วันที่สอง unblock and flow

ตอนเช้าตื่นมาแจ่มใส กระตือรือร้น เพราะต้องรีบไปรำมวย เคยทำตอนที่พี่วิธานกับณัฐฬสไปทำ workshop ให้ที่สงขลา ติดใจ (ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่ "ค่อย" ได้ทำอีกเลย แต่ว่างๆก็ยัง "เผิง" ใส่ นศพ. เล่น ทดสอบ flow ของเรา กระเด็นกระดอนไปหลายคน ฮิ ฮิ) คราวนี้ได้มีโอกาสมาเจอตัวจริง เสียงจริง จากซือแป๋ฌานเดช เราจะได้เรียนอะไรหนอ กระโดดผลุงลงจากเตียง ไม่ต้องอาบน้ำแปรงฟันกันหรอก เดี๋ยวเรายืนคนเดียวห่างจากเพื่อนฝูง (อืม.... นึกย้อนหลัง ห่างพอไหมหว่า? ชักไม่มั่นใจ เพราะรัศมีวงยืนของเรามันดูห่างจากคนอื่นๆยังไงชอบกลตอนท้ายๆ เป็นเพราะย่างก้าวไท้เก๊ก หรือว่าคนเขาค่อยกระเถิบหนี?.....)

เขียนถึงตรงนี้ ต้องบอกศรชัยนิดนึงครับ อ่านบทความของผม ยืนยันว่าจะเต็มไปด้วยวงเล็บ (จริงๆ) ยังไม่คิดจะเลิก ท่านโยดาบอกว่าอาจจะหาวิธีอื่นแทน มันก็ยังไม่ให้ความรู้สึก "คู่ขนาน" ของเรื่องในวงเล็บที่เกิดขึ้น "พร้อมๆ" กับเหตุการณ์หน้าวงเล็บ..... นี่อาจจะเป็นอีก block ของผมก็ได้ รอคอยการ unblock อยู่ ที่จริงย่อหน้านี้ก็เกือบจะมีวงเล็บเปิดปิดหน้าหลังเหมือนกัน แต่พอกลายเป็นเต็มย่อหน้า ก็เลยปลดออก (อย่างไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจ ตาละห้อย)

อิจฉาอากาศเจียงฮายจริงๆ เย็นสบาย ที่ภาคใต้ไม่ได้แตะเสื้อหนาว (เสื้อกันหนาวนะครับ ไม่ใช่ใส่แล้วหนาว) มาเกือบยี่สิบปี (ภรรยาบอกว่าไม่ใช่เพราะว่าอากาศไม่หนาว แต่เพราะพุงผมมันใหญ่ขึ้นต่างหาก ช่างเถอะ... เขาพูดตอนไม่ใช้ฌานทัศนะอย่างเรา ฮึ) เดินมาที่ลานฝึกปรือ หน้าบ้าน อ.ฌานเดช มีเพื่อนร่วมรุ่นกำลังยืดเส้นสาย เจ้า golden retriever (อา.... ชื่ออะไรหว่า?) วิ่งเล่นบอลกับน้องผึ้งอยู่ เป็นหมาที่แข็งแรงมากจริงๆ (แหงล่ะ มันอาจจะฝึกมวยจีนมามากกว่าผมเสียอีก) ในที่สุดซือแป๋ก็ปรากฏตัวออกมาในชุดจีน (ได้อารมณ์จริงๆ) นำเราหายใจ รับฟัง เปิดพลัง ไหลพลัง หล่อเลี้ยงพลัง สัมผัสพลัง ส่งพลังไปกำซาบเซลล์ หล่อเลี้ยงเซลล์ ดูดซับขับถ่ายของเสีย รับพลังใหม่หมุนวนเวียน เราเริ่ม warm-up ทีละน้อย ความหนาวเย็นหายไปตอนไหนก็ไม่ทราบ รู้สึกได้แต่เพียงการตื่นรู้ ตื่นเต้น ตื่นตัว เกิดขึ้นมาเอง

ซือแป๋ฌานเดช นำกระบวนท่าเดียวกับที่พี่วิธานไปยกครูให้เมื่อสามสี่เดือนก่อน (ฮ่ะ อันนี้เราทำได้นี่หว่า) อาจารย์มาจับท่า จับทางเราให้เพิ่มเติม อธิบาย เพิ่มจินตนาการแก่เราว่า ฉุด ปัด ผลัก นั้น จริงๆเรากำลังทำอะไรกับใคร (โชคดีแค่ demonstrate ถ้าอาจารย์แกหลักเราจริงๆ คงจะลอยไปติดบนต้นไม้) การหายใจที่สอดคล้องกับกระบวนท่า เข้า ออก หมุนไหลเวียน วกวน ไม่มีที่สิ้นสุด ดีใจตอนท้ายที่อาจารย์ฌานเดชบอกว่า เอาล่ะ ไม่ต้องไปจำท่าอะไรแล้วล่ะ ให้ "ใช้ความรู้สึก" อยากจะเคลื่อน จะไหล ปล่อยเป็นอิสระ ลุยเลย สาเหตุที่ดีใจเพราะว่า เรายังรู้สึกว่า "จังหวะ" ชีวิตเราไม่สอดคล้องกับเพื่อนๆ ช้า เร็ว ยังไม่ connect พออาจารย์ว่ายังงั้น เราก็ได้ที หลับตารำเลย ทบทวนท่าอยู่ในหัว ตัดกระแส (รบกวน) จากท่าคนอื่นๆ จังหวะคนอื่นๆ ศิโรราบต่อ flow ภายในของตนเอง สมาธิอยู่ที่หายใจเข้าออก สอดประสานกับการเคลื่อนไหว ช้า เร็ว ตามใจ ถูก ผิด ตามใจ ชี้นำด้วยจังหวะเสียงเพลงจากภายนอก ชี้นำด้วยจังหวะเพลงชีวิตจากข้างใน กำลังเพลินๆ ลืมตา อ้าว ซือแป๋กำลัง landing ลงซะแล้ว อาจารย์มนตรีนำพวกเราปลดปล่อยพลัง เอ้า นึง ส่อง ซั่ม

เฮ้ย! เฮ้ย! เฮ้ย!

เสมหะที่ค้างอยู่ในคอ (ตั้งแต่ชาติที่แล้ว) หลุดกระเด็นออกมา!!!

แบบฝึกหัดเขียน บทที่หนึ่ง UNBLOCK

เช้านี้โยดาเริ่มต้นให้เราทบทวนกิจกรรม unblock เมื่อคืน คิดอะไรออกบ้าง ติดคาอะไรบ้าง ไม่รู้เหมือนกัน เอายังงี้ดีกว่าลองเขียนกันดูเลย เอาสักคนละ 5 นาทีดีไหม หลายคนเริ่มขยับตัวอย่าง uneasy เอาจริงง่ะ? โยดาเริ่มแจกบท ถามเข้าไปในกลุ่มว่าใครต้องการความช่วยเหลือ เรื่องหัวข้อจะเขียนอะไรบ้าง เราก็เข้าฌานทันที เขียนอะไรดี เขียนอะไรดี เขียนอะไรดี โยดารับคลื่น theta ได้ เราก็ได้ยินเสียงแกแว่วๆเข้ามา คุณหมอสกลเขียนอะไรที่มันไม่เป็นนามธรรมมากนัก เป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนการเรียน แพทยศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ก็ได้ Eureka ได้เลยๆ

