GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ยักษ์วัดแจ้ง กับยักษ์วัดโพธิ์ แห่งเอเชีย

เศรษฐกิจของจีนและอินเดียนั้นสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้วนะครับว่า ตอนจบผมจะเอาเกร็ดที่ได้จากหนังสือเกี่ยวกับอินเดียและจีนที่อ่านมาเล่าสู่กันฟัง

การเมือง

ประเด็นแรกที่พูดถึงคือการเมืองครับ ประเทศจีนนั้นเป็นพี่เบิ้มคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันถึงแม้ว่าจะไม่ได้สนใจในแนวทางคอมมิวนิสต์มากเท่าไรแล้ว ส่วนอินเดียก็เป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

นั่นอาจจะทำให้ประเทศอินเดียไม่ได้มีแรงต้านมากนักจากบรรดาประเทศมหาอำนาจตะวันตก ผิดกับเมืองจีนที่โดนกระแนะกระแหน หาว่ารัฐบาลจีนหนุนหลังบริษัทข้ามชาติของจีน จะว่าไปมันก็ใช่นะครับเพราะว่าบริษัทของจีนนั้นส่วนใหญ่รัฐบาลต้องเข้าไปถือหุ้นทั้งนั้น

นี่ยังไม่รวมถึงภาพสงครามเย็นระหว่างโลกคอมมิวนิสต์กับโลกเสรีประชาธิปไตย ที่ประเทศเสรีประชาธิปไตยพร้อมที่จะสร้างภาพความน่ากลัวร้ายกาจเข้ามากดดันใส่ประเทศจีนในฐานะพี่ใหญ่ของโลกคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจของจีนและอินเดียนั้นสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ ถึงแม้ว่าปัจจัยหลักที่ยั่วยวนบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆนั้นจะเหมือนกันตรงที่ค่าแรงทั้งสองประเทศนี้ถูก แต่พื้นฐานนั้นกลับไม่เหมือนกันครับ

ประเทศจีนนั้นเป็นแหล่งของอุตสาหกรรมการผลิต แต่ในขณะที่ประเทศอินเดียนั้นเป็นแหล่งสวรรค์ของงานด้านบริการ ไม่ว่าจะเป็น call center, software แต่มีเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งครับ

นั่นก็คือว่างานบริการนั้นใช้คนน้อยกว่าอุตสาหกรรมการผลิตมาก

ถึงแม้ว่างานบริการนั้นจะได้ค่าจ้างมากกว่า ทำงานสบายกว่า แต่ก็ใช้คนน้อยกว่า นั่นทำให้อินเดียนั้นมีปัญหาความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก มากเป็นอันดับต้นๆของโลกเลย

ไม่ใช่จีนจะไม่มีนะครับ มีแต่น้อยกว่าอินเดียเยอะครับ

ประชากร

สองประเทศนี้มีปัญหาประชากรเหมือนกันครับ คือไม่ค่อยมีผู้หญิง เมืองจีนนั้นตั้งแต่รัฐบาลออกนโยบายลูกคนเดียวสำหรับคนเมือง ทำให้เกิดมีอัตราการฆ่าลูกผู้หญิงที่สูงขึ้น คล้ายๆกับอินเดียที่บางส่วนยังมองว่าผู้หญิงนั้นต้องแต่งงานออกไป ต้องเอาของหมั้นไปขอ ก็เลยทำให้ลูกผู้หญิงไม่เป็นที่ต้องการมากนัก

แต่เรื่องปัญหาประชากรนั้น ดูอินเดียน่าจะมีปัญหามากกว่าจีนนิดหน่อยตรงที่ ประเทศจีนนั้นเริ่มการคุมกำเนิดแล้ว แต่อินเดียนั้นยังครับ เนื่องจากความเชื่อทางศาสนา นั่นก็หมายความว่าถ้าอินเดียนั้นยังมีอัตราการเกิดของประชากรที่สูงขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ ประชากรอินเดียคงแซงหน้าจีนไปในไม่ช้า

