ผมค่อนข้างจะซีเรียส กับงานราชการอย่างมากในช่วงสิบปีแรกที่เข้ารับราชการ    จะเรียกว่า ไฟแรง  มี  อุดมการณ์   หรืออะไรก็ว่าไป   แต่มีความตั้งใจที่จะทุ่มเททำงานอย่างสูง   ทำอย่างมีความสุขที่ได้ทำ  ไม่ใช่มีความสุขที่ได้เป็นข้าราชการ  แต่มีความสุขที่ได้ทำหน้าที่ราชการ

 

          แต่ผมอาจเป็นข้าราชการที่ออกจะแตกต่างไปจากคนอื่นๆอยู่บ้าง   ถ้าจะเทียบกันทั้งทางรูปลักษณ์ภายนอก  คุณลักษณะภายใน  วิธีคิด  กระบวนทัศน์ ไปจนถึงกระสวนพฤติกรรมที่แสดงออก     อย่างไรก็ตามสิบเจ็ดปีแห่งชีวิตราชการ ผมก็ไม่เคยขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา  หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงานอย่างรุนแรง   เพราะผมรู้ดีว่าคนอย่างผม  โดยสันดานเดิม เมื่อถึงที่สุดมันมีจุดแตกหักอยู่  แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแตกหัก ในเมื่อเราอดทนต่อบางสิ่งบางอย่างได้  และมีเป้าหมายที่จะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาวกว่านั้น   ในระบบราชการอย่างนี้  ใครทนไม่ได้ออกไป   คนออกคือคนขี้แพ้  ทุกวันนี้ เพื่อนฝูงมักจะแปลกใจเสมอ ที่ผมยังอยู่อย่างลอยนวลในระบบราชการ  ทั้งๆที่เคยเยาะผมว่า  คนอย่างนี้จะอยู่ได้นานหรือในระบบราชการ   แต่ผมก็ยังอยู่ได้  และอยู่แบบอยากอยู่  และไม่แปลกใจเลยที่ทำไมยังอยู่

 

          งานราชการเปลี่ยนไป  มันมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงเข้ามาในทิศทางที่ผมเคยหวังไว้  เคยอยากเห็น   อยากให้เป็น   การปฏิรูประบบราชการตั้งแต่โครงสร้าง  ไปจนถึงรากวัฒนธรรม  ผมเห็นความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า  เดี๋ยวมีนโยบายนั่นนี่ออกมา  ตามชุดของรัฐบาล  ตามกระแสการเมือง  ตามกลไกการบริหารจัดการ   แต่ล้วนแล้วแต่ เป็นการพยายามให้ราชการเปลี่ยนแปลง ไปอย่างที่มันควรเป็น  หรือที่ประชาชนผู้เสียภาษีอยากให้เป็น   แต่แท้จริงแล้ว ข้าราชการน้อยใหญ่ จะอยากเป็น อยากเปลี่ยนแปลงไปตามความคาดหวังนั่นหรือเปล่า ไม่มีใครรู้   จึงมีข้าราชการบางกลุ่ม  ที่ปากพูดพร่ำบ่น ถึงการปฏิรูประบบราชการ  การพัฒนาระบบราชการ  เรียกว่าท่องตามนโยบายรัฐบาลได้ทุกคำ ทุกวรรค   แต่ในนิสัยและพฤติกรรมแล้ว ถอยหลังไปจนถึงยุคศักดินา เจ้าขุนมูลนาย   จึงไม่แปลก ที่ข้าราชการในยุคปฏิรูป  ยังต้องวิ่งตามประจบประแจง  ผู้มีอำนาจ  เพื่อรักษาตำแหน่ง หรือไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่า   จึงไม่แปลกที่ปัญหาคอร์รัปชั่น  ยังเป็นปัญหาใหญ่ของระบบราชการไทยในทุกวันนี้

 

          อย่างว่า แมลงวัน ย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน  ผมพูดมากไปกว่านี้ไม่ได้   ทั้งที่อยากแสดงความชัดเจนในแนวคิด  ด้วยทัศนคติที่ดี ในการรับราชการ  แต่ความชัดเจน อาจกลายเป็นความก้าวร้าวรุนแรงในสายตาผู้อื่น   ผมเพียงอยากจะบอกว่า ข้าราชการในยุคปฏิรูป  ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงใคร หรืออะไร ให้มันยิ่งใหญ่ ยุ่งยาก  เพียงแต่ทุกคนทุกผู้ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้ง ทัศนคติ ฐานคิด พฤติกรรม ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ของระบบราชการ  ให้โน้มเอียงสู่สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง เท่านั้นก็น่าจะดีกว่าเดิมแล้ว

