ใบไม้ก็คือกิเลส ในใจเรา

       พวกเรายังคงกวาดใบไม้ที่ตกลงมาใหม่ต่อไป จนทุกคนเริ่มรู้สึกกระหายน้ำ แม่ก็บอกกัปตันว่า ให้เดินไปหยิบขวดน้ำที่รถมา เป็นน้ำที่เราเตรียมมาโดยเฉพาะ เมื่อมองไปที่รถของพวกเราก็เห็น หญิงสาว สองคนกำลังกวาดลานวัดอยู่ข้างๆรถของเรา ในใจก็เกิดความคิดและพูดกับลูกกัปตันไปว่า ก่อนจะเดินกลับมาลูกถามพี่เขาทีนะลูกว่าดื่มน้ำมั้ยครับ แล้วถ้าพี่เขาตอบว่าดื่ม ลูกก็รินน้ำให้พี่เขาก่อน เราดื่มทีหลังได้ ด้วยความที่กัปตันเป็นเด็ก และถูกสอนมาเรื่องการดื่มน้ำแก้วใครแก้วมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่พี่น้องคนใดคนหนึ่งเป็นหวัด ลูกก็ถามสวนขึ้นมาทันที่ว่า แล้วจะสะอาดเหรอครับ  แม่ก็ตอบไปว่า ไม่เป็นไรหรอกลูกเรามีน้ำ เราล้างแก้วใหม่อีกทีก็ได้ครับ เขาทำตามที่แม่บอกทุกประการ  คือแวะแจกน้ำพี่สาวสองคนก่อนเดินเอาน้ำมาให้แม่กับน้องดื่ม คำตอบเรื่องลมพัดยังค้างคาในใจของเด็กวัยสิบขวบ ตลอดเวลา เขาเพียรทายแล้วทายอีก คุณแม่ก็ได้แต่ตอบว่า ยังไม่ถูกครับ เกือบแล้วครับ เป็นต้น เมื่อถึงเวลากลับบ้าน คุณแม่ก็เริ่มต้นการเฉลยด้วยการบอกว่า เด็กๆ คุณแม่จะเฉลยแล้วนะคะ ว่า การที่เรากวาดใบไม้จนเกือบสะอาดแล้วไม่นานลมก็พัดใบไม้ตกลงมาอีก แล้วเราก็กวาดอีก กวาดไปเรื่อยๆ กวาดทุกวัน เปรียบได้กับอะไร เจ้ากัปตันตั้งใจฟังอย่างมาก ขณะที่แตงกวาก็เงียบแต่ดูจะไม่ค่อยรู้เรื่อง เหมือนอะไรครับ กัปตันใจร้อนถามซ้ำ ก็เหมือนกับกิเลสในใจคนเราไงครับ กิเลส คือคำใหม่ของเด็กวัยสิบขวบ ก็แน่นอนเขาก็ถามต่อว่า กิเลสคืออะไรครับ   แม่ก็ตอบว่า กิเลสแปลง่ายๆก็คือความอยาก อยากได้ อยากมี ความไม่อยากก็เป็นกิเลสเช่นกัน เช่นกัปตันไม่อยากให้น้องแตงทำโน่น หรืออยากให้น้องแตงทำนี่  กัปตันอยากได้ของเล่น อยากโน่นนี่ ที่พูดมาทั้งหมดนี้มันล้วนนำพาความไม่สบายใจให้เรา ที่แม่เรียกว่า ทุกข์ .. ใบไม้ก็เปรียบเหมือนกับกิเลส ที่เราเองจำเป็นต้องปัดกวาดให้ออกจากใจเราอยู่เสมอ แต่วันนีงก็มีลมพัดใบไม้ตกลงมาอีก เราก็ต้องกวาดอีก งัยครับ           แล้วพวกเราจะมากวาดกิเลส(ใบไม้) กันเมื่อมีโอกาสนะคะ  ครับ... ค่ะ  ลูกตอบ