เรียนวิชชาธรรมกาย "ไม่ทำให้งมเข็มในมหาสมุทร"

เรียนวิชชาธรรมกาย "ไม่ทำให้งมเข็มในมหาสมุทร"

โดยอาจารย์การุณย์  บุญมานุช

     ระ พุทธเจ้า สอนให้เราละกิเลส สอนให้เราละสังโยชน์ แปลว่า อย่าไปเพิ่มกิเลสให้มากขึ้น ของเก่าเรายังทำให้หลุดไปไม่ได้ อย่าไปเพิ่มพูนขึ้นใหม่อีกเลย ท่านทราบแต่ว่า กายมนุษย์ คือตัวท่าน ยังมีกิเลส เราเจริญภาวนารักษาศีลกันอย่างทุกวันนี้ เป็นการไม่เพิ่มพูนกิเลสใหม่เท่านั้น ส่วน "ของเก่า" คือกิเลสเดิมที่นอนเนื่องอยู่ใน "ใจ" นั้นมีอะไรบ้าง และกิเลสที่อยู่ในกายละเอียดของท่าน ท่านเข้าไปสืบทราบแล้วหรือยัง

     การจะไปดูกิเลสในกายละเอียดอื่นๆ ถ้าดูด้วยตามนุษย์ไม่เห็น จะต้องทำ "ธรรมกาย" เป็น และใช้รู้ใช้ญาณธรรมกายตรวจจึงจะเห็นได้ รู้ได้

     ฝ่ายอวิชชาได้เอากิเลสต่างๆ ตรึงติด "ใจ" ของสัตว์โลกไว้ ดังนี้ 

     ๑.กายมนุษย์ และกายมนุษย์ละเอียด(กายฝัน) 
          อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ

     ๒.กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด 
          โลภะ โทสะ โมหะ

     ๓.กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด 
          ราคะ โทสะ โมหะ

     ๔.กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด 
          กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย 

     ๕.ธรรมกายโคตรภูหยาบ ธรรมกายโคตรภูละเอียด 
          สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา

     ๖.ธรรมกายพระโสดาหยาบ ธรรมกายพระโสดาละเอียด ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ ธรรมกายพระสกิทาคามีละเอียด 
          กามราคะ ปฏิฆะ

     ๗.ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด 
          รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

     ๘.ธรรมกายพระอรหัตต์หยาบ ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด 
          ไม่มีกิเลสใดเจือปน

ข้อคิดเรื่องการสะสางกิเลส

     ๑. กายของท่าน ๑๘ กาย - ท่านเห็นได้กี่กาย - กายมนุษย์ คือ ตัวตนของท่าน ท่านเห็นอยู่แล้ว ถึงไม่บรรลุธรรมอะไร ก็เห็นกันอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร - กายฝันเป็นกายละเอียดต่อจากมนุษย์ มีกี่ท่านได้เห็นอย่างถูกวิธี ถ้าเห็นกายฝันเมื่อนอนหลับ ก็ได้เห็นกันทุกคนเพราะทุกคนเคยฝัน แต่ถ้าเห็นในขณะที่เรา "ไม่หลับ" คือ เห็นในขณะที่เราปฏิบัติธรรมมีใครบ้างที่ได้เห็น ถ้าถามว่า ใครเห็นกายฝันอยู่ในดวงวิมุตติญาณทัสสนะบ้าง อันเป็นการเห็นที่ถูกวิธี คงไม่มีใครเห็นเลย เว้นแต่ท่านที่ฝึกวิชชาธรรมกายเท่านั้น เมื่อไม่เห็นกายฝัน กายที่ละเอียดต่อจากนั้นไปเป็นอันไม่ต้องพูดถึง

     ๒.กายของเรา ๑๘ กาย ไม่มีกิเลส เพียง ๒ กาย - ท่านจะเห็นว่า กายของเรามี ๑๘ กาย ไม่มีกิเลสเพียง ๒ กายเท่านั้น คือธรรมกายพระอรหัตต์หยาบและธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด นอกนั้นมีกิเลสทุกกาย แต่ละกายมีชื่อกิเลสต่างกันออกไป ตั้งแต่กิเลสหยาบไปถึงกิเลสขั้นละเอียด ตามหลักฐานดังกล่าวนั้น - เพียงทำให้เห็นธรรมกาย ก็ยากแทบจะล้มประดาตายแล้ว เรายังต้องศึกษาความรู้สะสางกิเลสอีก ซึ่งงานสะสางกิเลสไม่ใช่งานที่ทำง่ายเลย 

     วิธีทำกิเลสให้หมดหรือเรียกว่าการสะสางกิเลส - เราทราบแล้วว่า เรามีกิเลสหรืออวิชชาห่อหุ้ม "ใจ" ของเราอยู่ทุกกาย เป็นผลให้เราอยู่ในภาวะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จบ ไม่รู้สิ้น เพราะอานุภาพของกิเลสนั้นๆ 

     - หน้าที่เรา ก็ต้องแก้ไขตัวเอง จะทำอย่างไรกิเลสและอวิชชาเหล่านั้น จึงจะหมดและสูญหายไปจากใจเรา ในเรื่องนี้ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ได้แสดงไว้ ในหนังสือ "ธรรมกาย" พิมพ์เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๙๙ ที่โรงพิมพ์ไทยพาณิชยการ สีลมพระนคร เป็นหนังสือบรรณาการงานกฐินพระราชทาน วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๙๙ ลิขสิทธิ์เรื่อง "ธรรมกาย" ของหนังสือนี้ เป็นของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ตั้งแต่หน้า ๑๐๓ ถึงหน้า ๑๒๙ ท่านได้แสดงวิธีทำให้กิเลสหมด กิเลสสูญ คือ

     อาราธนาธรรมกายพระอรหัตต์ในท้องของท่าน มาเดินสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลม ๗ เที่ยว และดูอริยสัจ ๔ ที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งกายหยาบและกายละเอียด

     ๑. การดูอริยสัจ ๔ ดูเฉพาะกายโลกีย์ คือกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทั้งกายหยาบและกายละเอียด อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ มี ๔ ดวง

          ดวงเกิดเป็นดวงใส แปลว่าทุกข์ไม่จริง

          ดวงแก่สีน้ำตาลจนคล้ำ ถ้าดวงนี้โตมาก กายมนุษย์ก็ชรามาก

          ดวงเจ็บเป็นดวงดำ ถ้าดวงโตแปลว่าป่วยมาก

          ดวงตายเป็นดวงดำประดุจนิล ดวงนี้ถ้ามาจรดขั้วหัวต่อกายเมื่อไร ทำให้ขั้วหัวต่อกายขาดจากกัน เราจะตายทันที

     สมุทัย เป็นดวงดำ ๓ ดวงซ้อนกัน ดวงในประดุจนิล ดวงนอกดำเรื่อๆ สมุทัยนี้เป็นเหตุ ส่วนทุกข์คือความทุกข์ร้อนที่เรารู้สึกเป็นผล

     นิโรธ เป็นดวงใสสว่างโชติ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ วาขึ้นไป เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงแค่ไหน ก็เป็นเกณฑ์ของธรรมกายนั้น เช่นธรรมกายโคตรภู ดูอริยสัจ ๔ ของกายมนุษย์ ดูทุกข์เสร็จแล้วมาดูสมุทัย พอดูสมุทัยเสร็จ เกิดดวงนิโรธ เป็นดวงใสสว่างโชติ เส้นผ่านศูนย์กลางของดวง วัดได้ ๕ วา ขณะนั้นดวงทุกข์ดับ ดวงสมุทัยดับ จึงว่า "นิโรธ เป็นผู้ดับทุกข์และดับสมุทัย" พอนิ่งไปกลางดวงนิโรธ เกิดธรรมกายพระโสดาขึ้นทันที (หน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม)

     มรรค แปลว่าทางเดิน ได้แก่ดวงธรรมในท้องธรรมกาย ๖ ดวง ดวงธรรมเหล่านี้ เป็นทางเดินให้แก่กาย คือ กายธรรม อย่างเช่น กายธรรมพระโสดาจะไปหาพระสกิทาคามี ก็ต้องผ่านดวงธรรมในท้องของพระองค์ ๖ ดวง จึงจะถึงพระสกิทาคามี เป็นต้น

