่องจากฝุ่นถนนลูกรังหน้าบ้าน แม่ให้รองใส่ตุ่มไว้อาบ แต่ถ้าฝนตกนานจนน้ำฝนใส และโอ่งเต็มหมดแล้ว ผมก็จะมีหน้าที่ตักน้ำสีเหลืองทิ้ง แล้วคว่ำโอ่งเลย แล้วรองใหม่ น้ำฝนใสสะอาดเหล่านี้มีไว้ใช้กิน (ดื่ม) อย่างเดียว น้ำใช้ใช้น้ำบ่อทั้งสิ้น รวมทั้งน้ำที่ใช้ปรุงอาหารด้วย โชคดีที่น้ำบ่อบ้านผมไม่กร่อยมาก ถือป็นบ่อน้ำชั้นดี คือน้ำมีรสจืดเกือบสนิท บางบ่อของเพื่อนบ้านน้ำกร่อยมาก แต่ก็มีบางบ่อที่น้ำจืดสนิทยิ่งกว่าบ่อที่บ้านผม
รอบบ่อน้ำเป็นพื้นลาดซีเมนต์โดยรอบประมาณ ๑ เมตร เราอาบน้ำกันที่นี่ ตอนเด็กผมก็แก้ผ้าอาบกันโล่งๆ อย่างนั้น พอโตเป็นหนุ่มชักโป๊ ก็นุ่งผ้าขาวม้าอาบ ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้ากระโจมอกอาบน้ำ โดยตักน้ำขึ้นมาใช้ขันจ้วงราดตัว สบู่ที่ใช้ถูตัวเป็นสบู่ซันไลต์สีเหลืองๆ นานๆ จะมี "สบู่หอม" ใช้ เป็นสบู่ตรานกแก้วก้อนสีเขียว หอมชื่นใจ แต่มันแพง สบู่ที่ใช้ซักผ้าเป็นสบู่กรด สีขาวหม่นๆ ลายจุดน้ำเงิน
แต่หน้าฝนเรามีสิทธิ์อาบบนนอกชานโดยใช้น้ำฝนในโอ่งน้ำสีเหลือง หรือบางครั้งก็อาบน้ำฝนจากฟ้ากันเลยทีเดียว สนุกอย่าบอกใคร แต่ต้องแอบอาบ อย่าให้แม่เห็น แม่จะห้ามอาบน้ำฝน หรือตากฝน กลัวลูกเป็นหวัด
ตั้งใจจะเล่าเรื่องอยู่บ้านหลังคามุงจาก แต่ไถลเล่าเรื่องน้ำบ่อ น้ำฝน เสียยาว ขอกลับมาเล่าเรื่องหลังคาไม้ไผ่มุงจาก ตัวขื่อ แป ของหลังคา เป็นไม้จริง แต่ส่วนบนเป็นไม้ไผ่ และตัววัสดุที่เป็นหลังคาคือ "ตับจาก" ตับจากทำด้วยใบจาก มีไม้ไผ่เป็นโครง มีใบจากแก่เย็บติดกันเป็นพืดตลอดแนว ๑ วา สิ่งที่ใช้เย็บจากคือคล้า คล้าเป็นต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ ชอบขึ้นตามที่ลุ่มน้ำขัง ลักษณะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เราไปตัดต้นที่แก่มาผ่าลอกเอาผิวมาเป็นวัสดุสำหรับเย็บตับจาก ผิวคล้ามีลักษณะคล้ายหวาย แต่ไม่ทนเท่าหวาย
จำได้ว่าตอนสร้างบ้านนี้ เพื่อนบ้านมาช่วยกันมุงหลังคา แบบเอาแรงกัน ไม่ต้องจ้าง ใครว่างก็มาช่วย พ่อผมก็เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้าตามประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา พ่อบอกว่าให้มุงถี่ๆ จะได้ทนหลายปีหน่อย บ้านหลังคาจากถ้ามุงห่างๆ จะทนได้นานแค่ ๒ ปี ก็ต้องรื้อมุงใหม่ เพราะใบจากผุ หลังคาเริ่มรั่ว บ้านผมมุงอย่างถี่ อยู่ได้ ๓ - ๕ ปี พอเริ่มเข้าปีที่ ๓ ก็จะเริ่มผุที่บางจุด เวลาฝนตกน้ำจะรั่วที่จุดนั้น เราก็จะเอากระดาษแข็งหรือแผ่นสังกะสีเล็กๆ สอดเข้าไปใต้จุดนั้น ก็จะประทังการรั่วไปได้ แต่บางทีก็ต้องซ่อมโดยเปลี่ยนจากทั้งตับในส่วนที่รั่วมากนั้น จากตับนั้นคงจะเย็บโดยคนที่เย็บไม่เป็นหรือเย็บลวกๆ