นอกจากเรื่องจำนวนประชากรแล้ว คนอินเดียยังมีปัญหาเรื่องวรรณะที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน ความขยันของประชากรที่สู้มนุษย์พันธุ์พิเศษแบบเมืองจีนไม่ได้

มีคนบอกผมว่าลองไปอ่านข่าวดูว่าคนอินเดียนั้นประท้วงหยุดงานกันบ่อยมากไหม เนื่องจากไม่พอใจนายจ้าง ไม่พอใจค่าแรง เราเห็นได้บ่อยกว่าประเทศจีนแน่นอน อีกเรื่องก็คือนิสัยคนอินเดียนั้นไม่อดออมเท่าคนจีน ก็แน่นอนครับ คนจีนนั้นทุกคนอยากกลับไปสร้างคฤหาสน์ส่วนตัวที่บ้านเกิดตอนแก่ เพื่อสร้างหน้าของตัวเอง แต่คนอินเดียนั้นสนใจแค่ปัจจุบันกับตัวเองมากกว่าคนจีนครับ

ปัญหาความสงบภายใน

อินเดียนั้นดูมีความรุนแรงมากกว่าคนจีนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งกันระหว่างคนฮินดูกับอิสลาม รวมไปถึงวรรณะต่างๆ นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงประเทศรอบด้านที่มีปัญหากับอินเดียไปเกือบทั้งหมด 

ไม่ว่าจะเป็นคุ่กัดตลอดกาลตั้งแต่เกิดอินเดีย คือปากีสถาน แล้วก็ยังยักษ์ข้างบ้านอย่างประเทศจีนที่มีปัญหาข้อพิพาทด้านดินแดนบางครั้ง

ส่วนประเทศจีนนั้น ความสงบก็คงเกิดจากนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประเทศจีนผ่านจากความเป็นโลกคอมมิวนิสต์ที่ปิดหูปิดตาประชาชน ไปเป็นโลกเสรีซักกะที

แต่ว่ารัฐบาลจีนนั้นใช้เศรษฐกิจมาเป็นตัวถ่วงดุลย์การเคลื่อนไหวของนักศึกษากับผู้สนใจประชาธิปไตยครับ อย่างที่เขียนไว้ในตอนจบของเมื่อเมืองจีนเขย่าโลกตอนที่ 3 ว่า ถ้าช่วงไหนเศรษฐกิจดีรัฐบาลก็คุมการปฏิรูป ไม่ค่อยสนใจ แต่ถ้าแย่ ก็จะมาสนใจด้านการปฏิรูป

เหตุผลเดียวก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจครับ ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นส่วนมากมาจากปัญหาปากท้องทั้งนั้น ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงพยายามควบคุมอัตราการเจริญเติบโตให้มันพุ่งขึ้น (ถึงแม้จะช้า) แต่ก็ขอให้มันต่อเนื่อง เพื่อหันเหความสนใจของคนบางส่วนออกไปจากประชาธิปไตย 

ปัญหาสิ่งแวดล้อม

เรื่องสุดท้ายและเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ เพราะว่าสองประเทศนี้มีประชากร 1/3 ของโลก คือกว่า สองพันล้านคน แค่ปล่อยตดคนละฟอดพร้อมกัน บรรยากาศโลกก็คงจะเหม็นไปหลายวัน

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนกับอินเดียจะตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว แต่การที่จะสร้างระบบบำบัด รวมไปถึงหาพลังงานทดแทนนั้น ก็ทั้งแพง ทั้งยาก รวมไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังยากจนอยู่ ดังนั้นปัญหาสิ่งแวดล้อมเลยดูเหมือนปัญหาท้ายๆที่รัฐบาลจะสนใจ

ดังนั้นการแก้ปัญหาของอินเดียกับจีนด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นอะไรที่น่าติดตามมากครับ ว่าจะทำยังไงให้ประเทศนั้นก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและมีสภาพแวดล้อมที่ดีอยู่

แต่จะเป็นไปในรูปแบบไหน ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

อนาคต

อนาคตของจีนกับอินเดียที่คนหลายคนวาดฝันวิมานไว้อย่างสวยหรูนั้น อาจจะไม่ได้สวยอย่างที่คิดครับ ยังมีปัญหาหลายด้านเหลือเกินที่รอวันแก้ไข แล้วถ้าแก้ไม่ดี ปัญหาก็อาจจะแพร่ขยายไปทั่วโลกก็ได้ครับ เอาแค่ถ้าอินเดียโมโหรบกับปากีสถาน โลกก็คงดูไม่จืด หรือถ้าเมืองจีนโมโห ส่งระเบิดไปบอร์มไต้หวัน ก็คงไม่รู้ว่าอเมริกาจะเอาอย่างไร

นี่ยังไม่นับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ถ้าประเทศจีนและอินเดียใช้กันอย่างไม่บันยะบันยัง โลกเราก็คงมีปัญหามากกว่ามีความเจริญครับ

เราในฐานะคนไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ถึงการเคลื่อนไหวของประเทศยักษ์ใหญ่ของเอเชียทั้งสองประเทศนี้ รัฐบาลคงต้องหายุทธศาสตร์ที่ทำให้ประเทศนั้นอยู่ในจุดสมดุลของอำนาจเศรษฐกิจใหม่อย่างจีนและอินเดีย และสามารถตักตวงผลประโยชน์จากชาติมหาอำนาจทั้งสอง เพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศได้

คนไทยนั้นโชคดีที่อยู่ใกล้แต่ไม่ได้อยู่ติดกับชาติทั้งสอง รวมไปถึงวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่ออย่างหลากหลายและวัฒนธรรมที่มากมายได้อย่างลงตัว เมืองไทยอาจจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ถัดจากย่านคนจีน (สำเพ็ง) ไปไม่ไกลก็ต่อด้วยย่านคนอินนเดีย (พาหุรัด) ที่อยู่กันอย่างสงบสุข 

และอีกไม่นานผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยก็จะอิงกับเศรษฐกิจของจีนและอินเดียมากกว่าชาติมหาอำนาจตะวันตก แล้วตอนนี้ผมว่าคงถึงเวลาที่คนไทยต้องเรียนรู้ชาติยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียกันแต่เนิ่นๆ เพื่ออนาคตอันสดใสของชาติครับ


เรื่องต่อไปจะเป็น เจงกีสข่านครับ ข่านมองโกลผู้ยิ่งใหญ่ที่สมัยก่อนผมชอบดูหนังจีนทางช่อง 3 (นานแล้วสินะเนี่ย) หนังสือเล่มนี้จะพูดถึงเรื่องเจงกีสข่านกับความเจริญของมนุษยชาติครับ เจงกิสข่านคนที่บุกไปถึงไหน ทุกที่นั้นพ่ายแพ้ไปหมด คนนี้แหละครับที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกล ยาวไกลขนาดเป็นคนแรกที่คิดเรื่องการค้าเสรี โลกาภิวัฒน์ แล้วก็ภาษาที่ใช้ติดต่อกันได้ทั่วโลก

นี่ยังไม่นับรวมไปถึง การทำให้เกิดยุคเรเนซองค์หรือยุคฟื้นฟูในยุโรป มองโกลที่ทำให้เกราะเหล็กของยุโรปล้าสมัย มองโกลที่ทำให้ยุโรปก้าวเป็นชาติมหาอำนาจ

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าสิ่งเหล่านี้นั้นจะมาจากท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ ที่ลูกหลานนั้นปกครองไปทั่วไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หยวนของจีน โมกุล (คล้ายๆมองโกลไหมครับ) ของอินเดีย Golden Horde ของรัสเซีย และ Ilkhanate ของเปอร์เซียและอิรัค

แต่ที่น่าตกตะลึงก็คือ มองโกลตอนนี้ เล็กเหลือเกิน

ไว้ขอไปอ่านก่อนนะครับ แล้วค่อยมาคุยกันตอนหน้าขอบคุณมากครับ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 82759
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 7
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (7)

