จะว่าไปเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเล่าเอาซะเลยค่ะ อายุปูนนี้แล้ว พอชักจะอยากไว้ผมยาวขึ้นมาบ้างก็ดันเป็นเหาซะเนี่ย...

ต้นเหตุก็ไม่ใช่ใครมาจากน้องใบเตยลูกคนโตของผู้เขียนนี่เอง คนที่รู้เป็นคนแรกก็คือนายดำนั่นเอง  เพราะเขาอาสาลาพักร้อนในช่วงแรกที่น้องต้นตาลไม่สบาย  แล้วเกิดพบความผิดปรกติ เพราะสังเกตุและสงสัย ทำไม ? น้องใบเตยคันแล้วเกาศรีษะบ่อยมาก ๆ  และแล้วก็ไปเจอเจ้าไข่เหา(สุก)เต็มหัวไปหมด เฮ้อ ! แค่เขียนผู้เขียนก็ยังมีอาการคันศรีษะอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากพวกเราช่วยกันระดมเอ๊กซเรย์เป็นเวลา สามวัน แทบจะทุกตารางนิ้วบนศรีษะ ก็พบว่าเจอแม่เหาได้ทุกวัน ผู้เขียนก็มีอาการคันไปด้วย เพราะถ้าหากน้องใบเตยมีไข่เหามากขนาดนั้น แล้วผู้เขียนจะไปเหลือเหรอ  หลังจากให้พี่ที่ทำงานช่วยกันเอกซเรย์หาก็เจอเจ้าไข่เหาจนได้ ....ว่าแล้วเชียว  ดังนั้นพวกเราจึงตัดสินใจไปซื้อยามาหมักฆ่าเหาจากร้านยาแถว ๆ บ้าน 15 บาทเอง

เมื่อผู้เขียนเปิดอ่านวิธีการใช้ ก็ไปสะดุดตาและสะดุดใจ เมื่อพบว่ามีผลการวิจัย เป็นแผ่นเล็ก ๆ  แนบมาในกล่องยาด้วย มีทั้ง เรื่องย่อ (บทคัดย่อ) และวิจารณ์ เป็นการศึกษาการรักษาเหาในเด็กนักเรียน โดยคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ซึ่งตีพิมพ์ในศรีนครินทร์เวชสาร

ยอมรับว่าผู้เขียนซื้อยาตามคำแนะนำของพี่ผอบที่ทำงานห้องเดียวกับผู้เขียน ซึ่ง บอกให้ไปซื้อยาฆ่าเหามาแล้วหมักทิ้งไว้ทั้งคืน ผู้เขียนก็นึกงง ทำไมต้องหมักทิ้งไว้ทั้งคืนเชียว หมักตอนเย็นแล้วสระก่อนนอนไม่ได้เหรอ ??? 

แต่จากงานวิจัยตอบคำถามในใจของผู้เขียนเข้าพอดิบพอดี เพราะเขาลองศึกษาการหมักเหาทิ้งไว้ แบบ 3 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับ 12 ชั่วโมง พบว่า การชะโลมยานี้บนเส้นผมแล้วทิ้งไว้นาน 12 ชม. ให้ผลในการรักษาสูงถึง 97.4 % และมีฤทธิ์ในการทำลายระยะตัวอ่อนของเหาที่อยู่ในไข่ได้ 100 %ในขณะทีี่หมักไว้เพียง 3 ชม. มีอัตราการรักษาหาย 56.1 %

เมื่ออ่านแล้วผู้เขียนจึงไม่ลังเลใจที่จะหมักทิ้งไว้ 12 ชม.เลย แถมให้มากกว่า 12 ชม.ก็ยังได้ ว่าแต่หวังว่าตัวเองคงไม่จัดอยู่ใน 2.6 % ที่รักษาไม่หายหรอกน๊ะ --เฮ้อ !!!