เขาบอกว่า..อย่าเขียนเรื่องตัวเอง..ก็อดไม่ได้ที่จะเขียน...ทนอ่านหน่อนนึงก็แล้วกันนะคะ
ภาพนี้....ครูอ้อยถ่ายภาพไว้ตั้งแต่ ปี  พ.ศ.2539 
ผ่านมา  11 ปีแล้ว  ดูบ้านที่อยู่ข้างหลังครูอ้อย  บ้านหลังนี้เป็นทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว   เป็นบ้านหลังแรกของครูอ้อย  ที่เกือบร้อยละ  40  เป็นเงินของหลวงที่ครูอ้อยเบิกค่าเช่าบ้านได้  
เมื่อย้ายเข้ามาอยู่และทำงานในกรุงเทพฯ  บ้านหลังนี้  มีไว้ให้แมลงสาบอยู่  เกือบห้าปี  
จากนั้นก็ให้คนเช่าไว้  
สงสารมันจังเลย  บ้านมันคงคิดถึงครูอ้อยและครอบครัวมาก  หากมันพูดได้และฟังรู้เรื่อง  ครูอ้อยก็จะบอกมันว่า...ฉันรักแกมากนะ  มันจำเป็นจริงๆ  ฉันก็ไม่อยากทิ้งแกมาเลย
 
ส่วนรถยนต์ที่อยู่หลังครูอ้อยนี้  เป็นรถยนต์คันแรก  และคันเดียวของครูอ้อย   มันเป็นพาหนะคู่ชีพเลยก็ว่าได้  มันเป็นคู่ทุกข์คู่ยากของครูอ้อย  เราระหกระเหิน  กันไปมากรุงเทพฯ-นครราชสีมา  หลายปี 
และทุกวันนี้  เวลาปิดหลายๆวัน  เราก็จะพึ่งพามันทุกครั้งไป   หากมีชีวิตจิตใจ  ครูอ้อยก็จะพูดว่า...ฉันรักแกมากนะ  อย่างไรก็ทำงานดีดีนะ  ฉันไม่ซื้อรถคันใหม่มาให้แกช้ำใจหรอก 
ส่วนผู้หญิงในภาพที่ยิ้มเผล่นี้   คือ  ครูอ้อย  เมื่อก่อนนี้  เธอสูงสง่าน่ารัก  น้ำหนัก แค่ 48 ก.ก.สูงสุด  เธอไปตลาดตอนเช้า ทำกับข้าวทุกวัน   โดยเฉพาะวันหยุด  เธอทำสวนดอกไม้ด้วยนะ  
หากหวลเวลากลับมาได้  ครูอ้อยจะพูดกับเธอว่า...นี่เธอ  อย่ากินมากนักนะ  อย่านอนมากนักด้วย  เวลาที่มีอยู่ ควรใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด  รู้มั้ย 
ดังนั้น  11 ปีผ่านไป  ครูอ้อยจึงอ้วนมาก  และมีน้ำหนัก  เพิ่มขึ้นมา  22 ก.ก.  เฉลี่ยแล้ว  ปีละ เกือบ 1 ก.ก.  โอ้โฮ !.....  เป็นสถิติที่น่าเกลียดที่สุดในโลก...
ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรคะ