ความตายคือ "จุดเริ่มต้น"

โยดาบอกให้ "เริ่มเขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับความตาย" ผมฟังปุ๊บก็นึกขันในใจ เพราะมันดูเหมือนจะ contradiction ในตัวมันเอง ความตาย และ เริ่มต้น นั่นจึงเป็นที่มาของโจทย์อันน่ารัก น่าสนใจ นี่ขึ้นมา ผมตั้งขึ้นโดยที่ยังไม่มีอะไรอยู่ในหัวจะเขียนเลย แต่จะใช้หลัก "ไม่ยกปากกา" ร่ายไปเรื่องๆ เพราะคิดว่าเรื่องนี้มันซึมเข้าไปอยู่ตามลมหายใจ ขุมขน ต่างๆอยู่พอประมาณแล้ว

ที่จรีงที่ผมตั้งชื่อ Phoenix นี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะนกไฟเป็นนกที่จะ เริ่มต้นใหม่ หลังจากมอดมลายไป เคยอ่านเจอบางคนเปรียบ Phoenix เป็นสัญญลักษณ์ของพระเยซูเนื่องจาก similarity ของการกลับเกิดใหม่นี้ด้วย ในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกว่านก Phoenix พอจะเป็นอะไรๆที่สะท้อนว่าเรายัง อยู่ในวัฏสังสารนี้อยู่ จงอย่าได้ลำพองใจ ในขณะเดียวกัน มองอีกมุมหนึ่ง ก็คล้ายๆกับมันจะปลอบใจเราได้กลายๆว่า ยังไงๆสำหรับกืจที่ยังคั่งค้างอยู่ ผมคิดว่าถ้าเราตั้งใจมั่นจริงๆ เราก็คงจะได้กลับมาใหม่ ประภัสสรกว่าเดิม สานต่อปณิธานที่ค้างคาไว้ ฟังดูๆแล้วจะเหมือน "อะไรกันนี้ หมอนี่ (no pun intended) คิด หรือ เชื่อ เรื่องกลับช่ง กลับชาติด้วยหรือ" แต่ผมว่าพวกเราทุกคนถ้าคิดดูดีๆ มันมีอะไรหลายครั้งหลายหน ที่การตัดสินใจของเราทำไป อย่างมั่นใจจนบอกไม่ถูก ว่ามันเป็นสิ่งที่ควร ว่าเราอยู่ตรงนี้เพราะเพื่อการณ์นี้ โดยไม่ทราบเหตุผลมาก่อน

ความตายนำเอามาซึ่ง "การเปลี่ยนแปลง"

และการเปลี่ยนแปลงนี้แหละที่เป็น "จุดเริ่มต้น" ของของจำนวนมหาศาล เด็กบางคนโตเป็นผู้ใหญ่เพียงแค่ข้ามคืนเมื่อพ่อ หรือแม่ตาย ผู้ใหญ่บางคนได้สะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเหมือน flash back ต่อหน้า ต่อตา เมื่อเห็นลูกตาย เกิดดวงตาเห็นอะไรหลายๆอย่าง เช่นนี้แล้วยกเว้นเรื่องซาก "ดักแด้เก่าๆ" (ขอยืม analogy ของ Elizabeth Kubler-Ross มาหน่อยเถอะ) ที่ถูกทิ้งไว้ให้คนยังปลงไม่ตกได้ยึดไว้ เหนี่ยวไว้ ทุกครั้งที่มีการตายเกิดขึ้น มี การเปลี่ยนแปลง มากมายที่ได้เริมต้น

พลังของความตายนั้นยิ่งใหญ่ แทรกสอดเข้ามาทะลุทะลวงอารมณ์ ความคิด ของคนทุกชาติศาสนา ทุกเผ่าพันธุ์ มานานเท่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นเทียว การฉลอง หรือสัญญลักษณ์ของความตายนั้นมีอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมากมาย เช่น มหาปิรามิด ทัชมาฮาล และอนุสาวรีย์ต่างๆทั่วโลกของวีรบุรุษ/สตรี รัฐบุรุษ วีรกษัตริย์ มากกว่าการฉลองการเกิด การแก่ การเจ็บ หรืออะไรหลายๆอย่างที่เป็นสัจจธรรมชีวิตอื่นๆ

มนุษย์เราแต่ก่อนคุ้นเคยกับความตายมากกว่านี้มาก แทบจะเรียกได้ว่าทุกบ้าน ทุกเรือนเคยมีคนตาย คนมีความสนิทสนม ไม่แปลกหน้าต่อความตาย ซึ่งในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป คนย้ายสถานที่ไปตายในโรงพยาบาล ไปตายในห้อง ICU (ญาติบางคนถึงกับพยายามวิ่งเต้น เพื่อให้คนป่วยได้เข้า icu พอเข้าไปสมใจนึก ก็ภาคภูมิใจ ผมก็แปลกใจว่าทำไมดีใจที่ญาติได้เข้า ICU ที่แท้เขาคิดว่า ICU ทำให้โอกาสหาย โอกาสรอดมากขึ้น ซึ่งจากตัวเลขทางสถิติจริงๆ สงสัยจะไม่ใช่) เมื่อโรงพยาบาลเป็นสถานที่รับคนเจ็บหนัก ในที่สุดคนก็เริ่มไม่คุ้นเคยกับการมีคนเสียชีวิตในบ้าน ความตายกลายเป็นของแปลกหน้า เป็นของที่ "ผู้เชี่ยวชาญ" เป็นผู้ดูแล (หารู้ไม่ว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" นั้น ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องตายสักเท่าไร เรื่องเป็นล่ะก็ไม่แน่)

ผลกระทบต่อการที่เรา "แปลกหน้า" ต่อความตายนั้น ผมว่ายิ่งใหญ่และซับซ้อนมาก ต่อทั้งระดับสังคม และปัจเจกเลยทีเดียว

อะไรบ้าง อยากจะทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ อยากจะฟังประสบการณ์ ตรง เฉียง ป้าน ทู่ ของบรรดากัลยาณมิตร อยากจะฟังเสียง ฟังเรื่องราว (สุดท้าย) ที่เคยได้ยิน ได้มีประสบการณ์มา เพราะ เรื่องเหล่านี้ เป็น highlight ของชีวิตคนๆหนึ่ง ที่เขาได้ "เลือก" มาเล่าให้ฟัง

Namaste

ps: ที่จริงนี่เป็น style การเขียน webboard มากกว่าการเขียน blog รึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ขออนุญาตโยน "ตัวกวน" ลงมา กะว่าไม่ให้ใครสามารถเขียนแค่ว่า "เห็นด้วย จบ" ต่อได้ อิ อิ