วันนี้ไปอ่าน The New York Times ออนไลน์มาเจอ เรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่งครับ ถ้าอยากรู้ลองไปตามลิงค์นี้ดูครับ
http://www.nytimes.com/2007/03/27/science/27dark.html?_r=1&ref=science&oref=slogin
อ่านเรื่องนี่แล้วอมยิ้มคิดถึงเรื่องสองเรื่องครับ
แล้วที่นี่ก็ดูเหมือนจะเหมาะกับเรื่องนี้มากที่สุด เพราะว่าในนี้นั้นมีนักเรียนปริญญาเอก ทั้ง Ph.D. students และ Ph.D. candidates รวมไปถึงอาจารย์ด็อกเตอร์หลายๆท่าน แล้วผมก็เดาเอาว่าคงจะมี Ph.D. advisors หรือ Thesis advisors สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตวิทยาลัยหรือ Graduate students ด้วย
เรื่องของเรื่องก็คือมีคนทำหนังคนหนึ่งครับ เอาเรื่องจริงเมื่อปี 1991 มาทำ แล้วก็ได้รับเลือกไปฉายที่ Sundance Film Festival อ่านแล้วก็คงจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการศึกษาระดับปริญญาเอก
คำตอบอยู่ที่ว่า เรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องของด็อกเตอร์ที่จบมหาดๆใหม่ๆคนหนึ่งเอาปืนไปยิงอาจารย์ที่ปรึกษาและก็หัวหน้าภาควิชาที่ตัวเองเรียนทิ้งครับ
สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนปริญญาเอกอาจจะไม่ทราบว่ามันจะอะไรกันนักหนา เอาเป็นว่าผมยกตัวอย่างคำพูดคนที่เคยเรียนจบปริญญาเอกที่ผมรู้จักให้ฟังนะครับ
คนที่หนึ่งบอกว่า คุณกับอาจารย์ที่ปรึกษานะ รู้จักกันและจำกันได้ไปจนตาย ขนาดคุณหรือเขาเผาเหลือแต่กระดูกยังจำได้เลย ถึงแม้จะสำนวนหนังจีนไปหน่อย แต่ถ้าไปถามคนที่จบปริญญาเอกมา ก็คงจะได้คำตอบไม่ต่างกัน
อีกคนบอกว่า อาจารย์เขาบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษากับนักเรียนเหมือนกับสามี ภรรยา ความสัมพันธ์ดีลูกก็ออกมาหน้าตาดี ใช้ชีวิตในครอบครัวมีความสุข ความสัมพันธ์แย่ก็ต้องทนกันไป
ในบทความนั้นก็มีการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาหลายแบบ แต่ที่แน่ๆ นักศึกษานั้นจะไม่มีสิทธิในการต่อรองอะไรกับอาจารย์มากนัก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอาจารย์ทั้งนั้น โดยเฉพาะการ defense
ไม่รู้ว่าในนี้จะมีความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษากันแบบไหน (แต่ถ้าเปรียบเทียบเหมือนการแต่งาน สำหรับผมแล้ว ผมเซ็นใบหย่าไว้แล้วครับ รออาจารย์ผมเซ็นเนี่ยแหละ ไม่ยอมเซ็นซักที) นั่นเป็นเรื่องแรกที่จะพูดถึงครับ
เรื่องที่สองที่จะพูดถึงนั้น เกี่ยวกับปรัชญาการเรียนการสอนระดับปริญญาเอกครับ จริงๆแล้วผมไม่ค่อยอยากจะพูดเรื่องนี้ครับ เพราะว่ากลัวจะไปกระทบใครนะครับ (อีกอย่าง ผมก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จซะเหลือเกิน) แต่ที่ผมนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ เพราะว่าในบทความนั้น มีคำพูดคำหนึ่งครับว่า "learn how to produce original research"
ถ้าลองไป google เกี่ยวกับการเรียนปริญญาเอก จะเจอคำนี้บ่อยมากครับ ว่าเรียนปริญญาเอกไปนั้นเพื่อที่ทำให้เราสามารถที่จะสร้าง original research ได้