ที่บ้านผมรับซื้อตับจากมาขาย เราจะวางตับจากเป็นชั้นๆ ซ้อนกัน ชั้นละ ๑๐ ตับ เป็นวงสี่เหลี่ยมจตุรัส แม่ผมจะชมนักเย็บจากว่าคนนั้นคนนี้เย็บจากฝีมือดี ตับจากแน่น พ่อแม่ผมก็เย็บจากเป็น แต่ผมไม่เคยเห็นเย็บ เพราะท่านมัวยุ่งทำงานอื่นที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ผมไม่เคยหัดเย็บจาก เคยแต่เป็นพนักงานขาย และพนักงานขน รวมทั้งเป็นพนักงานตัดค้นคล้า เอามาให้เขาลอกเป็นวัสดุเย็บจาก
การมุงหลังคาจากใช้ "ตอกบิด" แทงผ่านรอยต่อระหว่างใบจากผูกไม้ไผ่ที่เป็นโครงของตับจากเข้ากับไม้ไผ่ที่เป็นคานแล่นตามยาว (ตามแนวลาด) ของหลังคา ไม้ไผ่ที่เป็นคานรองตับจากนี้มีชื่อเรียกเฉพาะแต่ผมลืมเสียแล้ว เมื่อพันตอกบิดได้ ๒ ทบ เขาก็จะบิดชายตอกทั้ง ๒ ชายหลายๆ บิด แล้วปล่อย ชายตอกก็จะไม่คลายออกจากกัน ยังคงผูกอยู่ด้วยกันเพราะรอยบิด
"ตอกบิด" ทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดกลาง ไม่แก่มาก และไม่อ่อนเกินไป เลือกที่ปล้องยาวหน่อย ตัดเอามาหนึ่งปล้อง ไม่ติดรอยต่อของปล้อง เอามาผ่าเป็น ๘ - ๑๐ ส่วน ฝานเอาส่วนในของเนื้อไม้ทิ้งไป เอาเฉพาะส่วนเปลือกนอกที่แข็งและเหนียว หนาประมาณ ๔ ม.ม. แล้วเอามา "จักตอก" คือใช้มีดจักตอก ซึ่งใบมีดยาวประมาณหนึ่งฟุต กว้างประมาณ ๕ ซ.ม. คมคมกริบ เอาใบมีดเลาะลงไปที่ปลายท่อนไม้ไผ่ ให้ความหนาของตอกบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งตามปกติก็หนาประมาณ ครึ่งถึง ๑/๓ ม.ม. ใช้ใบมีดดันค่อยๆ ให้ไม้ไผ่ส่วนที่ถูก "จัก" ค่อยๆ ลอกออกจากไม้แผ่นใหญ่ เนื้อไม้ไผ่มีเส้นใยตามยาวของปล้องอยู่แล้ว จะลอกออกไม่ยาก คนที่ชำนาญจะทำได้รวดเร็วมาก ผู้ใหญ่และคนแก่แถวบ้านผมเมื่ออยู่ว่างๆ ก็จะนั่งจักตอก เมื่อได้ ๑ กำก็ใช้ตอกนั่นแหละมัด เรียกว่าตอกหนึ่งกำ เอาไปตากแดดให้แห้ง จะให้ดี เอาไปแขวนเหนือเตาไฟ (เตาฟืน) เพื่ออบด้วยควันไฟ ตอกจะยิ่งเหนียวและทน ตามปกติตอกจะทนกว่าใบจาก เมื่อต้องเปลี่ยนหลังคา ตอกมัดตับจากกับหลังคาจะยังดีอยู่ ผมเคยหัดจักตอกจนทำได้คล่อง เพราะในชั่วโมงเรียนการฝีมือในระดับมัธยมมีการใช้ตอกมาสานกระด้ง กระจาด ด้วย
ตอกบิดที่ผูกตับจากไว้กับหลังคามีประโยชน์ทางอ้อมอีกอย่างหนึ่ง คือใช้เป็นไม้จิ้มฟัน เราจะเอื้อมมือไปหักปลายตอก เอามาลอกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเปลือก เป็นไม้จิ้มฟันอย่างดี
บ้านหลังคามุงจากเย็นดีมาก แวลาโดนแดดก็ไม่ค่อยร้อนอย่างหลังคาสังกะสีหรือหลังคากระเบื้อง จึงไม่มีการตีฝ้าใต้หลังคาจาก แต่ก็มีจุดอ่อนอย่างแรงในเรื่อง "พื้นบ้านไม่สะอาด" ซึ่งเป็นเรื่องในความรับผิดชอบของผมในฐานะลูกคนโต ผมมีหน้าที่กวาดและถูพื้นบ้าน เมื่อหลังคาเก่าและผุ มันจะหลุดร่วงลงมาที่พื้นในลักษณะของฝุ่น เมื่อแม่เดิน แม่ก็จะหาว่าผมขี้เกียจ ยังไม่กวาดและถูพื้น ก็จะโดนตีตามระเบียบ
วิจารณ์ พานิช
๗ เม.ย. ๕๐
พัทยา
ขอบพระคุณมากครับ
ความทรงจำเหล่านี้กำลังจะเลือนหาย .. ผมอ่านแล้ว ระลึกตามได้เพราะ ได้พบได้เห็นมาแบบเดียวกันครับ
