ผมนอนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว ก็ได้แต่อยากบอกเพื่อนว่า "แม้ความตายก็ไม่สามารถพรากความเป็นเพื่อนของเราไปได้"

 คืนวันที่มันล่วงไปแม้มันไม่สามารถย้อนกลับคืนได้ แต่ปณิธานอันแน่วแน่เมื่อในอดีตของเรานั้น สามารถเป็นประกายแห่งความหวังในอนาคตได้  เรื่องราวระหว่างเพื่อนของผมจึงเริ่มต้นอีกครั้ง

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา  เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของกลุ่มเพื่อนเรา เนื่องจากมีงานที่ต้องทำให้เราทุกคนมาเจอหน้ากันอีกครั้ง  ในรอบ 10 กว่าปี  ก่อนหน้านี้อาจจะเจอกันบ้างแต่ก็ไม่เคยครบทีมสักที

ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับเพื่อนหลาย ๆคน บ้างคนดูกร้านโลก บางคนมีครอบครัวแล้ว  แต่การมาเจอกันในวันนี้ดูเหมือนมีกำแพงอะไรกันอยู่ระหว่างเรา  ความสดใสในอดีตดูมันหายไป การพูดคุยดูเหมือนทุกคนทำตามหน้าที่ ดูเฉื่อยชา ไร้อรรถรส  องค์ความรู้จากชีวิตจริงนอกแผ่นฟิล์มนี้อาจจะวิเคราะห์ได้ว่า

  • สถานะทางสังคมแต่ละคนต่างกัน ทำให้ผู้มีสถานะด้อยกว่าดูไม่มั่นใจที่จะแสดงออกในสังคม
  • สภาวะความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นทำให้คนต้องพิจารณาผลดีผลเสีย ก่อนที่จะแสดงออกในสังคม จะดูสนุกสุดเหวี่ยงจนลืมตัวลืมตนเหมือนในอดีตคงไม่ได้
  • ความห่างเหินกันนานเกินไป ทำให้การปรับตัวเริ่มต้นใหม่ดูเขิน ๆ
  • ทุกเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ไม่ใช่เด็ก ๆ

ผมพยายามละลายพฤติกรรมเพื่อนให้เข้าระบบ ด้วยการพูดคุย หยอกล้อ ขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตมาฉายให้เห็นภาพพอหอมปากหอมคอ  แต่มันก็ดูจืด ๆ ยังไงชอบกล

งานเลี้ยงเลิกราแบบว่าต่างคนก็ต่างไป ผมต้องขอลุกก่อนคนอื่นเพราะต้องเดินทางอีกยาวไกลและภาระยังรออยู่ที่ปัตตานี ซึ่งการจากกันครั้งนี้ก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหนจะได้มาเจอกันอีกครั้ง แต่บรรยากาศการจากกันไม่น่าประทับใจเลย 

จำได้ครั้งล่าสุดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว  ก่อนที่เราจะจากกันอย่างเป็นทางการนั้น ไม่รู้น้ำหูน้ำตามันมาจากไหนทุกคนร้องไห้ กอดกันกลมดิก ปากก็พร่ำเพ้อว่าเราจะรักกัน ไม่ทอดทิ้งกัน 

หลังจากนั้นผมได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว หยิบประเด็นการพบกันครั้งล่าสุดของเรา และขุดค้ยเรื่องราวในอดีตมาสนทนา ซึ่งเพื่อนคนนี้มีความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากผม

มันบอกว่า หลายคนเปลี่ยนไป แต่คนที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ "ผม" พร้อมกับการสารภาพรักกับผม  มันบอกว่าที่ผ่านมามันรู้ว่าผมรักเพื่อน ทุ่มเทให้เพื่อนมากแค่ไหน แต่มันมักจะมองข้ามผมไปเสมอ เพราะผมก็เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ  แต่ก็ไม่ใช่เพื่อนสนิท

วันนี้หลายคนเปลี่ยนไป ในขณะที่ผมไม่เปลี่ยน มันจึงมีโอกาสทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา มันสารภาพว่ามันเห็นความเป็นเพื่อนของผมผุดขึ้นมาเรื่อย...แล้วมันก็แอบร้องไห้ พร้อมโทษตัวเองว่า "กูก็ฉลาด ทำไมไม่เห็นคุณค่าของเพื่อนคนนี้"

เราคุยกันทางโทรศัพท์สามชั่วโมงกว่า ๆ ขนาด 6 ปีที่เคยร่วมสถาบันกันมาไม่เคยได้คุยกันแบบนี้  ผมก็ได้แต่สื่อบอกเพื่อนผมคนนี้ว่า 10 ปีที่ผ่านมาผมก็หวังว่า "เพื่อนจะเห็นในคุณค่าของเพื่อนคนนี้บ้าง" และถึงแม้ว่าเขาไม่เห็น  ผมก็ยังจะทำหน้าที่เพื่อนอย่างนี้ต่อไป เพราะผมไม่สามารถหาเพื่อนที่ดีอย่างนี้ได้ง่ายนัก

เราจบการสนทนาด้วยการขอโทษของเขา ที่มองข้ามเพื่อนอย่างผมไป และบอกว่า "มึงจะเป็นเพื่อนแท้ของกูตลอดไป  

หลังจากวางโทรศัพท์ ผมรู้สึกดีมาก ๆ แม้ต้องใช้เวลาหลายปีในการพิสูจน์ความเป็นเพื่อน  และ  10 ปี กว่าที่เพื่อนจะค้นพบ  แต่มันทำให้ผมรู้สึกคุ้มค่าไม่น้อยทีเดียว ผมนอนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้ตัว ก็ได้แต่อยากบอกเพื่อนว่า "แม้ความตายก็ไม่สามารถพรากความเป็นเพื่อนของเราไปได้"