มีอาจารย์ผมท่านหนึ่งเคยบอกว่า ปริญญาเอกนั้นเป็นแค่ใบใบหนึ่งที่บอกว่าคุณมีความสามารถทำวิจัยที่มีประโยชน์ได้ ใช่ครับอ่านดีๆ ทีตัวหนาบอกว่า มีความสามารถนะครับ ไม่ได้บอกว่า ทำได้ (ซึ่งมันต่างกันมาก) เพราะวิทยานิพนธ์คุณนั้นมันแค่เรื่องๆเดียวเท่านั้นแหละ (ถึงแม้ว่ามันจะแตกไปได้เป็นสามบทความเป็นอย่างน้อยก็เหอะ)
ความสมบูรณ์ของปริญญาเอกก็คือการที่คุณสามารถทำงานวิจัยที่มีความหมาย มีประโยชน์ได้ด้วยตนเอง (ไม่มี "มี" แล้วครับ) ดังนั้นความสมบูรณ์ของปริญญาเอกอยู่ที่การวิจัยต่อ สร้างสรรค์งานวิจัยที่มีความเป็น original เป็นประโยชน์และเผยแพร่ไป มันเหมือนบังคับกลายๆไหมครับว่า คือคุณต้องตีพิมพ์
ผมชอบสงสัยคำว่า original research ผมไม่แน่ใจว่ามีใครจะสงสัยเหมือนผมไหม เพราะผมเคยนั่งอ่าน literature หลายๆอัน ผมก็จะรู้สึกมันคล้ายๆกันหมดว่า ไอ้ที่เขาทำๆกันมันก็คล้ายๆกันทั้งนั้นเลย หรือว่าสาขาที่ผมเรียนมามันสร้างอะไรที่มันเหมือนๆกันก็ไม่รู้ครับ เพราะว่างานวิจัยหลายชิ้นที่ผมอ่าน ตัวปัญหาก็จะคล้ายๆ ได้ผลก็จะคล้ายๆกันแต่เปลี่ยนแค่วิธีการหาคำตอบเท่านั้น แต่ทุกคนก็จะบอกว่างานของตัวเองนั้นเป็น original paper ผมเลยสนใจนะครับว่าเรานิยามคำว่า original paper ที่ตรงไหน
แค่อยากทราบครับว่าแต่ละท่านนั้นคิดอย่างไร
ท้ายที่สุด เป็นกำลังใจให้กับคนที่เรียนปริญญาเอกครับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกระบวนการไหนของการศึกษาระดับนี้
ถ้าคุณคิดจะเรียน คิดถึงคำว่า "produce original research" ครับ
ถ้าคุณเพิ่งเริ่ม ยังมีความท้าทายมากมายรออยู่ แค่การหัวข้อบางทีก็ยากแบบอย่างรากเลือดแล้ว เพราะไอ้ที่ยากก็คือ "produce original research" เพราะไอ้คำว่า original ของแท้และดั้งเดิมนี่แหละครับ แต่ยังไงก็ขอให้หาให้เจอและให้อาจารย์ยอมรับ (approve) เร็วๆครับ
สำหรับคนที่อยู่ในระหว่างการทำงานและทำการทดลอง ขอให้สนุกกับการวิจัยครับ
สำหรับคนที่เขียน ขอให้สนุกกับการเขียนครับ และคนที่เตรียมตัว defense ขอให้ตอบคำถามให้ได้ครับ
และสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษา ขอให้สนุกกับนักเรียนของตัวเองครับ
สวัสดีครับอาจารย์ขจิต
ขอบพระคุณที่เข้ามาทักทายครับอาจารย์
ขอให้อาจารย์ขจิตมีสุขภาพจิตดีๆ จะได้สร้าง original research ดีๆ มีคุณภาพ ตามที่ใจต้องการนะครับ :D
สวัสดีครับอาจารย์เก๋
ด้วยความยินดีและเต็มใจครับ ขอให้อาจารย์เก๋ defend ผ่านด้วยความราบรื่นนะครับ
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนนะคะ
การเรียนปริญญาโทและเอก สำหรับตัวเองแล้ว สิ่งที่ได้มาหลักๆ เลยคือ การเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาใด และความเพียร ความอดทนไม่ท้อถอยค่ะ
อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวนะคะ ของแต่ละคนอาจจะเจอไม่เหมือนกันค่ะ เพราะความสำเร็จในการนี้จะขึ้นอยู่กับ advisor และตัวเราเองค่ะ
คนทำหนังเรื่องที่เล่ามานี่ ต้องเรียน ปริญญาเอกมานะคะ
ถึงอิน กับ การทำวิทยานิพนธ์ ขนาดนี้.....
