26-28 มีค. 2550 ไปประชุม ที่ กทม . ซึ่งจัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.)
การไปประชุมมันไม่มีอะไรหรอก ก็เรื่องทั่วๆไป ..แต่การเดินทางนี้สิ เป็นเรื่องที่ลำบากใจมากๆ เลยสำหรับกัลยา เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบนั่งแท็กซี่คนเดียว ... รู้สึกไม่ปลอดภัย...
และเย็นวันที่ 28 หลังเลิกประชุม 16.00 น.
ก็รีบออกจากห้องประชุม เตรียมมกลับบ้าน จริงๆ จองตั๋วไว้ 2 ทุ่ม ซึ่งไม่จำเป็นต้องรีบอะไรมากมาย แต่ด้วยความที่ไม่อยากนั่งแท็กซี่เวลามืดๆ คนเดียว ก็เลยรีบออกจากโรงแรม
ตอนออกจากโรงแรม ก็บอกเบลบอย เรียกแท็กซี่ให้ เค้าก็หามาให้ พอขึ้นรถ ก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ... รู้สึกกลัว-กลัว ยังไงไม่รู้
........ก็เลยใช้วิธีการ โทรหาเพื่อนคนนั้น คนนี้ คุยบอกการเดินทางของตัวเองตลอดเวลา และก็แกล้งคุยเหมือนแบบเออ เดี่ยวเราเจอกันนะ อีกสักครู่ก็ถึง ให้รอตรงนั้น ตรงนี้ พูดไปเรื่อยๆ แต่โทรจริงๆ.....(ดีนะที่พีเสก แกรับมุขทัน)
..........พอเราหยุดคุย แท็กซี่ก็พยามชวนคุยเรื่องรถติด ขึ้นรถกี่โมง ถามตลอดเลย ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอก แต่ว่า... มันรู้สึกไม่ปลอดภัยตั้งแต่เห็นหน้าคนขับแท็กซี่ตั้งแต่แรกแล้วงัย มันก็เลยกลัวๆ ยังงัยไม่รู้ แล้วแท็กซี่ก็บอกว่าจะพาขึ้นทางด่วนนะ จะได้เร็วๆ เราก็โอเค งั้นก็ได้
..........ระหว่างเดินทางไปได้ไม่นาน (ตอนนั้นมิเตอร์ขึ้น 55 บาท) จู่ๆ ก็รู้สึกหัวใจสั่น เต้นแรง เหนียวปาก และหัวใจมันเต้นแรงขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตกใจ และคิดว่า เอ๊ะ! ฉันเป็นอะไร ฉันเวียนรถหรือเปล่าหว่า.... ฉันแพ้กลิ่นน้ำยาแอร์หรือเปล่า ถ้าเวียนรถทำไมหัวใจสั่น และเต้นแรง แรงขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกเหนื่อยหอบอย่างงี้ ถ้าวิงเวียน มันต้องรู้สึกคลื่นใส้ และต้องมาจากช่องท้อง สิ...แต่นี้มันไม่ใช่ ไม่ใช่การที่หัวใจเต้นแรงอย่างนี้
... ..... รู้สึกกลัวมากๆ ก็เลยบอกแท็กซี่ให้จอด จอด จะขอลงตรงนี้ (นั่งอยู่ด้านหลังคนขับนะคะ)
แท็กซี่ก็ถามว่าทำไมลง
ไม่ตอบ... ขอลง.... พอดี มีเมสเซสเข้ามือถือ มันเหมือนมีคนโทรเข้า ก็เลยบอกว่า... พอดีมีคนมารับ
เค้าก็ยอมหยุดรถให้ลงนะคะ ...
........ลงมายืนชั่งใจ ตากแดดตากลม อยู่ตั้งนานพอสมควร ก็ไม่มีรถแท็กซี่มา เพราะมันเป็นทางขึ้นทางด่วนงัยค่ะ รถส่วนใหญ่จะไม่ว่าง แต่สุดท้ายก็มีรถรับ และเค้าก็ถามว่า ทำไมแท็กซี่ถึงทิ้งลูกค้าลงตรงนี้ มันจะไม่มีรถรับ รู้มั้ย...
