วิชชาธรรมกายเบื้องต้น เราเกิดมาทำไม ? เราจะตายอย่างไร ?

วิชชาธรรมกายเบื้องต้น เราเกิดมาทำไม ? เราจะตายอย่างไร ?

โดยอาจารย์การุณย์  บุญมานุช

     สำหรับท่านที่ฝึก จนเห็นดวงธรรมในท้องของตนเอง เป็นดวงแก้วขาวใสสว่างโชติ ให้บริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ต่อไป โดยส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรมนั้น จนกว่าจะเห็น “จุดขาวใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม” นั้น และเมื่อเห็นจุดขาวใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมแล้วให้ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใส เท่าปลายเข็มนั้น พร้อมกับบริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ๆ ๆ ๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมจะว่างและหายไป ในว่างใสนั้นจะเห็นพระพุทธรูปขาวใสเป็นเพชร เกตุดอกบัวตูม ตัวเราหันหน้าไปทางใด องค์พระก็หันหน้าไปทางนั้น ท้องเราขณะนั้น มีสถานะประดุจท้องฟ้าปราศจากเมฆ พระพุทธรูปขาวใสนี้เรียกว่า “ธรรมกาย” เป็นกายแก้ว มีชีวิตจิตใจ มีความศักดิ์สิทธิ์ในการปกปักรักษาแก่ผู้เข้าถึง

     สภาพใจของใครที่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ท่านจะรู้สึกสบายใจ ใจเกิดความสงบระงับตามที่พระศาสดายืนยันว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ แปลว่า ไม่มีสุขใดเท่าความสงบนิ่งแห่งใจ และพระศาสดาทรงยืนยันว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา แปลว่า สิ่งทั้งหลายที่มีใจครอง ใจย่อมเป็นใหญ่เป็นประธาน งานใดๆ ย่อมสำเร็จด้วยใจ ท่านใดที่มีใจนิ่งอย่างนี้ สามารถพัฒนาใจได้อย่างนี้ ไม่ว่าจะไปทำการใดๆ ย่อมทำแต่กรรมดี

** เพราะสภาพใจที่ใสสะอาดเป็นตัวบังคับ ให้ทำกรรมดีเท่านั้น เหตุที่ทำกรรมชั่วไม่ได้เพราะ ใจมีความรู้สึกละอายต่อกรรมชั่ว(หิริ) และเกรงกลัวต่อกรรมชั่ว(โอตตัปปะ) เป็นอัตโนมัติ **

     เราทราบแล้วว่า ผลงานต่างๆ ในโลกนี้ มนุษย์เป็นผู้ทำขึ้นทั้งนั้น หากมนุษย์ได้รับการพัฒนาใจตามวิธีที่กล่าวนี้ เขาย่อมทำแต่กรรมดี แม้ประกอบอาชีพส่วนตัว ก็ทำแต่กรรมดี แม้ไปเป็นผู้ปกครอง เขาก็ทำแต่กรรมดี ผลแห่งการกระทำของมนุษย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกเสมอ

** มนุษย์ที่พัฒนาใจถูกวิธีแล้ว ย่อมทำให้โลกน่าอยู่ เพราะโลกไม่มีการเบียดเบียนกัน ไม่ข่มเหงกัน ไม่มีสงคราม ไม่มีภัยธรรมชาติ เพราะมนุษย์ที่อาศัยโลกอยู่ ได้รับการพัฒนาใจถูกวิธีแล้ว ประหยัดเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้ปราบโจรผู้ร้าย ประหยัดเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้สร้างระเบิดปรมาณู ประหยัดเงินงบประมาณที่ต้องจ้างผู้พิพากษาตุลาการ และประหยัดเงินทุกสถานในทางไม่ควร **

     ผู้นำที่ฉลาด จะต้องชักนำปวงชนให้หันมาสนใจต่องานพัฒนาใจ เพราะลงทุนน้อย ได้กำไรมาก เราเคยพัฒนาประเทศด้วยวิธีอื่นมามากมาย เราเคยส่งคนของเราไปศึกษาเล่าเรียนวิทยาการทั้งหลายเพื่อนำความรู้และ เทคโนโลยีมาใช้ เราลืมงานพัฒนาใจมนุษย์กันทั้งนั้น ในที่สุดเราก็ประสบความล้มเหลว

     ประโยชน์จากการพัฒนาใจที่บังเกิดแก่ตัวเอง เราทราบชัดหากจะให้ส่งผลกระทบต่อโลกนั้น เราต้องพัฒนาใจกันทุกหมู่เหล่า แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติกันเพียงบางส่วน ผลกระทบที่มีต่อโลกย่อมได้ผลน้อย เข้าทำนอง น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