..................น่าสนใจคะ แต่ไม่ได้เรียนอะไรกับเขาหรอกคะ
สวัสดีครับอาจารย์ด็อกเตอร์กมลวัลย์
ขอบพระคุณอาจารย์มากครับที่ได้มาแลกเปลี่ยน :D หวังว่าอาจารย์คงเข้ามาบ่อยๆครับ
ประสบการณ์การเรียนปริญญาเอก เป็นประสบการณ์หนึ่งที่พิเศษสำหรับคนที่เรียนเสมอมั้งครับ
ผมเชื่อว่าในขณะเรียนทุกคนก็จะเจออะไรประหลาดๆต่างกันไปครับ และก็คงต้องอาศัยความเพียร ความอดทน เหมือนอย่างที่อาจารย์บอกครับ
แต่มีรุ่นพี่ผมคนหนึ่งบอกว่า มันต้องอาศัยคำว่า "บ้าทนถึก" ครับ :D
สวัสดีครับพี่หน่อย (ขออนุณาตนะครับ)
ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ทำหนังนั้นเรียนถึงปริญญาเอกหรือเปล่า เพราะในนั้นบอกแค่ว่าจบปริญญาโทจาก New York University ครับ
ผมว่าคนเรียนปริญญาเอกก็ต้องอินกับการทำวิทยานิพนธ์ครับ เพราะถ้าไม่อินมันไม่จบครับพี่ :D
โชคดีของผมครับพี่ต้น ที่ไม่ได้ไปเรียนเอก 555 เพราะยังไม่ได้เรียนโทเลย เอาเป็นว่าไม่ค่อยอยากเรียนแล้ว แม้ว่าหลายๆคนเคยพยายามอยากให้ไปเรียน
ของแบบนี้อยู่ที่ใจครับ ผมรู้จักตัวเองดีว่ามีความสามารถแค่ไหน เท่านั้นน่าจะพอ
ขอบคุณครับที่นำเรื่องราวดีๆมาแลกเปลี่ยนเสมอๆครับ
สวัสดีครับน้องเดอ
ของแบบนี้ไม่เรียนไม่รู้ครับ นอกจากมีแฟนเรียนถึงจะรู้ว่าเป็นยังไง :D
ทุกคนมีความสามารถที่จะเรียนเอกได้อยู่แล้วครับ ขอแค่เรามีความมุ่งมั่นครับ
สวัสดีคะ่ ...คุณต้น
ถึงแม้ว่ากำลังเรียนโทและอยู่ในช่วงทำวิทยานิพนธ์อยู่ แต่ก็รู้สึกได้ว่า การทำthesis ในสาขาที่โรสเรียนอยู่นี่ทำไมมันยากจังนะ ทะเลาะกับอาจารย์ทุกวัน แต่ยังไงเค้าก็เป็นคนเซ้นต์ให้เราจบ แต่ว่าถ้าจะเรียนต่อเอกนี่ต้องคิดหนัดหน่อยเพราะเข็ดอาจารย์ที่ปรึกษาเสีนจริงค่ะ..
สวัสดีค่ะ
..ณิช..
งาน original research แบบไทยๆ ที่ผมเจอคือ original เพราะ sample เป็นไทย ครับ ส่วน concept หรือคำถามหา original ได้ค่อนข้างยาก ยิ่งในระดับป.โท แล้วยิ่งหาได้น้อยไปอีก
คุณ ไปอ่านหนังสือ มีความเห็นยังไงบ้างที่ม.มหิดล กำหนดให้นศ.ตั้งแต่ป.โททำ thesis เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้บรรลุความเป็น inter?