     ๒. จากนั้นอาราธนาธรรมกายพระโสดา ดูอริยสัจ ๔ ของกายทิพย์ ตามแนวที่กล่าวแล้ว พอเกิดดวงนิโรธ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางของดวงนิโรธได้ ๑๐ วา เกิดกายธรรมพระสกิทาคามี

     พระสกิทาคามีดูอริยสัจ ๔ ให้กายรูปพรหม เกิดดวงนิโรธเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๕ วา เกิดธรรมกายพระอนาคามี

     ธรรมกายพระอนาคามีดูอริยสัจ ๔ ให้แก่กายอรูปพรหม เกิดดวงนิโรธ เสั้นผ่าศูนย์กลาง ๒๐ วา เกิดธรรมกายพระอรหัตต์ 

     ธรรมกายพระอรหัตต์เดินสมาบัติในธรรมกายโคตรภูเรื่อยไป

     ๓. การดูอริยสัจ ๔ ดูได้เฉพาะกายโลกีย์ ในกายธรรมไม่มีอริยสัจ ๔ ธรรมกายใหญ่เพียงเดินสมาบัติในธรรมกายเล็ก เพื่อให้กิเลสละเอียดในธรรมกายเล็กหมดไป สูญไป

     ๔. การเดินสมาบัติของธรรมกาย ได้แก่การเอาแผ่นใสที่รองรับของธรรมกายมาซ้อนกัน มาสับกัน เป็นผลให้กายใส ดวงธรรมก็ใสยิ่งขึ้น แผ่นใสนั้นก็คือ ฌาน มีลักษณะเป็นแผ่นใสกลมรอบตัว หนาคืบหนึ่ง จะเดินสมาบัติให้กายใด ก็ขยายดวงธรรมของกายนั้นให้ใหญ่กำหนดให้ถูกเอกายนมรรค คือ "กลาง" ตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง ก็จะเห็น ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ของกาย ซึ่งดวงทั้ง ๔ ซ้อนกันอยู่ จะเห็นกิเลสซ้อนกันอยู่ในดวงทั้ง ๔ นั้น เมื่อธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดเดินสมาบัติ เป็นอนุโลม (เดินหน้า) และปฏิโลม (ถอยหลัง) แล้ว กิเลสเหล่านั้น จะหมดและสูญไป

**แต่ต้องขยันทำ หากทำบ้างไม่ทำบ้าง กิเลสก็เพียงเบาบางไป

**ส่วน อีกวิธีหนึ่ง ใช้เครื่องกำจัด เห็นว่ายากไปจึงไม่นำมาแสดงไว้ ไม่มั่นใจว่าท่านผู้ศึกษาจะเข้าใจได้แค่ไหน แต่ถ้าไปรับการฝึกจากวิปัสสนาจารย์ ท่านจะเข้าใจและทำได้ ไม่ยากอะไร หลักมีอยู่ว่า กายของเราทุกกาย ทั้งกายหยาบและกายละเอียด มีกิเลสเกือบทุกกาย เราเข้าถึงกายละเอียดของเราได้กี่กาย กายเหล่านั้น มีกิเลสอะไรบ้าง ท่านเข้าไปทำลายกิเลสในกายเหล่านั้นแล้วหรือยัง 

     การเรียนวิชชาธรรมกาย ไม่ทำให้งมเข็มในมหาสมุทร - มีกฎเกณฑ์การปฏิบัติ ทำสิ่งนี้ได้แล้วต่อไปจะทำอะไร ออกจากจุดนี้แล้ว ต่อไปจะไปจุดไหน จุดไหนให้ทำอย่างไร และทำอย่างไร ทำให้ได้อะไร มีลำดับ มีขั้นตอน มีวิธีการ มีปฏิบัติการ มีแนวปฏิบัติชัดเจน 