     คำสอนของพระศาสดาข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การทำใจให้สว่างใส นั้นมีความละเอียดลึกซึ้ง ครอบจักรวาล สุดแต่ใครจะเลือกเรียนระดับใด ถ้าเพียงแต่ให้ใจสบายสุขภาพดี ก็เรียนเบื้องต้น แต่ถ้าตั้งเป้าหมายไว้สูง ให้บรรลุความรู้ความวิเศษ ก็ต้องเรียนหลักสูตรชั้นสูง

***********
เราเกิดมาทำไม ?

     เราเกิดมาทำไม ถามตัวเองอยู่ทุกวัน ก็ยังตอบคำถามไม่ได้ ต่อเมื่อฝึกใจเข้าถึงธรรมกายได้ และอบรมฝึกฝนตัวเองอย่างจริงจัง ถามธรรมกายดูได้ความว่า


** ก่อนที่เราจะจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ ต่างก็ตั้งใจจะมาสร้างบารมีกันทั้งนั้น ครั้นได้มาเกิดจริงแล้ว ทำไม่ได้ตามที่ตั้งใจ ทำบุญทำทานบ้างเพียงเล็กน้อยเป็นน้ำกระสายยา ตายไปแล้ว ไม่ได้กลับไปที่เดิมถอยหลังเข้าคลองเป็นการใหญ่ เพราะถ้าตกนรกแล้ว อายตนะนรกดูดให้ตกลึกยิ่งขึ้นไป เราจะคิดได้กันตอนนั้น แต่แล้วก็สายเกินแก้วกวนและวนเวียนอยู่อย่างนั้น การเวียนว่ายตายเกิด ยิ่งมีมากขึ้น **


     แท้จริงแล้ว เราเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมีเพิ่มเติม เมื่อดวงบุญโตเต็มส่วน เราก็จะได้มรรคผลนิพพาน นั่นคือบารมี ๑๐ ประการที่เราต้องบำเพ็ญเพิ่มเติม แต่เราติดโลกมากไป แม้การเข้าถึงพระรัตนตรัย เราก็ทำไม่ได้ ย่อมแสดงว่า กิเลสยังชนะเราอยู่ เป็นผลให้เรายังต้องเวียนเกิดเวียนตายอีกมากชาติ

****************
เราจะตายอย่างไร ?

     เราท่านมีหน้าที่ตาย ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถามว่าเราจะตายกันอย่างไร ? เราไม่เรียนรู้กันเลย ครั้นความตายมาถึงจริงๆ กลับเป็นว่าเรา “หลงตาย” คือขณะที่จะหมดลมหายใจ ใจเราเกาะยึดกุศลกรรมไม่ได้ นึกถึงบุญที่เราเคยทำไม่ได้ เคยทำบุญ เคยให้ทาน เคยรักษาศีล เคยฟังธรรม ขณะที่เวลาจวนเจียนเช่นนั้น เรานึกไม่ออก นึกไม่ได้ แต่กลับไปนึกออกถึงเรื่องบาปกรรมที่เราเคยทำ เมื่อนึกได้อย่างหนึ่ง อีกหลายอย่างจะนึกได้ตามกันมาไม่ขาดสาย ล้วนแต่เป็นบาปกรรมทั้งนั้น กรรมดีนึกไม่ได้ นึกได้แต่ที่ไม่ดี เป็นผลให้ผู้ตายไปสู่ทุคติ คือ ฝันร้ายตลอดไป อย่างนี้เรียกว่า “หลงตาย” เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น 

     เวลาเราไปงานศพ เห็นแขกผู้มีเกียรติ เห็นการประดับพวงหรีดแก่ศพ เป็นที่เชื่อว่า ผู้ตายมีความดีเป็นอันมาก ครั้นเราเข้าวิชาธรรมกายดู จึงทราบว่าผู้ตายไปสู่ทุคติเสียแล้ว รายที่ไปสู่สุคตินั้น มีเหมือนกัน แต่น้อยมาก 

     การฝึกพัฒนาใจที่ท่านกำลังศึกษาขณะนี้ ปิดอบายภูมิ นำผู้ปฏิบัติสู่สุคติภูมิสถานเดียว แม้ท่านยังทำไม่เป็น บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ ท่านก็มีสิทธิไปสู่สุคติ ดังนั้นท่านจึงสอนเวลาเราใกล้ตาย ให้นึกถึงผลศีล ทาน ภาวนา ไว้ อย่านึกถึงกรรมบาปที่เราเคยทำเป็นอันขาด เมื่อนึกถึงผลบุญ บุญก็เป็นชนกกรรมให้ แต่ว่ากำลังน้อยไป ท่านจึงให้ยึดภาวนาเป็นสำคัญ

     อย่ารีรอไปถึงวันตายเลย แม้ยังไม่ตาย ก็ซ้อมมือไว้ก่อน เป็นวิธีดีที่สุด

******************
     - จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา แปลว่า เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ นี่คือเมื่อใจเราขุ่นมัว ความขุ่นมัวนั้นคือ ธรรมของกิเลส คือธรรมของอวิชชา ส่งผลให้เราไปสู่ทุคติคือ อบายภูมิ ซึ่งได้แก่นรกนั่นเอง คนเราเมื่อใกล้ตาย มักนึกได้แต่กรรมชั่วที่เราเคยทำ นึกได้เรื่องนี้แล้วไปต่อเรื่องนั้น ส่วนกรรมดีที่เราเคยทำ เรามักนึกไม่ได้ กรรมชั่วคือผลของบาป ทำให้เราไม่สบายใจ ในขณะที่เราจะแตกดับนั้น เกิดสภาพใจขุ่นมัว เราก็ไปสู่ทุคติ คือนรกสถานเดียว

     - จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา แปลว่า เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นอันหวังได้ นี่คือ เมื่อเราใกล้จะแตกดับ เรานึกได้แต่กรรมดีที่เราเคยทำ เมื่อนึกเรื่องนี้ได้ก็ไปต่อเรื่องอื่นต่อไปอีก ส่วนกรรมชั่วเราไม่เคยทำตลอดชีวิตของเรา จึงไม่มีเรื่องบาปกรรม เข้ามาในใจเราเลย บุญคือกรรมดี ส่งผลให้สบายใจ เกิดสภาพใจใสในขณะที่เราจะแตกดับนั้น เราก็ไปสู่สุคติคือ สวรรค์สถานเดียว

     - อธมฺโม นิรยํ เนติ แปลว่า อธรรมนำให้สู่นรก

     - ธมฺโม ปาเปติ สุคตึ แปลว่า ธรรมนำให้ถึงสุคติ

     พุทธวัจนะทั้ง ๒ นี้ สนับสนุนพุทธวัจนะอีก ๒ ข้อ ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ต้อง
อธิบาย คำว่า อธรรมก็คือ มิจฉาทิฏฐิ และคำว่า ธรรมก็คือสัมมาทิฏฐิ พูดคำไทยเราพอจะเข้าใจง่ายกว่าคือ

     อธรรม ได้แก่บาป ได้แก่อกุศล
     ส่วน ธรรม ได้แก่บุญ ได้แก่กุศล

** ศึกหนักของเรามีอยู่อย่างหนึ่ง คือ “ ตาย ” วันที่ท่านตายนั้น ท่านจะทำใจของท่านอย่างไร ถ้าท่านทำใจใสได้ ท่านโชคดีได้สู่สวรรค์ แต่หากท่านโชคร้ายคือทำใจใสไม่ได้ ท่านไปสู่ นรกแน่นอน ส่วนท่านที่ฝึกพัฒนาใจจนกระทั่งเห็น “ธรรมกาย” ท่านโชคดีอยู่แล้ว คือ โชคดีทั้งที่ท่านมีชีวิตอยู่และในวันที่ท่านตาย ** 

     ขอฝากบทฝึกเพิ่มแก่ท่านที่ได้ธรรมกายเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อญาติหรือเพื่อนของท่านใกล้จะหมดลมหายใจ ให้ท่านเข้าธรรมกายตรวจดู ว่ากายฝันของผู้ตายไปอย่างไร ? และไปอยู่ที่ไหน ? ธรรมกายของเราตามไปดูด้วย ให้เกิดความรู้แก่ท่านบ้าง เพียงแต่เป็นเรื่องของการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น หากจะเรียนกันจริงจัง ควรมาฝึกกับวิปัสสนาจารย์ หากจะทำบทฝึกไว้ เกรงจะยากไป เพราะเป็นบทฝึกชั้นสูง ซึ่งไม่ใช่หลักสูตรทั่วไป

** วิธีที่จะช่วยญาติของเราเมื่อใกล้จะแตกดับ ก็คือให้เขาบริกรรม สัม มา อะ ระ หัง โดยส่งใจนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย ให้เขาบริกรรมไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ เราไม่ควรถูกตัวคนไข้ เพราะจะทำให้คนไข้มีใจเคลื่อนไหว ทำให้การภาวนาทางใจไม่ติดต่อกันเป็นโอกาสให้อกุศลเข้าแทรกใจเข้ามาได้ **

คน ไข้พูดกับเราไม่ได้แล้ว แต่หูเขาได้ยินเราพูด เราบอกวิชาเพื่อให้สติแก่เขาได้ แต่อย่าไปสัมผัสเนื้อต้องตัว ญาติที่จะร้องไห้เสียใจ ควรให้ไปแสดงความเสียใจที่อื่น ไม่ควรให้คนไข้ได้ยินเสียงฮือฮา เป็นอุปสรรคต่อคนไข้ที่จะทำใจ ทางที่ดีควรฝึกและเล่าเรียนกันเมื่อตอนไม่ตายจะดีที่สุด

**************

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิชชาธรรมกายเบื้องต้น



ความเห็น (1)

Nui
IP: xxx.19.98.125
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากครับ อนุโมทนา สาธุ ครับ