สวัสดีครับคุณโรส
Thesis นั้นสมควรที่จะยากครับ เพราะถ้าไม่ยากก็ไม่เรียกว่า Thesis สิครับ ในเมื่อ Thesis เป็นการรวบรวมความรู้ที่เราเรียนมา (และอาจารย์คิดว่าเรามีและคาดว่าคนที่เรียนโปรแกรมนี้ต้องมี) นำเสนอเป็นเรื่องเป็นราวเป็น Thesis
คงไม่แปลกหรอกครับที่จะต้องบ่นว่ายาก แต่ก็อย่าถึงขั้นเอาปืนไปยิงอาจารย์ล่ะกัน (แต่ไม่แน่ว่าสงกรานต์ อาจารย์อาจจะยอมให้มีปืนฉีดน้ำมายิงนะครับ) :D
เป็นกำลังใจให้ครับ
สวัสดีครับคุณน้องณิช
พี่ก็พี่ครับ
ดีแล้วครับที่ได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน เพราะยังไงเขาก็สำคัญที่สุดครับ นอกจากว่าคุณณิชเลือกคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ (committee) พลาดครับ
เพราะนอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาจะเข็นเราไปขึ้นเขียงกับ committee แล้ว committee ก็จะเอาเรามาแล่ด้วยครับ ดังนั้นก็ระวังเรื่องเลือก committee ดีๆ ล่ะกันนะครับ
คือพูดยากครับ ถ้าสนใจเรื่องจบง่าย ก็เลือก committee ที่หน้าใหม่หน่อย แต่ถ้าเลือกอาจารย์ที่เก่งมากในฟิลด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก turn tenure เป็น professor แล้วล่ะก็ ก็อาจจะยากนิดหนึ่ง แต่ก็จะท้าทายมาก เพราะว่าอาจารย์เหล่านี้ก็เหมือนที่รับรองคุณภาพครับ
เรื่อง original research นั้น พูดยากครับ เพราะเราไม่มีทางที่จะไปค้น literature ทั้งหมดได้ แล้วก็มาสังเคราะห์เป็นหัวข้อเราครับ
เอาเป็นว่า ถ้าอาจารย์เราเห็นว่าเรื่องใหม่ committee มองว่าเรื่องใหม่แล้วก็ส่งไป review แล้วเขารับพิมพ์ ก็คงจะการันตีได้ระดับหนึ่งแล้วครับว่าเป็น original paper ครับ
เป็นกำลังใจให้ครับผม :D
กราบสวัสดีครับอาจารย์หมอมาโนช
ขอบพระคุณมากครับสำหรับเวลาในการมาอ่าน เข้ามาตอบคำถามคาใจผม แล้วก็กรุณาตั้งคำถามที่ผมว่ามันต้องสนุกในการตอบแน่นอนครับ
เริ่มกันเรื่อง originality ของบทความกันก่อนนะครับ
ผมว่ามันคงจะยากจริงๆครับที่จะบอกว่า orginality มันอยู่ตรงไหน ยกตัวอย่างสาขาที่ผมเรียนนะครับ คือ Optimization
วิธีการหาคำตอบเนี่ยมีหลากหลายมากครับแล้วก็ยืมมาจากหลายสาขาด้วย ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยาเช่น Genetic algorithm, Ant colony optimization หรือวิชา Thermodynamics ที่เอา concept ของ Entropy มาใช้ หรือว่าจะเอาโลหะวิทยาที่เอา Simulated annealing ขึ้นมาใช้ นี่ยังไม่นับพวก Pure Math ที่ใช้หากันอีกนะคับ
แต่ที่สำคัญคือ วิธีพวกนี้นั้นมีมานานมากแล้วครับ แต่ว่าก็ยังมีการตีพิมพ์เอามาประยุกต์กับปัญหาพวกโน้น ปัญหาพวกนี้ แล้วก็ ปรับเสริมปรุงแต่งวิธีการหาคำตอบ กันนะครับอาจารย์หมอ
แล้วแต่ละคนก็บอก original paper ทั้งนั้น :D
เรื่องที่สองครับ คุณหมอได้ให้เกียรติผมมากเลยนะครับ ที่ได้ถามผมเรื่องความเป็น "inter" โดยการเขียนปริญญานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัย
เรื่องนี้ผมขอให้สมองอันเล็กน้อยออกความเห็นดังนี้ครับอาจารย์หมอ
ผมเฉยๆครับอาจารย์หมอ
ทำไมผมถึงเฉยๆ ผมขออนุญาตคุณหมอนิยามคำว่า "inter" ก่อนนะครับ แล้วผมจะอธิบายให้เห็นทีหลังว่าทำไมผมถึงเฉย
ผมนิยามคำว่า "inter" ได้สองอย่างครับ