คนอื่นๆทยอยกับถามให้โยดาแนะนำหัวข้อ บางคนก็เริ่มสะบัดไม่สะบัดมือ (อ.ประสาทดูจะสะบัดทั้งตัว หน้าของอาจารย์อันมีเมตตา ยุ่งเหยิง ดูจะยิ่งมีเมตตาและยุ่งเหยิงกว่าเดิม...ถ้าเป็นไปได้) อาจารย์ฌานเดชจิบชาไม่หยุดยั้ง หนึ่งแก้ว สองแก้ว สามแก้ว เอาล่ะวะ เทมันทั้งกาเลย ท่าทางจะเอาจริง ผมมองไปที่อุปกรณ์เขียนตาละห้อย อา... ปากกาและกระดาษ พึ่งรู้ตัวว่าไม่ได้เขียนอะไรด้วยปากกามาหลายปีมากแล้ว (ยกเว้นลายเซ็น) โยดาเพิ่มเติมว่า พอก้มลงไปเขียนแล้ว อย่าหยุด อย่าย้อนอ่านของเก่า ห้ามแก้ เขียนไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีสัญญานให้หยุด (เข้าใจว่าคงต้องใช้ฌานทัศนะอีกนั่นแหละ อะไรๆแถวนี้ใช้ฌานทัศนะชี้นำทั้งสิ้น)

เต๊ง!!! เริ่มได้ครับ

เรายึดท่ากบ นอนราบไปกับพื้น อาศัยผืนแผ่นดินประคองตัว (พุง) รีบลากถ้วยชามาเติม (ก่อนที่ อ.ฌานเดชจะหยิบกาขึ้นซดหมด) อืม... เขียนไม่เป็นนามธรรมเป็นยังไงหว่า เรานั้นมัน severe abstract sequential เกิดมาเพื่อนามธรรมโดยแท้ อะไรที่เป็นรูปธรรมของแพทยศาสตร์? อะไร อะไร อ๊ะ ได้การล่ะ ก็นักเรียนไง เอานักเรียนเป็นตัวแสดงเอก นักเรียนรู้สึกยังไงกับแพทยศาสตร์ เรารู้เรื่องนี้ นี่เป็น ที่ทางของเรา เริ่มจิตประหวัดนึกทบทวน เราอยากจะสื่ออะไร ภาพน้อง นศพ.คนนึง กำลังกรีดข้อมือด้วยสัน blade scapel ในห้องน้ำ แว่บเข้ามา มากไปแฮะ เอาเป็นกำลังเดินไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาดีกว่า และแล้ว เรื่องราวของ นศพ.วิหคอัคนี ก็เริ่มไหลออกจากปลายปากกาอย่างไร้ plot ไร้พิจารณา เป็นเพียงเรื่องเล่า เรื่องเล่าจาก นศพ.จำนวนมาก อดีต ปัจจุบัน (พึ่งสำนึกอีกที เราเองอยู่แวดล้อมด้วยนักเรียนมาตลอดชั่วชีวิต ตัวเองก็นั่งเรียนหนังสือจนอายุ 38 ปี ก็ยังพกบัตรนักเรียนโค่งอยู่) เขียน เขียน เขียน จนปวดนิ้งโป้ง โอย ไม่ได้ออกกำลังนิ้วแบบนี้มานานมากแล้ว เมื่อไรจะเต๊งหยุดเสียทีนี่..

เต๊ง!! หยุดได้ครับ

ท่านโยดาสัมผัสถึง theta เราอีกแล้ว สั่งหยุดเขียน หมด 5 นาทีซะที แต่แล้วท่านโยดาก็บอกว่า ทุกคนได้ตั้งหน้าตั้งตาเขียนอยู่ 20 นาที!!! ฮ่า... นานขนาดนั้นเจียวหรือ ที่แท้การเขียน ที่ทางของเรา มันไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแต่เรานั้นรู้แล้วหรือยังว่า อะไรเป็นที่ทางของเรา เป็นสิ่งที่เรา meant to be ?

เข้มข้นขึ้น ของวันนี้ดูถ้าต้องมีภาคต่อเสียแล้ว!!