การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทย ทำให้คนในชาติเกิดความรู้สึกหวาดกลัวเพื่อนร่วมชาติที่ยากจะเยียวยา
เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ต้นปี 2547 จนถึงปัจจุบันก็ย่างเข้าปีที่ 4 แล้ว ซึ่งสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างแข็งขัน เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหน อย่างไร
แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า ตลอดปี 3 ปีที่ผ่านมา ผลจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนไทย ทำให้คนในชาติเกิดความรู้สึกหวาดกลัวเพื่อนร่วมชาติที่ยากจะเยียวยาให้รู้สึกเหมือนเดิมได้ จากผลการวิจัยชุด “โครงการวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์เพื่อสันติสุขของชาติ” โดยคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ประเด็นหนึ่งที่คณะนักวิจัยได้ศึกษา คือ ผลกระทบของการสื่อสารมวลชน: ทัศนคติของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อการเสนอข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบ
ผลการศึกษามีความน่าสนใจและสะท้อนภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนบ้านเราได้ดีทีเดียว ประชา ชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้สึกว่า สื่อมวลชนมีการรายงานข่าวที่ใช้ภาษาและถ้อยคำรุนแรง เช่น โจรใต้ แดนทมิฬ เดือดเลือดพล่าน เข่นฆ่าชีวิตผู้คน โจรใจชั่ว 3 จชต. โจรร้ายมุสลิม เป็นต้น มีการรายงานข่าวจนน่ากลัวเกินข้อเท็จจริง แทนที่จะตระหนักถึงการทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนอย่างตระหนักรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม เพราะสื่อมวลชนขาดความรู้ ความเข้าใจถึงแตกต่างของวัฒนธรรม มีการรายงานข่าวที่ขาดสมดุล เที่ยงธรรม ไม่รอบด้าน และมีอคติ
จากการที่สื่อมวลชนเน้นการรายงานข่าวแบบ “สด ทันต่อเหตุการณ์” ทำให้สื่อมวลชนรายงานข่าวที่ขาดความถูกต้อง สมดุล เป็นกลาง และชัดเจน ซึ่งถือเป็นหลักปฏิบัติของสื่อมวลชนที่ต้องตระหนักอย่างยิ่ง เพราะการรายงานข่าวที่รวดเร็ว ทำให้สื่อมวลชนไม่ทันตรวจสอบข้อมูลที่ตนได้รับมาอย่างเพียงพอ ที่จะทำให้เนื้อหานั้นมีความสมบูรณ์มากที่สุด ก่อนที่จะเผยแพร่ไปยังประชาชน
ผลการวิจัยยังระบุอีกว่า จากความบกพร่องอันเกิดจากการไม่ตระหนักของสื่อมวลชน ยังทำให้สื่อมวลชนเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่บิดเบี้ยวของประชาชน จนทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดการรับรู้และเข้าใจว่าชาวมุสลิมมีจิตใจโหดร้าย มักก่อความไม่สงบ และประเมินว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่อันตราย น่ากลัว โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยสัมผัสถึงแก่นแท้ทางศาสนา วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต และประวัติศาสตร์ของ 3 จังหวัดภาคใต้
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาเนื้อหาข่าวเหตุการณ์ปล้นปืน ที่ค่ายทหาร จ.นราธิวาสเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เหตุการณ์ปะทะกันที่มัสยิดกรือเซะ เมื่อปลายเดือนเมษายน 2547 และเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สภอ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ลงในหนังสือพิมพ์ พบว่า สื่อมวลชนบ้านเราเริ่มรายงานข่าวที่ระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี
แต่จะดีมากขึ้น หากเราในฐานะผู้รับสารช่วยกันตรวจสอบ เสนอแนะการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอีกทางหนึ่ง เพื่อร่วมสร้างสังคมที่สันติสุขร่วมกัน