บันทึกความรู้ที่ได้รับจาก Workshop ศิลปะบำบัด จากมูลนิธิ Art for All (www.artforall.or.th) คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

เมื่อวานผมมีโอกาสเข้าฟัง ศิลปะบำบัด โดยคุณ Lucille Proulx นักศิลปะบำบัดชาว Canadian

ผมได้เห็นความตั้งใจจริงของล่ามผู้แปล คือ คุณหมอพัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ที่กำลังประชาสัมพันธ์ถึงการจัดตั้ง "สมาคมศิลปะเพื่อการบำบัดเยียวยาแห่งประเทศไทย" และให้ผู้ที่มีประสบการณ์การนำศิลปะไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่ มาร่วมก่อตั้ง

ทำไมถึงต้องมีสมาคมนี้ คำตอบคือ เมืองไทยยังไม่มีแหล่งการศึกษาที่ผลิต "นักศิลปะบำบัด" แต่ปัจจุบันมีครูศิลปะหรือผู้สนใจหลายท่านที่นำศิลปะไปใช้ในการบำบัดรักษา (Therapeutic Use of Art) โดยเฉพาะในเด็กที่มีสมาธิสั้น เด็กออทิสติก ผู้ป่วยทางจิตเภท เป็นต้น

ประเด็นก็คือ ผมเป็นอาจารย์กิจกรรมบำบัด และก็เป็นผู้หนึ่งที่นำศิลปะมาเป็นสื่อการรักษา ตามหลักการและวิธีการทางวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ได้แง่คิดว่า เมืองไทยนั้น....มีระบบขั้นตอนที่ซับซ้อนจนเกินไป...เมื่อมีหลักสูตรกิจกรรมบำบัดที่ ม.เชียงใหม่ ....หน่วยงานที่รองรับและที่ผลิตไม่มีการคุยกัน ไม่มีระบบรองรับบทบาทวิชาชีพใหม่นี้ว่าจะช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยประเภทใดบ้าง ....พอมหิดลกำลังจะตั้ง ผมก็ต้องพยายามประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ....รัฐบาลก็เพิ่งทราบและประกาศตำแหน่งอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม พวกนักกิจกรรมบำบัดเอง เรียนมาก็ต้องประชาสัมพันธ์ตัวเองแก่ประชาชน หน่วยงานทั้งแหล่งผลิตและแหล่งจ้างก็ไม่คุยกัน เลยไม่รู้ประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องการนักกิจกรรมบำบัดอย่างไรบ้าง ปัญหาสุขภาพที่คนไทยสามารถเรียนรู้เองได้ก็เป็นเรื่องที่ต้องพยายามที่จะเรียนรู้เองมากขึ้นเรื่อยๆครับ

ประเด็นของกิจกรรมบำบัดเป็นตัวอย่าง ใช้เวลานานมากๆ กว่าคนไทยจะเริ่มรู้จัก นับตั้งแต่ผมจบปริญญาตรี ทำงานโรงพยาบาล เรียนต่อ เป็นอาจารย์ และกำลังจะจบเอกด้านนี้ เกือบ 15 ปี ดังนั้นผมไม่แปลกใจเลยที่ "นักศิลปะบำบัด" จึงเพิ่งเริ่มก่อตั้งและประชาสัมพันธ์

ประเด็นลึกๆกว่านั้น ในแต่ละวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ต่างๆ นักวิชาชีพไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจน แม้ว่าโลกแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารได้พัฒนาไปมาก ผมเองก็เพิ่งทราบว่า เทคนิคเฉพาะนักศิลปะบำบัดมีความเชื่อมโยงกับการรักษาทางกิจกรรมบำบัด แต่ผมไม่เคยมีโอกาสงานร่วมกันเลย กำลังคิดว่าถ้าเราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหลายๆวิชาชีพ คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดน่าจะเป็น "ผู้ป่วย" ที่กำลังคอยรับการบำบัดรักษาด้วยวิธีต่างๆ แบบสหวิชาชีพทางการแพทย์ครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Art_therapy

http://en.wikipedia.org/wiki/Occupational_therapy

สองเวปไซด์ข้างบน คือรายละเอียดระหว่างสองวิชาชีพที่ผมเล่าสู่กันฟัง

อยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านลองอ่านดู จะได้เห็นว่า หากคนเราได้พูดคุยกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน การกระทำแบบกัลยาณมิตรนั้นสามารถสร้างประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ มากกว่าที่คนเราเดินหน้าอยู่คนเดียวโดยไม่สนใจที่จะพูดคุยหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นครับ

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม ผู้รับบริการ (เราจะไม่เรียกว่าผู้ป่วย) จะมีโปรแกรมพัฒนาความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตมากมาย ตามที่มีโอกาสเลือกและต้องการนำไปใช้ในชีวิตจริงมากที่สุด เริ่มจากฝึกทักษะพื้นฐานทางจิตสังคมจากคลินิกกิจกรรมบำบัด จากนั้นนักกิจกรรมบำบัดจะประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ หลังจากประเมินว่าผู้ใช้บริการอยากใช้เวลาว่างอย่างไร เช่น ชอบทำงานศิลปะ เต้นรำ เล่นไวโอลิน เล่นละคร เป็นต้น คราวนี้ก็เป็นการพูดคุยส่งต่อเพื่อให้การบำบัดรักษามีประสิทธิภาพและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะมากขึ้น นักกิจกรรมบำบัดจะทำงานเป็นทีมร่วมกับนักศิลปะบำบัด นักเต้นบำบัด นักดนตรีบำบัด นักละครบำบัด ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถจัดกลุ่มของผู้บำบัดนี้ว่าเป็น นักนันทนาการบำบัด (Recreational Therapist) ซึ่งได้มีแผนจัดตั้งที่มหิดล หลังจากหลักสูตรกิจกรรมบำบัดได้ผ่านตามแผนแล้ว ประมาณอีกห้าปีข้างหน้าครับ

สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ คนเราชอบเปิดวิชาชีพให้กว้างมากมายจนเกินไป จนไม่มีการทำงานที่เป็นระบบและเป็นทีม ทำไมไม่หันหน้าเข้าหากันแล้วพูดคุยถึงความสำคัญของนักวิชาชีพใดๆ เพื่อเป็นระบบที่น่าทำงานได้อย่างมีความสุขและทำให้กิจกรรมการดำเนินชีวิตของผู้ใช้บริการมีความสุขอย่างแท้จริง