กัลยาก็เงียบ จนถึงที่หมายปลายทางนู้นแหละ ถึงบอกเค้าว่า ที่ยืนโบกรถอยู่นั่นนะ ไม่ใช่แท็กซี่ทิ้งหรอก แต่หนูขอลงเองระหว่างทางเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย
......... ณ วันนี้ ก็ไม่ได้สรุปนะคะว่า เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น มันจะเป็นการจงใจกระทำของแท็กซี่นะคะ ( เรื่องการปล่อยน้ำยามากับกลิ่นแอร์... เหมือนที่เคยได้ยินเป็นข่าวมา) แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ขอลงระหว่างทาง และคิดว่าตนเองตัดสินใจถูกแล้ว เพราะอาการตอนนั้นมันรู้สึกว่า ฉันต้องลงจากรถคันนี้.....
คิดมาก ๆ ดีกว่าคิดน้อย ๆ คะคุณกัลยา เพราะสังคมสมัยนี้ไว้ใจใครไม่ได้จริง ๆ และยิ่งสาวสวยอย่างพวกเรา อิอิ...ยิ่งต้องระวังตัวเข้าไปใหญ่...
ดูแลตัวเองด้วยนะคะ...
น้องนิว
ขอบคุณ คุณน้องนิวค่ะ
พี่ก็ว่าพี่คิดมากนะ แต่คงไม่ใช่เพราะ สาวๆ สวย หรอกค่ะ (555 มีแซวกันด้วย) แต่พี่ว่า อาจเป็นเพราะเราแต่งตัวดี ออกมาจากโรงแรมหรูๆ อุปกรณ์ติดตัว ข้างหนึ่งคือกระเป๋าโน๊ตบุค อีกข้างกระเป๋าเดินทาง มั้งค่ะ แค่คิดนะคะ ไม่ได้สรุป
สงสัยต้องไปหาซื้อกระเป๋าโน๊ตบุคที่มันพรางๆ กว่านี้หน่อย
สังคมในเมืองหลวงไม่น่าไว้วางใจ ทุกครั้งที่ขึ้นรถ ระวังตัวทุกครั้ง คนใกล้ตัวรู้หน้าก็ไม่รู้ใจ ขอบคุณที่ถ่ายทอดบทเรียนให้นะคะ
สวัสดีค่ะ คุณพี่ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>สังคมทุกวันนี้ มีอะไรแปลกๆ ทำให้เราต้องระเวง ระวังกันมากขึ้น คนเราก็เลยดูห่างเหินกันมากขึ้นนะคะ</p>
สวัสดีค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ระวังมากไป บางทีก็เหมือนเราวิตกมาก แต่ก็กันไว้ดีกว่าแก้เนาะค่ะ
มีกล้อง ก็ถ่ายรูป ส่ง MMS ไปให้เพื่อนด้วยก็ได้ครับ ทำอะไรได้ก็ทำให้หมด :-)
Notebook เอาใส่ย่ามครับเนียน อาจจะซื้อซองมาใส่อีกชั้นนึงก่อนถ้ากลัวมันกระแทก แต่ถ้ามี notebook หนักๆ ใช้เป้ดีกว่า
อย่าลืมสัวเกตการแต่งกายว่ายั่วยุหรือเปล่าด้วยนะครับ
ค่ะนั่ง Taxi คนเดียว... พี่เองเคยเจอ Taxi ที่พูดมากๆแล้วก็คุยเรื่องไสยศาสตร์ ยาเสน่ห์ (ประมาณขี้คุยด้วยว่ามาสาวเยอะ) ฟังแล้วน่ากลัวก็พยายามไม่โต้ตอบ และสำรวจตัวเองว่ามีอะไรผิดปกติรึปล่าว พอถึงที่หมายจ่ายตังส์ ลงรถหันกลับไปดูหน้า...มีสาวเยอะได้งั้ย?
...ที่ผ่านมาก็ยังไม่พบความผิดปกติค่ะ...น้องกาเหว่าตัดสินใจถูกแล้วค่ะ...