 

          ต่ออีกนิดว่าควรเลิกยึดมั่นถือมั่น ว่าเราเป็นข้าราชการ  เลิกสร้างอาณาจักรทั้งในแง่ปัจเจก  และในภาพรวมขององค์กร  ทำงานร่วมกัน(อย่างที่เรียกกันสุดหรูว่าบูรณาการ)ให้ได้  และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอื่นๆ ให้ได้  ไม่ควรเกี่ยงว่าคุณเริ่มก่อนสิ..  คุณเข้ามาหาผมก่อนสิ.. หรือใครคิด คนนั้นก็ทำสิ...ฯลฯ

 

สิ่งเหล่านี้  ผมคิดมาตั้งแต่จบการศึกษาปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต  มาจากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่  เมื่อร่วมยี่สิบปีก่อนโน้น  และยังคิดค้างคาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนบัดนี้   จนรุ่นพี่บางคนติติงว่า คิดอย่างมึง  ไม่มีวันได้ก้าวหน้าในชีวิตราชการ    ไม่เป็นไรนี่ครับ  ไม่ก้าวหน้าก็ไม่เห็นเป็นไร  เพราะพักหลังผมเริ่มมาคิดถึง ชีวิตราชการที่พอเพียง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  และตามแบบอย่างของพ่อผม ที่เกษียณอายุไปในตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอ (ทั้งๆที่มีโอกาสไต่เต้าไปตำแหน่งที่สูงกว่านั้น)  ด้วยความที่รู้สึกว่าพอแล้ว  และยึดมั่นคำพระที่ว่า งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานงานให้สนุก มีความสุขกับการทำงาน  จนบัดนี้แม้ท่านจะพ้นจากราชการไปแล้ว แต่ยังทำงานสังคม ด้วยจิตกุศล อันเป็นสาธารณะอย่างไม่หยุดหย่อน

 

ผมยังอยากอยู่และทำงานราชการ อย่างเป็นสุขต่อไป  การไม่วิ่งเต้นดิ้นรน ให้ได้ตำแหน่ง ไม่หาช่องทางแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ  ทำใจให้สงบนิ่ง อยู่เย็นเป็นสุขยิ่งกว่า  ชีวิตราชการที่พอเพียงของผม จึง ไม่ได้หมายความว่ผมจะปฏิเสธความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่  หากแต่รู้จักพอใจกับสิ่งที่เป็น  และขับเน้นผลงานในหน้าที่มาให้เป็นที่ประจักษ์  สร้างประโยชน์ความสุขแก่ตนเอง แก่ผู้คนและทุกสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว  องค์กร  ประชาชน  สังคม ประเทศชาติ

 

แน่นอนว่า ผมคงพอเพียง ได้ไม่ทุกสิ่ง  อาจไม่ครบถ้วน บริสุทธิ์บริบูรณ์  ตามประสามนุษย์ปุถุชน  ที่มีกิเลสมากบ้างน้อยบ้าง  แต่แก่นแกนใหญ่ๆที่เป็นหลักยึดมั่นในการดำรงชีวิต  โดยเฉพาะในงานราชการ  ที่ดำเนินมาจากต้นจนท่ามกลาง เป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของผมชัดเจนอยู่แล้วอย่างชัดแจ้ง ทั้งต่อตัวเองและสังคม

 

ฉะนั้น จึงไม่สำคัญ ที่ผมจะบอกสังคมว่า ผมพอเพียงอย่างไร   แต่กรรมหรือการกระทำของผม จะเป็นเครื่องบ่งชี้เองว่า อย่างนี้ คือชีวิตราชการที่พอเพียง  ทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม  โดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม เครื่องชี้วัดความพอเพียง  แม้กำหนดได้  แต่เอามาหลอกกันไม่ได้   

      ชีวิตราชการที่พอเพียงเป็นอย่างไร ?  ผมอาจต้องตอบคำถามนี้ด้วยชีวิตราชการทั้งหมดทั้งสิ้นของผมเอง...