     อย่างเช่น บริกรรมจนเห็นดวงธรรมแล้ว ดำเนินดวงธรรมให้ครบ ๖ ดวง จะไปเห็นกายฝัน กายฝันทำดวงธรรม ๖ ดวง จะไปถึงกายทิพย์หยาบ…..ธรรมกาย…..ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด เป็นต้น ไม่เป็นการงมเข็มในมหาสมุทร และเมื่อทำวิชชาเบื้องต้นเป็นแล้ว ก็ต้องเรียนวิชชาชั้นสูงต่อไป เป็นบท เป็นสูตร ต่อไปไม่มีจบสิ้น แต่จะทำได้มากหรือน้อย ขึ้นกับความตั้งใจจริง ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ แปลว่าใจของท่านมีงานทำเป็นขั้นเป็นตอน ต่อกันเป็นลูกโซ่ ท่านมีโอกาสได้เลื่อนชั้น ไม่ใช่นั่งบริกรรมกำหนดกันอยู่ทั้งปีทั้งชาติ โดยไม่เห็นฝั่งเห็นฝาอะไรกันเลย จะได้อะไร จะถึงอะไร เกจิอาจารย์ก็ไม่แจ้ง ได้แต่บอกว่าทางสำเร็จ จะหมดกิเลส ถ้าพบตำรับนี้ พบเกจิอาจารย์อย่างนี้ ผู้เรียนจะเกิดความเบื่อหน่าย

     ท่านจะพบว่า มีแต่งมเข็มในมหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่ มีแต่บริกรรมกันชั่วนาตาปี เมื่อไรก็เมื่อนั้น เลื่อนชั้นไม่ได้สักที เมื่อไรก็อยู่แต่ชั้นบริกรรมอยู่อย่างนั้น มีอาจารย์เก่งคนเดียว ลูกศิษย์ไม่เก่งเท่าท่าน จะพบเห็นแต่อย่างที่ว่านี้ แทบทั้งนั้น แต่การเรียนกัมมัฏฐานวิชชาธรรมกาย จะต้องแบ่งผู้เรียนเป็น ๓ ชั้น คือ

     ชั้นบริกรรม หมายความว่ายังทำปฐมมรรคไม่ได้

     ถ้าทำได้แล้วจะเลื่อนไปเรียนวิชชาเบื้องต้น คือชั้นทำวิชชา ๑๘ กาย

     เมื่อทำวิชชา ๑๘ กายได้แล้ว ต้องเลื่อนไปเรียนวิชชาชั้นสูง แปลว่า ต้องมีวิทยากรอย่างน้อย ๓ คน จึงจะสู้งานนี้ได้

     แสดงว่ากัมมัฏฐานวิชชาธรรมกาย ท่านไม่มีโอกาสงมเข็มในมหาสมุทร ท่านมีโอกาสเลื่อนชั้น ท่านมีโอกาสได้เห็น "ธรรมกาย" เว้นแต่ท่านเกียจคร้านไม่ทำจริง และถ้าท่านไม่เอาจริง ท่านก็อยู่ชั้นบริกรรมเหมือนกัน

     เป็นที่น่ายินดี เรียนวันนี้ ทำธรรมกายเป็นวันนี้ ได้เรียนวิชชาชั้นสูงในเวลาไม่นาน กลับทำได้เก่งกว่าอาจารย์ ปฏิบัติได้เชี่ยวชาญกว่าอาจารย์ มีรู้ญาณแม่นกว่า ตัวอย่างนี้มีไม่น้อยเลย แปลว่าไม่ใช่อาจารย์เก่งคนเดียว วิเศษอยู่คนเดียว ศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ มีตัวอย่างมาแล้ว เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะเขาเอาจริง เขาทราบแนวทาง เขาทราบทางเดิน วิชชาธรรมกายเป็นสากล ทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับชั้น ใครขยันมาก ก็ได้มาก วิชชาธรรมกายนี้ เป็นที่พึ่งได้ ไม่ใช่การสร้างวิมานในอากาศ เรียนวันนี้ทำเป็นวันนี้ รุ่งขึ้นก็ใช้ความรู้ที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที ไม่ต้องรอไปถึงเมื่อโน้นเมื่อนี้ ไม่ต้องรอผลเอาชาติหน้า เอาผลเดี๋ยวนี้ อย่างสด ๆ ร้อน ๆ กันทีเดียว