อย่างแรกก็คือ คำว่า "inter" ในความหมายว่า ทำให้ดัง ทำให้แพร่หลาย ทำให้เป็นที่นิยมทั่วไป
ถ้านิยามเป็นแบบนี้ ผมขอให้คำตอบว่ามันไม่ค่อยจะมีโอกาสนะครับ เพราะว่าอะไรนะหรือครับ
เพราะว่าไม่ค่อยมีคนอ่านวิทยานิพนธ์ครับ ในเมื่อไม่มีคนอ่านแล้วมันจะแพร่หลาย แล้วมันจะดัง ได้อย่างไรใช่ไหมครับ
อาจารย์อาจจะหาว่าผมโม้ ผมยกตัวอย่างผมนะครับ ในวิทยานิพนธ์ที่ผมเขียนอยู่ผมอ้างอิงประมาณ 395 บทความครับ (เพราะเรื่องที่ผมทำนั้นกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรอีกครับ เลยต้องอ้างอิงเยอะ) ใน 395 บทความ ไม่มีวิทยานิพนธ์ที่ผมยกมาอ้างเลยครับ
แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยอ่านวิทยานิพนธ์นะครับ ผมอ่านสองเล่มครับ แล้วเท่าที่ผมเช็คดูนะครับ เล่มแรกพิมพ์ปี 1985 มีคนยืมไปไม่ถึง 10 คนครับ อีกเล่มปี 1996 ผมนี่ประมาณคนแรกคนที่สองครับ
แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่ผมชอบไปยืนเปิดวิทยานิพนธ์ของคนอื่นเล่นครับ ผลที่ผมพบก็คือวิทยานิพนธ์นั้นสิงสถิตย์อยู่ ณ ที่ใด มันก็มักจะอยู่ที่นั้นแหละครับ ถ้าบรรณารักษ์ไม่ได้กรุณาหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่น
อาจารย์หมออาจจะบอกว่า ผมเหมาเอาจากมหาวิทยาลัยของผม ซึ่งผมก็ไม่เถียงครับ แต่ครั้งหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาผม จบจาก Stanford ถามผมว่า รู้ไหมว่าทำไมต้องตีพิมพ์ แล้วกรุณาตอบให้เสร็จครับ หนึ่งในเหตุผลคือ เพราะว่าไม่มีใครอ่านวิทยานิพนธ์เราหรอก ก่อนที่จะย้อนถามผมว่า ผมเคยอ่านหรอ ผมก็บอกว่ายืมสองเล่ม (อ้อ สองเล่มที่ยืม เล่มหนึ่งมาจาก GATECH อีกเล่ม U of Michigan ครับ)
ดังนั้น sample ที่ผมมีจาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิศวกรรม ก็คงพอจะปะล่อมปะแล่มบอกได้นะครับว่า ไม่ค่อยมีคนยืมวิทยานิพนธ์อ่านกันหรอก
(นอกจากว่า อาจารย์จะโยนวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่ ที่อาจารย์ต้องการจะ extend ต่อนะครับ ถ้าอันนั้นก็มีครับ แต่ก็เล่มหนึ่งนะครับ)
อาจารย์อาจจะกรุณาโต้แย้งมาว่า ผมนี่เชยจริงๆ ไม่ทันสมัยเลย เดี๋ยวนี้เขามีอินเตอร์เน็ตแล้ว ดาวโลดกันโชะๆๆ ปัญหาก็เหมือนเดิมครับอาจารย์ คือไม่ค่อยมีคนไปดาวโลดหรอกครับ ถ้าเทียบกับบทความ
ผมเองก็เคยไปดาวโลดด้วยเหมือนกันครับ ใน Hard Drive ของผมนี่มีของหลายที่หลายเล่มเลยครับ แต่ผมอ่านอย่างมากก็บท สองบทครับ ทำไมถึงเป็นแบบนั้น
โดยความเห็นส่วนตัวผมคิดว่า เพราะมันหนาครับ มันยากที่เราจะตั้งสมาธิอ่านมันตั้งแต่ต้นจนจบได้รอบเดียว ผิดกับ paper ที่เราอ่านได้จบภายในหนึ่งรอบ แล้วก็ ไม่เข้าใจก็มาทวนหลายๆรอบได้แบบ ไม่เสียเวลามากนักครับ
อีกประการหนึ่งครับ อาจารย์คิดว่าคนที่จะมาอ่านวิทยานิพนธ์ของมหิดลส่วนมากจะเป็นใครและเป็นชนชาติอะไรครับ (อันนี้คิดกันเล่นๆนะครับ)
นั่นเป็นนิยามแรกนะครับ
คราวนี้นิยามที่สองของคำว่า "inter" ของผมครับ ผมนิยามคำว่า "inter" ว่าสากลครับ สากลแบบที่ชาวบ้านใครๆเขาก็ทำ
ถ้าอาจารย์นิยามว่ามันเป็นสากล ทำเพื่อให้เป็นสากล ถ้าอย่างนั้น ผมก็ต้องบอกครับว่า แน่นอนครับการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษนั้น เป็นสากลแน่นอน เพราะหลายต่อหลายประเทศนั้นทำกันเขียนกันครับ
