<h1 style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 412.2pt 423.0pt 441.0pt 450.0pt 458.0pt 468.0pt 477.0pt 503.8pt 549.6pt 595.4pt 641.2pt 687.0pt 732.8pt" class="MsoNormal" align="justify"> ผลสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตปี พ.ศ.2548 ของหน่วยงาน NECTEC พบว่า กิจกรรมที่ผู้ใช้งานทำในอินเตอร์เน็ตนั้นได้แก่ การใช้อีเมล์ 22.8 เปอร์เซนต์ การหาข้อมูลผ่านเวปไซด์ 22.8 เปอร์เซนต์ และพบว่าจากผลสำรวจของ ปี 2548 นี้มีการสรุปข้อปัญหาที่พบสูงสุดคือ ไวรัสคอมพิวเตอร์ ถึง 66.3 เปอร์เซนต์ ซึ่งเมื่อดูผลสำรวจจะพบว่ามีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นถึง 20.6 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับปี 2546 ที่เป็นค่า 45.7 เปอร์เซนต์ โดยไวรัสคอมพิวเตอร์นี้ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานอินเตอร์เน็ตของผู้ใช้งานทั่วไปเป็นอย่างมาก</h1> <h1 style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.8pt 91.6pt 412.2pt 423.0pt 441.0pt 450.0pt 458.0pt 468.0pt 477.0pt 503.8pt 549.6pt 595.4pt 641.2pt 687.0pt 732.8pt" class="MsoNormal"> ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่ป้องกันไวรัสได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้นการป้องกันไวรัสนั้นจะทำได้ 3 ช่องทางคือ </h1> <h1 style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.8pt 91.6pt 412.2pt 423.0pt 441.0pt 450.0pt 458.0pt 468.0pt 477.0pt 503.8pt 549.6pt 595.4pt 641.2pt 687.0pt 732.8pt" class="MsoNormal"> 1. การใช้ไฟล์วอล์ส่วนตัว เช่นที่มีในโปรมแกรม OS Window SP2 ซึ่งผู้ใช้จะต้องอัปเดท Path กับทาง SERVER เป็นประจำเสมอ</h1>
2. การนำโปรมแกรมคอมพิวเตอร์มาป้องกัน/กำจัดไวรัส ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด เช่น นอร์ตั้น แมคอาฟี่ หรือ ไซด์แมนแทค เป็นต้น
3. การนำไฟล์วอล์ชนิด แอปพลิเคชั่นมาใช้บริเวณ Internet Gateway ชนิดที่เรียกว่า UTM ( Unified Threat Management) ซึ่งหลักการทำงานจะเป็นทั้ง Hardware และ Software ควบคู่กันไป หรืออาจนำ Proxy ที่มีการป้องกันไวรัสมาสแกนเวปบริเวณ Internet Gateway ได้เช่นกัน
<h1 style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify; tab-stops: 45.8pt 91.6pt 412.2pt 423.0pt 441.0pt 450.0pt 458.0pt 468.0pt 477.0pt 503.8pt 549.6pt 595.4pt 641.2pt 687.0pt 732.8pt" class="MsoNormal" align="center">จากแนวคิดในการป้องกันไวรัสจากโครงข่ายผมอาจมองหลายด้านที่จะมีแนวทางคือ</h1>
1. รัฐออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ตให้รับผิดชอบต่อความเสียหายจากการนำไวสไปเผยแพร่ (ทำได้ยาก และจะไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเป็นการโยนภาระให้ผู้บริโภค)
2. รัฐควบคุมการประกอบการของ Internet Cafe และ SME (เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และควบคุมได้ยาก)
3. รัฐเข้าแทรกแทรงการประกอบการด้านความปลอดภัยของ Internet Cafe และ SME (ทำได้ยากมาก)
4. ผลักดันการประกอบการของ ISP ด้วยวิธีดังนี้
4.1 บังคับให้นำเทคโนโลยีการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์มาใช้ที่บริเวณ Internet Gateway ของ ISP เพื่อให้ลุกค้า (ประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต) มีทางเลือกโดยมีการจัดเก็บค่าบริการจากส่วนที่เพิ่มเติมนั้น ตามต้นทุนที่แท้จริง โดยมิหวังผลกำไรมากเกินไป (ภาระจะอยู่กับผู้บริโภค แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้)
4.2 ส่งเสริมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจส่งเสริมโดยการที่ให้ส่วนลดจากค่าใบอนุญาตประกอบการกิจการของ ISP (จากกทช.) หรือมาตรการอื่นๆตามเหมาะสมที่ ISP จะเห็นชอบด้วยกับสิทธิที่จะได้รับนั้น เช่น ด้านภาษี (จากรัฐบาล) เป็นต้น (วิธีนี้น่าสนใจ)
ผมคิดว่าเร็วๆนี้เราอาจเห็นปรากฎการที่ ISP จะช่วยรับผิดชอบสังคมจากภัยมัลแวร์ หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ นี้ ซึ่งหากมีค่าบริการเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยซึ่งไม่แพงมากเกินไป ประชาชนก็จะปลอดภัยกับการกรองเวปไซด์ที่ไม่ปลอดภัยจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้นะครับ แล้วชาว GOTOKNOW คิดอย่างไร ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ
</span></span></span></span></span></span></span></span></span></span></span>
พอใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ก็จะไม่ค่อย กล้า update
พอไม่กล้า update malware ก็เล่นงานเอา
จะบังคับอะไรได้ขนาด พรบ. ลิขสิทธิมีอยู่แล้ว มีใครซื้อ Windows มั่ง?