สวัสดีค่ะ คุณบ่าววีร์
เรียน อ. แป๋ว
...ผมเป็นอีกคนนะที่นั่งรถแท็กซี่แล้วเมารถเสมอ...จะโดนกลิ่นอะไรก็แล้วแต่ ..เมาทุกครั้ง
....
ผมโชคดีที่เจอแต่แท็กซี่ลูกอีสาน คุยจ้อภาษาลาวอย่างถูกคอ มีเรื่องมากมายให้ชวนคุย แต่ก็อย่างว่าครับเป็นผู้ชายก็ไม่ต้องวิตกอะไรมาก
.....
ตัดสินใจถูกแล้วครับ....บางทีโลกอาจจะไม่เลวร้ายดังที่คิด แต่ถ้าไม่มั่นใจ เราก็ต้องหยุดเพื่อให้เราได้รับโอกาสและรอให้ความมั่นใจได้กลับมาสู่ตัวเรา...
.....
ผมไม่กลัวแท็กซี่นักหรอก แต่กลัวการนอนโรงแรมคนเดียว....มากกว่า
<<แต่งตัวด้วยชุดสูทกางเกง>>
ผมข้องใจเรื่องนี้มานานแล้ว ชุดที่ว่าสังคมยอมรับว่ามิดชิดเรียบร้อยก็จริง แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ก็ไม่ใช่รูปแบบที่ทำให้ปลอดถัยเสมอไป หรือแม้แต่ในทางกลับกัน ผู้ชายหลายๆคน (ที่ผมเคยสัมภาษณ์มา) ชอบมองผู้หญิงในชุดสูท หรือชุดทำงาน เครื่องแบบ อะไรประมาณนี้ด้วยซ้ำ
การทำตัวให้ดูแย่ๆ หน่อยแบบใส่เสื้อยืดหลวมๆ ห่วยๆ กางเกงเตะบอล อาจจะทำให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นก็ได้ แต่หน้าแปลกๆ ฉีดกลิ่นเหม็น ... (taxi อาจจะไม่รับแทน -_-!)
แต่งตัวแย่ๆ ในบางโอกาส ก็เข้าท่าเหมือนกันนะคะ แต่ถ้าเป็นอย่างนี้
....ผู้ชายหลายๆคน (ที่ผมเคยสัมภาษณ์มา) ชอบมองผู้หญิงในชุดสูท หรือชุดทำงาน เครื่องแบบ อะไรประมาณนี้ด้วยซ้ำ ....
มันก็ยิ่งทำให้น่าวิตกนะคะ
<<มันก็ยิ่งทำให้น่าวิตกนะคะ>>
เตรียมชุดไปเปลี่ยนก็ได้ครับ :-)
<<ชอบมองผู้หญิงในชุดสูท>>
จริงๆ แล้วผมก็ด้วยนะ เวลาไปเลือกเสื้อผ้ากับแฟน ก็ชอบชุดเรียบร้อยๆ แต่คนจะใส่บอกว่าเชย :-P ... ก็ดีเหมือนกันมั้ง
คิดไปคิดมากางเกงเตะบอลก็อาจจะไม่ดีถ้าเข้ารูปเกินไป
ถ้าไม่เข้ารูป และไม่สวย ก็น่าจะลดความเสี่ยงลงไปได้ อีก นอกจากจะไม่โป๊แล้ว สาวอาหรับชุดดำๆ ที่ปิดหน้าด้วย ชุดนั้นน่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่ดี
แต่ว่าก็น่าเศร้าใจนะ เวลาเราอยู่ บนรถ บนท้องถนน แต่เผยรูปกาย ไม่ได้ มันเกินไปแล้วหรือเปล่า -_-' บ่อยครั้งที่ผู้ชาย ก็ไว้ใจผู้ชาย ไม่ได้ ไว้ใจผู้หญิงไม่ได้
.....บ่อยครั้งที่ผู้ชาย ก็ไว้ใจผู้ชาย ไม่ได้ ไว้ใจผู้หญิงไม่ได้ ....