แต่แล้วจริงๆทำไมผมถึงเฉยๆ
ผมเฉยๆเพราะว่าเรากำลังสนใจแค่กระพี้ครับ เราไม่ได้สนใจแก่นของปัญหาครับ (ตามความคิดของผมนะครับ)
แก่นของปัญหาคือการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพครับ มี originality นำไปประยุกต์ใช้ได้ แก่นนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่านักศึกษาจะเขียนด้วยภาษาอะไร
เพราะว่าถ้างานวิจัยไม่มี originality ไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะพิมพ์ด้วยภาษาอะไรก็ตาม มันก็ไม่ควรคู่กับคำว่าวิทยานิพนธ์ครับ
แล้วเราจะไปสนใจไยกับเรื่องกระพี้หล่ะครับ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่ผมได้ยินข่าวนี้ใหม่ ผมได้อ่านเนชั่นสุดสัปดาห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ได้เขียนโดยอาจารย์ด็อกเตอร์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ในบทความท่านเขียนว่า ท่านได้ถามอาจารย์จาก Cornell ท่านหนึ่งว่า เนี่ยถ้ามีเด็กไทย ทำวิจัยเกี่ยวกับเมืองไทย แต่เรียนที่ Cornell จะเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาไทยได้ไหม อาจารย์ Cornell ท่านนั้น บอกว่าได้ครับ แต่ในคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ต้องมีผู้รู้ภาษาไทยอยู่ด้วย (รายละเอียดนี่ผมพยายาม google ดูแล้วแต่หาไม่เจอครับ แต่ผมคิดว่าผมจำไม่ผิดครับ)
นี่แหละครับคือสองเหตุผลที่ผมเฉยๆครับอาจารย์หมอ ไม่ว่าจะเขียนด้วยภาษาอะไร ขอให้เป็นภาษาที่มีคนเข้าใจ ผมว่าก็เหมือนกันครับ ถ้าดีจริง เดี๋ยวก็มีคนแปลเป็นภาษาอังกฤษเองครับ (ไม่เชื่อดูนิยายแปลสิครับ)
แต่ถ้ามหิดลอยากโกอินเตอร์จริง ด้วยศักยภาพของบุคลากรมหิดลนั้น ผมว่าโกอินเตอร์ได้สบายๆอยู่แล้วครับ ไม่จำเป็นต้องมาบังคับนักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยให้เขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษหรอกครับ
หรือถ้าจะบังคับจริง ผมก็มองว่ามันก็ไม่น่าจะไปบรรลุผลตามที่มหิดลนั้นมุ่งมั่นปรารถนาและตั้งใจไว้ครับ
วิธีเดียวที่จะโกอินเตอร์จริงๆ (เอาแบบดังยิ่งกว่าทาทานะครับ) ผมว่าก็คงหนีไม่พ้นการวิจัยเรื่องใหม่ของแท้ดังเดิมชนิดที่เรียกว่า orginalสุดๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง การค้นพบใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโลก แล้วนำลงไปตีพิมพ์ใน top notch journal อย่างเช่น JAMA ในวงการแพทย์ อันนี้เนี่ยแหละครับ ผมว่าจะทำให้มหิดลโกอินเตอร์แบบที่ต้องการ (แต่อันนี้ผมก็คงไม่บังอาจสอนหนังสือสังฆราชหรอกครับ เพราะผมว่าอาจารย์หมอก็ทราบดีอยู่แล้วครับ)
หรือถ้ามหิดลต้องการจะให้ลูกศิษย์ร่วมดังด้วย ก็บังคับตีพิมพ์สิครับ เพราะโอกาสของบทความนั้นจะแพร่หลาย ก็มีสูงกว่าวิทยานิพนธ์อยู่แล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่าก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ผู้เรียนด้วยครับว่า ต้องการอะไร ถ้าเป็นคนที่เรียนปริญญาโท ที่ต้องการแค่จะปรับภูมิความรู้ ไม่สนใจจะเป็นนักวิจัยหรือต่อไปถึงปริญญาเอก
