เอาละตอนนี้ก็จะมาพูดกันถึงว่า แล้วแบบใหนละที่จะเรียกได้ว่า เป็น approach หรือแนวในการพัฒนาแบบให้ผู้ใช้ เป็นศุนย์กลาง มีหนังสืออยู่หลายเล่มครับที่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ที่ผมคิดว่าน่าจะเข้าใจง่ายสุดมาจากหนังสือ ของนาย Jeffrey Rubin โดยเขาก็ได้ยกมาอีกที่จากบทความของ Gould and Levis  แล้วผมก็จะยกมาขยายความให้ครับ

การพัฒนาที่จะให้อยู่่ในข่ายที่เราจะสามารถเรียกได้ว่ามันเป็นไปตามวิถีทางของ UCD หรือวิถีทางของการให้ ผู้ใช้เป็นศุนย์กลาง นั้น Gould and Levis ได้เขียนไว้ว่าจะต้องประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักดังนี้

  1. ต้องเิริ่มต้นโดยการให้ความสำัคัญกับการศึกษาผู้ใช้ (users) และงานที่เขาจะต้องทำ (tasks)

    ผู้พัฒนาต้องศึกษาและเข้าใจลักษณะการคิด แนวคิด เจตคติ หรืออะไรก็ตามที่มีผลเกียวกับการบวนการคิด (cognitive factors) ซึ่งอาจจะได้แก่ การรับรู้ การจำ การเรียนรู้ เป็นตัน รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมในการทำงาน และจะต้องศึกษาถึงลักษณะงานของผู้ใช้ที่เราศึกษาด้วย ผู้พัฒนาจะต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่าผู้ใช้ต้องการประสบความสำเร็จอะไรกับงานชิ้นหรือชนิดนั้นๆ

  2. ต้องมีการวัดผลโดยตรงกับผู้ใช้โดยการทดลอง (Empirical measurement)

    ผุ้พัฒนาต้องมีการวัดการตอบสนองและสมรรถนะของ สิ่งที่พัฒนาต่อผู้ใช้”*** โดยอาจจะมีการทดสอบหรือทดลองกับ scenario, simulation หรือ prototype แลัวนำมาวิเคราห์

    ***(ตรงนี้ขอเน้นนิดหนึ่งว่า ไม่ใช่ทดสอบ สมรรถนะของผู้ใช้ นะครับ อย่าลืมว่าเราไม่ได้โทษผู้ใช้ว่าเขาทำไมฉลาดน้อย ไม่สามารถใช้สิ่งที่เราพัฒนาได้ ปรับความคิดใหม่นะครับเราต่างหากละครับ เราเหล่านักพัฒนา ที่ไม่เข้าใจเขาและพัฒนาไม่สอดคล้องกับกระบวนการคิดและงานของเขา)

  3. ต้องมีการใช้การพัฒนาโดยการทำซ้ำๆ (Iterative design)

    ผู้พัฒนาเมื่อทำทดลองหรือทดสอบตามกรรมวิธีไดๆแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการใช้ usability inspection methods หรือ usability testing แล้วพบปัญหา จะต้องมีการแ้ก็ไขแล้วต้องนำไปทดลองซ้ำ อีกครั้ง จนกว่าเราจะแก้ปัญหานั้นๆ ได้หรือประสบความสำเร็จตาม benchmarks ที่เราตั้งไว้

รู้หลักแล้วต่อไปนี้เรามาร่วมกันใช้การพัฒนาแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลางนะครับ ไม่ได้หมดทั้ง 3 ข้อ ได้สัก 1 ข้อก็ยังดี ศึกษาผู้ใช้เราก่อน (ศึกษาในความหมายนี้ไม่ใช่แค่ไปเก็บ requirements จากผู้ใช้เท่านั้นนะครับ ต้องศึกษาโดยใช้หลักตามแนวข้อที่หนึ่งจริงๆ "Know Thy User" )  โดยหลักแล้วมันจะดีกว่าการที่เราจะเดาเอาเองโดยใช้แค่ collective experience ของเราตัดสินว่าผู้ใช้ต้องการอะไร หรือไม่ก็จำกัดอยู่แค่อะไรที่เราทำได้หรือที่เทคโนโลยีให้มา หรือไม่ก็แค่พัฒนาไปตาม development process ไม่ว่าจะ models ใหนก็ตามโดยไม่คำนึงถึงผู้ใช้มันจะมีผลในภายหลังแน่นอน เพราะมันอาจจะ ใช้ยาก หรือ ใช้ได้น้อย หรืออาจจะใช้ไม่ได้เลย

เราไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นมาแล้วมันไม่สามารถใช้ได้ เราสูญเสียมากมายเท่าไร ลองนึกภาพดูนะครับ ถ้าเราเปรียบเทียบเหมือนกับว่าเราเห็นตึกรามบ้านช่องที่รกร้างๆ และไม่ได้ใช้อยู่เยาะแยะมากมาย เต็มไปหมด ในดินแดน IT เราจะยังจะร่วมกันเพิ่มตึกร้างๆในดินแดนนี้อีกหรือครับ