การเห็น ที่ว่านี้ ผมไม่ได้หมายความเพียงแค่การเห็นด้วยตาเท่านั้น หากแต่ว่ารวมไปถึงเรื่องที่อยู่ เบื้องหลัง ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ทัศนคติ กระบวนทัศน์ กรอบความคิด  หรือ ทิฏฐิ  ที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ รอบข้าง ผมจะลองแบ่ง การเห็น ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้:          

        ประเภทแรก   เป็นการเห็นผ่าน “instinct” คือเห็นไปตาม สัณชาตญาณ เป็นการเห็นที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะแล้วเห็นไปตามกิเลสตัณหา เป็นการเห็นที่เป็นอัตโนมัติ ปราศจากการรู้ตัว (เผลอ หรือ หลง) จริงๆ แล้วน่าจะเรียกว่า ไม่เห็น น่าจะถูกต้องกว่า !!          

        ประเภทที่สอง   เป็นการเห็นผ่าน intelligence (เชาวน์ปัญญา) ที่ทุกคนมีมาแต่ดั้งเดิม เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่อาจจะถูก บดบัง ไว้ ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ในบางครั้งที่ ใจเรานิ่ง พอ ก็จะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดแจ้ง แบบที่เรียกว่า intuition หรือ ปัญญาญาณ            

        ประเภทที่สาม   เป็นการเห็นด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ผ่านการพิสูจน์ ผ่านการทดลอง (Experiment) ผ่านการวิเคราะห์ การวิจัย เพื่อที่จะให้ได้เข้าใจกฎธรรมชาติ เข้าใจ ความจริง          

        สรุปว่าคนทุกคนต่างก็มี การเห็นประเภทที่หนึ่ง อยู่แล้วโดยอัตโนมัติ ส่วน การเห็นประเภทที่สอง นั้นเป็นความสามารถดั้งเดิมของเรา เพียงแต่ว่าเราไม่อยู่กับปัจจุบัน ไม่มีสติไม่รู้ตัว จึงไม่ได้เข้าถึงศักยภาพที่มีอยู่นี้ การศึกษาปัจจุบันจึงจำเป็นต้องสอนเรา เพื่อให้เข้าถึงความจริงผ่าน การเห็นประเภทที่สาม            

        ผมได้แต่คิดว่าถ้าเรามี การเห็นประเภทที่สอง แล้ว บางที สิ่งต่างๆ อาจจะไม่ยุ่งยากดั่งที่เราเป็นอยู่นี้ก็ได้ เราอาจไม่จำเป็นต้องดิ้นรน ค้นหา   บ้าศึกษา บ้าวิจัย หรือ บ้าจัดการความรู้ อย่างที่เป็นอยู่นี้ก็ได้          

        ยอมรับครับว่าเขียนไปทั้งๆ ที่ไม่ แน่ใจ เหมือนกันว่า การมอง ทำนองนี้มา ถูกทาง หรือเปล่า ? หรือว่า หลุดโลก เกินไป รบกวนช่วย เจียรนัย กันต่อด้วยนะครับ.... เพื่อความเข้าใจในชีวิต และจะได้ไม่เดินไปผิดทาง