เห็นด้วยนะคะ ในประเด็นนี้
เป็นเด็กๆ ก็กลัวรถตู้จับไปขาย แต่พอโตมาก็ยังมีภัยจากแท็กซี่ พอตอนแก่ก็ไม่รู้จะมีภัย รถ...อะไรอีกก็ไม่รู้นะครับ
คงต้องใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ กันมากขึ้นครับ สมัยนี้
ภัยร้อยแปดเลยนะค่ะ สังคมทุกวันนี้ เมื่อเช้าก็ฟังข่าวเรื่องรถตู้จับเด็ก ยังงี้ตำรวจทำอะไรอยู่น้อ...เค้าตั้งด่านตรวจรถตู้กันบ้างแล้วยังค่ะ ยิ่งพวกรถที่ติดฟิล์มดำๆ มืดๆ ควรเปิดตรวจให้ละเอียดทุกคนด้วย
ลูกหลานใครโดนจับไป หัวใจคงแทบสลาย แค่คิด ใจก็จะสลายแล้วค่ะ....ขอเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทำอะไรสักอย่างเถอะ อย่าไปคิดแต่ว่าข่าวลือเลย....ใจเย็นจริงๆ...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด.....
เอาชุดมาฝากครับ
( นำมากจากวิกิพีเดีย มีสัญญาอนุญาตแบบ creative common attributive )
ผมเจอกับตัวผมเอง 2 ครั้ง
ครั้งแรก วันอาทิตย์ที่ 20 มิ.ย. 2547 <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> สภาพรถค่อนข้างเก่า ทะเบียน มก-4495 คนขับชื่อนายวิโรจน์ เกื้อสกุล อายุประมาณ 30 ปี</p> ผมนั่งเบาะหน้า <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> พอรถเคลื่อนตัว มันก็เริ่มประกอบเวรกรรม</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> มันใช้มือทั้งสองข้าง ซึ่งมันคงจะชโลมยาสลบเอาไว้แล้ว มาอั้งลมตรงช่องแอร์ ทำทีละข้าง สลับกันไป เพราะมันต้องถือพวงมาลัยไว้ข้างหนึ่ง</p> ถ้าเป็นมือขวา มันจะใช้ช่องแอร์ริมขวา กะให้ลมจากช่องแอร์ ไหลไปทางด้านเบาะหลัง <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ถ้าเป็นมือซ้าย มันจะใช้ช่องกลางซ้าย กะให้ลมจากช่องแอร์ ไหลไปทางที่ผมนั่งอยู่</p> ตอนนั้น ผมไม่สงสัย ในพฤติกรรมชั่วของมันเลย <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> เวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที ผมเริ่มรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ผิวหน้าตึง ใจสั่น แต่ยังคงมีอาการเพียงเล็กน้อย</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> แต่พอเวลาผ่านไปอีก 3 นาที ผมมีอาการมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมกดปุ่มเลื่อนกระจกลง แต่ปุ่มถูก lock ไว้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมจึงบอกให้ มันเลื่อนกระจกลง มันเลื่อนกระจกลงมาประมาณครึ่งหนึ่ง ผมรู้สึกอาการดีขึ้น</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> สักพักหนึ่ง มันเลื่อนกระจกกลับขึ้นไปอีก ผมต้องบอกให้ มันเลื่อนกระจกลงมาอีกครั้ง มันเลื่อนลงนิดเดียว พอให้รู้สึกว่ามีลมจากข้างนอกเข้ามา </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> มือทั้งสองข้างของมัน ยังคงใช้รมยาผมอยู่</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมถามมันว่า “ทำอะไรอยู่”</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> มันตอบว่า “ทำไปตามความเคยชิน”</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมรู้เลยว่า