ตอนเป็นเด็กเท่าที่จำความได้มีความรู้สึกว่าโลกนี้มีเฉพาะต้วเราเท่านั้นที่มีอารมณ์ความรู้สึก จนกระทั้งประมาณ 4-5 ขวบจึงเรียนรู้ว่าผู้อื่นก็มีเป็นของตนเองเช่นกัน เมื่อเริ่มหันมามองจิตใจของตนเองมากขึ้นก็พบสิ่งที่คิดว่าจะเป็นที่ทำให้ตนมีความสุข ถึงเวลากลับไม่เป็นไปตามคาด กลับ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย เช่น การไปเที่ยวที่หวังว่าจะสนุก จนถึงเรื่อง(ที่คิดว่า)ใหญ่ เช่น การทำงานที่หวังจะได้การยอมรับ จีงเรียนรู้ว่าการดำรงชีวิตในโลกไม่ง่ายดังที่คิดไว้
บางช่วงของการใช้ชีวิต(โสด)ที่ผ่านมามากกว่า 40 ปีแล้ว เกิดคำถามว่า เราทำงานมาเพื่อต้องการหาเงินมาดำรงชีวิตจริง ๆ หรือ เราดำรงชีวิตอย่างที่เป็นอยู่นี้มีความพอใจแล้วหรือยัง และที่สำคัญที่สุดทำไมเราต้องพึ่งพิงความรู้สึกจากผู้อื่นด้วย เพื่อให้เรารู้สึกมีความสุข และทำให้ชีวิตมีคุณค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไป
เท่าที่เรียนรู้พอจะทราบว่า ชีวิตคนจะไร้แก่นสารเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายประการที่ทำให้รู้สึกเป็นตัวตน คือ ร่างกาย(ดิน+น้ำ+ลม+ไฟ) จิตใจ(เวทนา+สัญญา+สังขาร+วิญญาน) แต่สิ่งนี้ก็เป็นแค่เพียงความรู้ที่ยังไม่ฝังแน่นไปเป็นสัญญา
ในทางปฏิบัติมองเห็นผู้สูงอายุบางคน และเป็นส่วนมากเสียด้วย ที่ตกเป็นทาสของอารมณ์แสดง ความกราดเกริ้ยว ลุแก่โทสะ โมหะ แล้วเปรียบเทียบกับตัวเราจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ใช้ชีวิตมานานขนาดนี้ทำไมจึงไม่พัฒนาตนเอง หรือเรียนรู้ชีวิตทำให้ตนเองและผู้อื่นเป็นสุขจาก ความคิด การกระทำของตน