ผมว่าการจะให้เขามาทนกระบวนการเอางานไปตีพิมพ์ ทำวิจัย ผมว่ามันก็ดูจะข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าไปนิดนึงนะครับ ก็ในเมื่อเขาไม่ใช้ จะไปบังคับทำไม (แต่หลายคนอาจจะถามว่า แล้วเลือกมหิดลทำไม หนึ่งในหลายเหตุผลก็คืออาจารย์และ courseworks (รายละเอียดวิชา)ที่น่าสนใจ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยอื่นไม่ม ก็ได้)
ดังนั้นผมคิดว่ามันอาจจะจำเป็นต้องมีหลายโปรแกรมในหลักสูตรเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาด้วยครับ เช่น Master of Engineering (ME) กับ Master of Science (MS) สำหรับที่ที่ผมเรียนนี่ ถ้าเรียน ME ก็รู้ไปเลยว่าไม่ต้องทำ thesis หรือ research แต่ MS ต้องทำ ดังนั้น MS ก็ภาษีดีกว่า ME หน่อยๆครับ
แต่ถ้าเป็นนักศึกษาปริญญาเอก กระบวนการการไปตีพิมพ์ ทำวิจัย คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ เพราะเราต้องการสร้างและพัฒนานักวิจัยที่ทำวิจัยที่มี originality และมีประโยชน์ต่อสังคมชาติและสังคมโลกได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่เกี่ยวกับการเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอะไรอยู่ดีครับ เพราะถ้าเราบังคับให้เขาเขียนส่งวารสารชั้นนำ โดยรายชื่อก็คงจะมีแต่รายชื่อวารสารที่รับเฉพาะภาษาอังกฤษอยูแล้ว
ดังนั้นถ้านักศึกษาคนนั้นจะลงทุนเขียนสองรอบเป็นภาษาอังกฤษรอบ ภาษาไทยรอบ ก็ตามแต่นักศึกษาจะสะดวกครับ เพราะยังไง มันก็ win-win situtation อยู่แล้วครับ เพราะมหิดลก็ได้ชื่อจากการที่นักศึกษาตีพิมพ์บทความ นักศึกษาก็มีทางเลือกว่าจะเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอะไรได้ครับ
สรุปแล้วดีกว่าครับเดี๋ยวจะยาวครับ
กราบขอบพระคุณคุณหมออีกรอบนะครับที่กรุณามาเยี่ยมครับ แล้วผมก็หวังว่าผมตอบคำถามได้ชัดเจนนะครับ :D
ต้น
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปหลายครั้งแล้ว....
ชอบใจความเห็นที่คุยกับคุณหมอมาโนช...
พอดีนึกบาลีได้ว่า...
อสาเร สารมติโน สาเร อสารมติโน
ถือเอาในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ (แต่) ถือเอาในสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ
เจริญพร
กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
กราบขอบพระคุณมากครับที่พระคุณเจ้าได้ให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนครับ :D
ขอบพระคุณสำหรับคำสอนครับ
แต่ผมว่ายากนะครับ ที่เราจะรู้ว่าอะไรคือสาระ และอะไรไม่เป็นสาระ มันเหมือนเส้นผมบังภูเขานะครับ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูงครับ
สวัสดีค่ะพี่ต้น
..ณิช..
สวัสดีครับคุณน้องณิช
ขอให้โชคดีกับ committee ครับ บางทีมันก็ขึ้นอยู่กับดวงจริงๆครับ :D
เรื่องการเขียนปริญญานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษนั้น ผมว่ามันต้องมีที่ให้กับทุกๆคนครับ
แต่ถ้าเป็นผมนะครับ ผมจะไม่บังคับเขียนภาษาไทยครับ แต่บังคับส่งพิมพ์ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่างที่บอกแหละครับ ก็คงต้องสร้างโปรแกรมขึ้นมาสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนต่อถึงปริญญาเอก
ถ้ายังไงเข้ามาบ่อยๆนะครับ สวัสดีครับ
ต้น