ถ้ายังคงอยู่ในสภาพนี้อีกเพียงนาทีเดียว ผมต้องหมดสติแน่ </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมบอกให้มันจอดรถ โดยบอกมันว่า รู้สึกคลื่นใส้ จะอาเจียน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> แล้วผมก็ลงมารอเรียกรถ Taxi คันใหม่</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> แต่ผมสงสัยอยู่ว่า ทำไมมันจึงทนอยู่ได้ โดยไม่รู้สึกแพ้ยาสลบ ที่มันกำลังรมผมอยู่</p>หรือว่ามันพยายามใช้มือของมัน บังคับทิศทางลมที่พ่นออกมาจากช่องแอร์ ให้มาที่ผม <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p> ครั้งที่สอง เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เม.ย. 2550 ทะเบียน ทย-9598 เวลาประมาณ 15.00 น. ผมนั่งเบาะหลัง ด้านคนขับ หลบแสงแดด ที่เข้ามาทางด้านซ้าย นั่งอยู่ไกลเกินกว่าจะเห็นชื่อคนขับรถ ที่อยู่ในป้ายชื่อพร้อมรูปถ่าย ซึ่งวางอยู่ด้านหน้าซ้าย แต่ดูรูปถ่าย เป็นคนละคนกับคนที่กำลังขับรถอยู่ คนในรูปดูเหมือนจะมีอายุ 50 ปี ขึ้นไป ส่วนคนขับวันนี้ อายุประมาณ 40 ปี คิดว่ารถ Taxi คันนี้ คงจะขับกันอยู่ 2 คน สลับเวลากัน คนที่อยู่ในรูป คงจะเป็นเจ้าของรถ รถวิ่งไปได้ประมาณ 25 นาที ตอนนี้เริ่มออกมาชานเมืองแล้ว ผมได้ยินเสียงพ่นสเปรย์ 2 ครั้ง(ฟิด ฟิด) แต่ไม่เห็นขวดสเปรย์ เพราะนั่งตรงกับเบาะของคนขับ <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมเอะใจทันที เนื่องจากมีประสบการณ์มาแล้ว เลยรีบย้ายมานั่งด้านซ้าย สายตาผมมองไปที่คนขับตลอดเวลา พยายามมองหาขวดสเปรย์ แต่ก็ไม่เห็นคนขับคงรู้แล้วว่าผมสงสัย มือทั้งสองข้างจึงจับพวงมาลัยไว้ตลอด ไม่กล้าเลื่อนมือลงมาฉีดพ่นยาสลบอีก</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ประมาณ 1 นาที ผมก็เริ่มมีอาการ หายใจไม่สะดวก ผิวหน้าตึง</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมบอกให้จอดรถ เขาชะลอความเร็ว เปลี่ยนเลนจากช่องขวาไปซ้าย แต่ยังไม่จอด</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมกดปุ่มเลื่อนกระจกลง แต่ปุ่มถูก lock ไว้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ผมจึงบอกให้เขาเลื่อนกระจกลง เขาเลื่อนกระจกลงมานิดหนึ่ง แต่เลื่อนทั้ง 2 บาน คือ ด้านหน้าซ้าย และหลังซ้าย ตรงที่ผมนั่งอยู่ พอลมจากภายนอกเข้ามาโดนหน้าผม ผมรู้สึกอาการดีขึ้นมาก ผมจึงบอกให้ขับต่อไป เพราะใกล้จะถึงที่หมายแล้ว </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> รถวิ่งไปอีกราวๆ 5 นาที ก็ถึงที่หมาย</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ครั้งนี้ ถ้าผมไม่รีบย้ายมานั่งด้านซ้าย เขาก็คงจะฉีดสเปรย์ซ้ำอีก จนกว่าผมจะหมดสติ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> ยาสลบที่บรรจุอยู่ในขวด คงจะเข้มข้นมาก เพราะเพียงแค่ฉีดพ่นออกมา 2 ครั้งสั้นๆ ผมก็เริ่มมีอาการแล้ว</p> ครั้งนี้ ผมไม่เจอหลักฐานแบบครั้งแรก จับไม่ได้คาหนังคาเขา ได้ยินแค่เสียงฉีดสเปรย์ ไม่เห็นขวดสเปรย์ จึงขอปักใจเชื่อว่า น่าจะถูกรมยาสลบ 90 % อีก 10 % คนขับอาจจะพ่นน้ำยาดับกลิ่นก็เป็นได้ แล้วบังเอิญผมแพ้น้ำยานั้น