คิดถึง “ตอกบิด”.. สบู่ซันไลต์สีเหลืองๆ .. สบู่ตรานกแก้วก้อนสีเขียว .. “ตับจาก” .. ต้นคล้าสีเขียวที่อยู่ในคลอง .. ฯลฯ
ทึ่งที่ท่านอาจารย์ลงรายละเอียดได้ราวกับงานวิจัย ที่มีการลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลมา .. แต่เดาว่าน่าจะเป็นความทรงจำล้วนๆมากกว่า ซึ่งก็ยัง งงๆว่าจำได้มากอย่างเหลือเชื่อ
คนรุ่นหลังไม่มีโอกาสพบเห็นอีกแล้ว .. ผลผลิตจากเทคโนโลยียุคใหม่ .. กวาดสิ่งเหล่านั้นออกไปจนเหลือไว้แค่ความทรงจำ .. เสียดาย แต่ไม่ทราบจะทำอย่างไรได้ …สุดท้ายก็ต้อง เช่นนั้นเอง
ขอบพระคุณที่เล่าความทรงจำเก่าๆให้ฟังค่ะ
ที่อ.จ.เล่ามา คล้ายๆกับบ้านของคุณย่าที่สงขลาเลย บรรยากาศอย่างนี้ ไม่ค่อยมีให้เเห็นอีก อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นใจค่ะ
เรียน ท่านอ.วิจารณ์ พานิช ค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์ที่กรุณาฉายภาพบ้าน และวิถีชีวิตของคนในบ้านให้คนรุ่นหลังได้เห็นอย่างชัดเจนค่ะ
แถวถนนพุทธมณฑล สาย ๑ ข้างโรงเรียนโพธิสาร มีร้านก๋วยเตี๋ยวหมู รสอร่อย หลังคามุงจาก แต่มีการขึงพลาสติกใสในส่วนปรุงอาหาร (ดูคล้ายปะรัมพิธี) กันไม่ให้ฝุ่นผงจากหลังคาหล่นลงไปค่ะ
ตอนนี้อยากได้บ้านไม้ไผ่ ที่ยกสูง หลังคาจากจังเลยเพราะ
บ้าน....ไม่ใช่บ้าน...แต่เป็นทีซุกหัวนอน มันไม่มีหน้าต่างเป็นแค่โรงเก็บไม้เก่าๆอะนะ
ฝนตกรั่ว น้ำท่วม เวลาแล้ง ก็ร้อนตับแตก
ยากได้บ้านไม้ไผ่ หลังคาจากเพราะ ชอบมากกก ที่บ้านมีกอไผ่ ใหญ่ๆ 3 กอ
กะว่า เก็บเงินได้สักหน่อย จะค่อยๆปลูก ให้มีที่นอกหลับได้บ้าง
อยู่กรุงเทพนะเนี่ย ยัง มีความเป็นอยู่น่าสงสารจัง รอบๆที่อยู่เขาเป็นบ้านจัดสรร
ราคา 7-10 ล้าน เราเห็นอยากอยู่แบบนั้นเลยแม้ถ้ามีโอกาสก็ไม่เอา
อยากมีบ้านไม้ หรือไม่ไผ่ นี่แหละดี ใครจะช่วยเราสร้างได้บ้างนา
ตอนนี้บ้านกำลังสร้างใหม่เป็นบ้านไม้สักแต่มุงหลังคาด้วยใบจากผู้คนผ่านไปมาเห็นบอกว่าแปลกดีและคงเย็นสบายดิฉันกับสามีโดนผู้ใหญ่ต่อว่าเพราะเขาเป็นห่วงกลัวว่ามันจะไม่ทนต้องมาทำใหม่และเสียเวลาแต่เราสองคนใม่ค่อยรั้นเท่าไรก็ยังหาเงินทำต่อไปเพียงเพราะว่าใจรักในแบบฉบับของบ้านมุงด้วยใบจากแต่แบบบ้านสวยนะคะขอบอกแฮะๆ ใม่ค่อยอวดเท่าไรเลยเนาะแต่มันเป็นการสอนลูกไปในตัวเขาจะได้รู้จักความอดทนต่อสิ่งรอบตัวเองและรู้จักช่วยแม่ทำงานบ้านลักษณะบ้านเป็นแบบบ้านสวนคะปลูกต้นไม้ดอก ไม้ผลและผักที่เป็นอาหารของพวกเราเองในพื้นที่บ้านก็มีสระขนาดใหญ่เลี้ยงปลาหลายชนิดเอาใว้ ดิฉันอยู่บ้านมาทุกรูปแบบแต่มาชอบบ้านหลังนี้มากคะเพราะมันทำให้สบายทั้งกายและใจอยู่โดยที่ไม่ต้องวิ่งแข่งกับโลกภายนอกที่มันวุ่นวายวันนี้ต้องขอจบก่อนคะเพราะคนงานมาตั้งนานแล้วแต่เจ้าของบ้านยังไม่ออกไปดูแลเลยเดี่วยมีเวลาจะเข้ามาคุยด้วยใหม่นะคะ