โอ้ น่าสนใจมากครับ สำหรับยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ว่าแต่ยังมองไม่เห็นเท่าไรว่าประเทศไทยสามารถจะสร้างประโยชน์ร่วมกันกับสองมิตรประเทศนี้ได้อย่างไร ส่วนประเด็นที่ตดพร้อมกันนี่น่ากลัว อย่าตดตอนหน้าหนาวละกัน เพราะลมมันจะหอบตดของคนทั้ง2พันล้านคนลงมาปกคลุมพื้นที่ประเทศของเรา 555

แวะมาขอบคุณอาจารย์ "ไปอ่านหนังสือ"

  • ขอขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ ครับ...
  • สวัสดีครับคุณคนเมืองนรา

ถ้าคุณเชื่อในทฤษฏีการต่อรอง (negotiation) อยู่อันหนึ่งที่ว่า การต่อรองนั้นไม่ใช่การที่เถียงกันเรื่องเอาเป็นเอาตาย แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถขยายผลประโยชน์ให้เพิ่มขึ้นเพื่อเป็นที่พอใจของคนทั้ง 2 ฝ่าย หรือหลายๆฝ่ายได้ มันก็มีวิธีครับ 

  • กราบขอบพระคุณคุณหมอนพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ มากนะครับที่ได้กรุณาติดตามอ่านและให้ข้อแนะนำในการเขียนเสมอมาครับ :D
P

เข้ามาอ่าน....

สงสัยนิดหน่อย ยักษ์วัดแจ้ง คือ จีน...ยักษ์วัดโพธิ์ คือ อินเดีย ...หรือ ?

เพราะยังไม่มีข้ออุปไมยที่จะทำให้ข้ออุปมานี้มีความสมบูรณ์...

(แซวเล่นๆ ครับ)

เจริญพร

ขอบคุณมากนะค่ะที่นำสิ่งดีๆ มาเผยแพร่  เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เมืองไทยต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าตนเป็นอย่างไร  จะรับมือกับสถานการณ์โลกในอนาคตได้อย่างไร 
  • กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ

ตอนแต่งชื่อก็ไม่คิดอะไรครับท่าน ใส่อย่างเดียวครับ :D

  • สวัสดีครับอาจารย์ราณี

ขอบพระคุณมากครับที่ได้กรุณาสละเวลาติดตามอยู่ตลอดครับ

ปัญหาต่างๆที่มีมากมายนั้นรัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องรีบศึกษาให้เข้าใจว่าสาเหตุเกิดจากอะไรให้เข้าใจถ่องแท้ครับ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขที่ถูกต้องเหมาะสมได้ครับ

ผมว่าเราโชคดีมากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงชี้ให้เห็นถึงปัญหา และแนวทางแก้ไขอยู่เสมอ แต่ผมอยากให้รัฐบาลนั้นใช้ข้อได้เปรียบที่มี แล้วพัฒนาไปสู่การแก้ปัญหาในวงกว้างในระดับประเทศครับ

โห... กลัวจีน กะอินเดีย ตดพร้อมกันมากๆ เลยค่ะ เอลนินโญ่ ลานินญ่า ทั้งหลาย คงแพ้แน่ๆ เลย

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจ มีคนเคยบอกว่า อเมริกา กลัวจีนกับอินเดีย จับมือกัน เมื่อนั้น อเมริกา จะจ๋อย เพราะ จีน เก่งในเรื่อง Hardware ในขณะที่อินเดียเก่งในเรื่อง Software

ไม่แปลกใจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซื้อหัวกะทิ จากทั่วโลกไปสุมไว้ในประเทศตัวเอง แล้วประกาศว่า ข้านั้นเก่งที่ซู๊ด นึกภาพว่ามองทะลุไปในตึกองค์การน่าซ่า ผมดำ น่าจะมากกว่าผมทองแล้วนะ