     ท่านอยากเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะเคยแต่รู้สึก เหมือนหนึ่งเกิดอารมณ์ฌาณขึ้นแก่ใจ แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าตา เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน พึ่งตำรา ตำราก็เขียนไว้สั้นๆ แล้วจะให้ท่านแจ้งอะไรได้ เรื่องยากทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ อันได้แก่ บาป บุญ อริยสัจ ๔ ฌาน นรก สวรรค์ นิพพาน และอะไรต่อมิอะไร อันเป็นเรื่องยาก และเร้นลับ มันก็จะยากและลี้ลับต่อไป แต่ถ้าเราเรียนธรรมกายให้แก่กล้า เราก็จะเห็นและเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้ แต่การเห็นและเข้าใจนั้น ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงแห่งการเรียนเป็นสำคัญ เพราะธรรมกายมีต้น มีกลาง มีปลาย มีอ่อน มีแก่ มีหยาบ มีละเอียด

     ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิด ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ อันเป็นเรื่องที่นักปราชญ์ถกเถียงกันมานานแล้ว เรื่องนี้จะยุติเมื่อท่านเป็นธรรมกายระดับแก่กล้าแล้ว ขอแต่ว่าทำธรรมกายให้เป็นและให้แก่กล้าเท่านั้น ถ้าเราไม่เป็นธรรมกาย เราก็ขาดเครื่องมือค้นคว้า **ต่างก็แสดงความเห็นอัตโนมัติกันทั้งนั้น ไม่เป็นประโยชน์อะไร**

     วิชชาธรรมกายมีหลักสูตรให้เรียนมากมาย วิชชาธรรมกายมีหลักสูตรให้ท่านเรียนมากมาย ตามรายชื่อหนังสือที่จะได้กล่าวต่อไป ทั้งความรู้สมถะ (โลกิยะ) ความรู้วิปัสสนา (โลกุตระ) ครบถ้วน

     ท่านที่เป็นเด็กเล็ก นักเรียน ก็มีหลักสูตรให้เรียนพอควรแก่วัยและหน้าที่

     ท่านที่เป็นนักศึกษาเป็นนักค้นคว้าทดลอง ก็มีหลักสูตรให้เรียนตามสมควรแก่หน้าที่และเวลา 

     ท่านที่เป็นผู้ครองเรือน ประกอบธุรกิจการค้า มีหลักสูตรให้เรียนตามความเหมาะสม แก่ผู้มีอาชีพนั้น

     ท่านที่เป็นข้าราชการ นักบริหาร มีหลักสูตรให้เรียนตามความรู้และความสามารถของท่าน

     ท่านพุทธบริษัทที่ต้องการบรรลุ โพธิญาณ และเรียนความรู้ขั้นปรมัตถ์ ระดับปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชชาธรรมกายระดับสูง ก็มีหลักสูตรให้เรียน อย่างครบครัน

     บัดนี้ มีผู้รู้ให้ความรู้แก่ท่านทุกหลักสูตรทุกระดับชั้น อย่างนี้แล้วคงเป็นที่พอใจท่าน ยังอยู่แต่เรา เราพร้อมที่จะเรียนหรือไม่ เราจะเอาจริงหรือไม่ วิปัสสนาจารย์พร้อมที่จะช่วยท่านอยู่แล้ว น่าเสียดายท่านที่มีกำลังวังชาดี อายุยังหนุ่มยังแน่น ปรารถนาบรรลุวิชชาวิเศษของพุทธศาสนา อ่านตำราแล้วได้แต่อยาก แต่ได้ใช้ความหนุ่มแน่นของเขาไปในเรื่องไร้สาระ ถ้าได้ใช้ความหนุ่มแน่นของเขาได้ใช้พลังใจอันเข้มแข็งของเขา ไปในเรื่องฝึกและปฏิบัติให้ถูกทาง เขาเหล่านั้นก็จะเป็นกำลังอันสำคัญของพระศาสนาต่อไป

*********************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิชชาธรรมกายเบื้องต้น



ความเห็น (3)

thales
IP: xxx.27.205.14
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณครับ

ata
IP: xxx.173.130.142
เขียนเมื่อ 

อนุโมทนาบุญบุญค่ะ

ata
IP: xxx.173.130.142
เขียนเมื่อ 

ขออนุโมทนาบุญค่ะ...สาธุ