ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมและสัมผัสกับชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
แรกเริ่มเดิมทีของสถานที่หรือพื้นที่ที่นำมาพัฒนาเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ดินสภาพแย่มีความเป็นกรดสูงและน้ำท่วมขังในฤดูฝน
แต่ในชั่วระยะเวลาสามเดือนที่พี่น้องชาวอโศกได้ลงมือลงแรงพลิกฟื้นพื้นที่ที่ไม่น่าจะทำอะไรได้นี้ให้เป็นเหมือนสวรรค์บนดิน มีความรู้ ความเอื้ออาทร มีน้ำใจและน้ำจริงๆ มีพืชผักหลากหลายพันธุ์ที่ปลูกแล้วงามตางามใจเกินบรรยาย
ชาวอโศกเรียนรู้จากโจทย์ที่เปลี่ยนไปของธรรมชาติ
ดินที่ไม่ดีเพราะน้ำมือมนุษย์ เป็นดินบ้านก็พัฒนาให้เป็นดินป่าให้พืชพรรณอาศัยอยู่ได้
น้ำมีน้อย มีมาก เป็นบางช่วงก็จัดการน้ำจากใต้ดินมาเป็นคลองล่องน้ำให้พืชผล
ซึ่งดินและน้ำถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ถ้าบริหารจัดการได้ อาชีพเกษตรพอเพียงทั้งหลายจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ถ้าให้เปรียบเทียบกับสังคมปัจจุบันที่ผู้คนวิ่งหาความสุขที่เป็นความสุขทางวัตถุ จึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุแล้วก็ทำลายวัตถุที่อยู่รอบตัวโดยเฉพาะธรรมชาติ
โจทย์ของทุกชีวิตเริ่มเปลี่ยนเมื่อธรรมชาติถูกทำลาย แหล่งอาหารก็สูญหายหรือสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ และส่งผลกระทบถึงวิถีชีวิตของผู้คนและสรรพสิ่ง
แต่จะมีสักกี่คน กี่กลุ่มที่เข้าใจ พยายามที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยกับโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไปนี้
หลายคนที่ได้เห็นวิถีชีวิตของพี่น้องชาวอโศกแล้วพาก็ท้อ พากันถอนใจว่า ทำตามไม่ได้ เรามีไม่เหมือนเขา นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะทุกคนมีทุนเฉพาะตัวที่สามารถนำเอาสิ่งที่ได้พบได้เห็นได้เรียนรู้จากชุมชนแห่งนี้พัฒนาชีวิตของตนเองได้ภายใต้บริบทของตนเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำให้ได้ทุกอย่างเหมือนเขา
ต้องกลับมาถามตัวเองว่า
- โจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไปคืออะไร
- หาคำตอบได้หรือไม่
- ถ้าหาไม่ได้จะต้องเรียนรู้อะไรเพื่อให้ตอบโจทย์ได้
- จะเรียนรู้ได้ที่ไหน
- เรียนรู้อย่างไร
- เรียนรู้แล้วนำไปใช้ได้หรือไม่
นั่นคือทุกคนต้องเป็นนักเรียนเพื่อหาคำตอบสำหรับโจทย์ของตัวเองที่คนอื่นหาคำตอบแทนไม่ได้
ชาวอโศกไม่เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะโค แล้วระบบจะเป็นอย่างไร ทดแทนด้วยอะไร
กรุณาวิเคราะห์ให้อยู่ในมุมตัวเองหน่อยครับ
จากการเรียนรู้ของโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไป คงต้องมาประยุกต์ใช้กับงานวิจัยของอาจารย์พันดาในเรื่องโค เช่นกัน ว่าโคในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อะไรที่เปลี่ยน เปลี่ยยนจากอะไรไปเป็นอะไร แล้วทั้งโคและคน เผชิญกับการเลี่ยนแปลงอย่างไร มีกรณีที่โคเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน หรือโคไม่เปลี่ยนแต่คนเปลี่ยน หรือมีแต่สิ่งรอบข้างเปลี่ยนแต่โคยังเหมือนเดิม ลองคิดกลับไปสู่งานวิจัยนะคะ
อาจารย์แสวงที่เคารพ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ จริงค่ะที่ชาวอโศกไม่เลี้ยงสัตว์ทุกชนิด บางคนยังสงสัยว่าแล้วปุ๋ยที่ชาวอโศกใช้สำหรับบำรุงพืชพรรณได้มาจากไหน ส่วนใหญ่แล้วได้มาจากน้ำหมักชีวภาพซึ่งได้จากการหมักพืชผักในสวน แต่ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงพอเพราะส่วนหนึ่งก็ยังใช้ปุ๋ยคอกมาผสมอยู่บ้างซึ่งได้ทั้งจากการบริจาคและการซื้อ และถ้ามีการพัฒนาการผลิตปุ๋ยจากน้ำหมักต่อไป ชุมชนชาวอโศกอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งปุ๋ยคอกก็เป็นได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
อาจารย์สุทธิดาที่เคารพ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ จากโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่เป็นแหล่งอาหารโคได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้แหล่งอาหารสำหรับเลี้ยงโคขาดแคลน ซึ่งผู้เลี้ยงโคต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาของอาหาร แต่วิธคิด วิธีเลี้ยงโคของเกษตรกรส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงน้อย กลายปัญหาที่ส่งผลถึงประสิทธิภาพของโคและรายได้ของผู้เลี้ยงด้วยค่ะ
ซึ่งปัญหาที่ว่าโคเปลี่ยนแต่คนไม่เปลี่ยน หรือโคไม่เปลี่ยนแต่คนเปลี่ยน หรือมีแต่สิ่งรอบข้างเปลี่ยนแต่โคยังเหมือนเดิม นั้นสำคัญที่สุดคือคนต้องเปลี่ยน เปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำ แล้วจากนั้นโคก็จะเปลี่ยนตาม ธรรมชาติส่วนหนึ่งก็จะฟื้นคืนตามมา
ขอบคุณค่ะ