ปิด “แคมฟรอก” ทำยาก สอนเด็กใช้ เน็ตอย่างรู้เท่าทันง่ายกว่า [20 ธ.ค. 49 - 05:48]
 ไทยรัฐ

กลายเป็นที่โจษจันกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองเสียแล้ว กับโปรแกรมวีดิโอ คอนเฟอร์เรนซ์สุดอื้อฉาว “แคมฟรอก” (Camfrog) หรือโปรแกรมแชตผ่านเว็บแคม (กล้องติดกับคอมพิวเตอร์ที่ทำให้สามารถเห็นหน้าของคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่ง) เป็นซอฟต์แวร์ของบริษัท แคมแชร์ (Camshare) ที่ผลิตออกมาเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถแชร์เว็บแคมผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยในโปรแกรมแคมฟรอกที่ว่านี้ ส่วนใหญ่จะมีการพูดคุยและแสดงวิดีโอในหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว กีฬา ภาษา ดนตรี วัฒนธรรม หรือแม้แต่เรื่องที่กำลังน่าสนใจมากที่สุดเวลานี้ คือ “เรื่องราวทางเพศ”

จะไม่ให้อื้อฉาวได้อย่างไรก็ในเมื่อฟอรัมที่อยู่ในโปรแกรมตัวนี้ มีเรื่องเพศ เซ็กส์ ภาพเซ็กซี่ ปรากฎอยู่ในอันดับต้นๆ ของห้องที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก อีกทั้งเป็นฟอรัมที่เป็นของคนไทยสร้างกันเอง อาทิ xxxThai Teenxxx, หลุดโลกคลับ ไทย 24 ชั่วโมง ออนไลน์ และอีกหลายห้องที่แค่เห็นชื่อเป็นที่รู้กันดีว่า คือ ห้องที่มีการแสดงตามที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง และห้องเหล่านี้ก็ไม่ได้ใช้โฮสต์ของทางแคมฟรอก แต่เป็นโฮสต์ของตัวยูสเซอร์ที่เป็นเจ้าของห้อง ที่ไปเช่าใช้เซิร์ฟเวอร์กันเอง

ตั้งแต่มีการเสนอข่าวออกไปก็มีผู้ใหญ่ในกระทรวงวัฒนธรรมหลายท่าน ให้ความกังวลและเป็นห่วงกับปัญหาดังกล่าว โดยทางกระทรวงวัฒนธรรม ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงไอซีที และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหามาตรการดำเนินการบล็อกเว็บดังกล่าว และตรวจสอบหาผู้กระทำความผิดโดยเร่งด่วน
ด้วยความเชื่อว่า “เมื่อภาครัฐอนุญาตให้ประชาชน และภาคเอกชนเปิดใช้บริการได้ ก็ต้องสามารถจัดการปิด หรือบล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้เช่นกัน” เป็นแนวคิดการแก้ปัญหาของแคมฟรอก ที่ขัดแย้งกับความคิดของคนที่อยู่ในวงการเว็บไซต์และอินเทอร์เน็ต ที่มองว่า การบล็อกเว็บไซต์เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี เพราะไม่ช่วยให้เรื่องเหล่านี้หายไปได้จริง

 นางภูมิจิต ญอง อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ให้ความเห็นในฐานะคนที่ประกอบอาชีพบนอินเทอร์เน็ต และคลุกคลีกับโปรแกรมสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตมานานว่า โปรแกรมนี้มีมานานกว่า 3 ปี แต่เพิ่งมาเป็นที่นิยมในเมืองไทยเพียงไม่กี่เดือน และเมื่อเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ก็มักจะหาทางออกด้วยการบล็อกเว็บซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะแคมฟรอกคือโปรแกรมที่ติดตั้งลงเครื่องพีซี ไม่ใช้เว็บไซต์ ดังนั้นการบล็อกเว็บไม่มีประโยชน์ อีกทั้งฝรั่งต่างชาติจะหัวเราะเยาะเสียเปล่าๆ

อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย อธิบายว่า เนื่องจากตัวโปรแกรมแคมฟรอกจำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์ เพื่อเป็นโฮสต์ในการให้บริการ ดังนั้นเจ้าของห้องจะต้องเช่าเซิร์ฟเวอร์จากผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) โดยสิ่งที่ทำได้ คือ ภาครัฐต้องบอกให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ตรวจสอบลูกค้าว่า มีการใช้เพื่อเล่นแคมฟรอกหรือไม่ หากมีก็ขอให้ปิดบริการหรือยกเลิก ส่วนโฮสต์ที่อยู่ต่างประเทศอาจต้องขอร้องให้ไอเอสพีบล็อกทราฟฟิคแทน

นางภูมิจิต อธิบายต่อว่า การบล็อกแม้จะปิดเว็บไซต์ได้แต่ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อเจ้าของห้องย้ายที่อยู่โฮสต์ใหม่ก็ยังเปิดดูได้ หรือ ตัวผู้เข้าชมอาจใช้วิธีเปลี่ยนเลขไอพี แก้ไขค่าพร็อกซี่ ก็ออกไปดูได้แล้ว เรื่องแบบนี้หากทำไปเด็กจะขำเปล่าๆ และยิ่งไปปิดกั้นมาก สุดท้ายพวกเขาอาจเปิดเซิร์ฟเวอร์เถื่อน ใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านทำเป็นเซิร์ฟเวอร์เล่นเองก็ได้ จะยิ่งไปกันใหญ่หากไปปิดกันมาก อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ออกมาบังคับใช้อาจจะช่วยได้บ้าง แต่ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงแก่ผู้กระทำความผิดด้วยเช่นกัน ส่วนมาตรการป้องกันการเล่นโปรแกรมแคมฟรอก ที่ผู้ปกครองและผู้ประกอบการพอจะทำได้เองมีอยู่ 4 ข้อดังต่อไปนี้ คือ
1.          ในฐานะผู้ประกอบการให้เช่าเซิร์ฟเวอร์ หรือเว็บโฮสติ้งจำเป็นต้องตรวจสอบลูกค้าที่ขอใช้บริการว่า มีจุดประสงค์ใช้เพื่อเปิดให้บริการแคมฟรอกหรือไม่ โดยควรมีการระบไว้ในสัญญาเช่าเลยว่า การใช้งานต้องไม่เกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพลามก หรืออนาจาร
2.          การบล็อกต้องใช้โปรแกรมบล็อกโปรแกรมที่เครื่องพีซี ไม่ใช่บล็อกไอพีของเว็บไซต์ สำหรับโปรแกรมที่แนะนำ คือ ICT HouseKeeper ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้ทุนแก่บริษัทเอกชนจัดทำขึ้นมาแจกจ่ายประชาชน โปรแกรมนี้สามารถควบคุมการใช้เครื่องพีซีได้ทั้งโปรแกรม และการเข้าชมเว็บไซต์ อีกทั้งยังระบุเวลาในการควบคุม รายชื่อเว็บไซต์ต้องห้าม หรือโปรแกรมต่างประเทศ เช่น เน็ตแนนนี่ ก็พอใช้ได้ ทั้งนี้ ขอย้ำว่าต้องบล็อกโปรแกรมไม่ใช่เว็บไซต์
3.          การใช้งานอินเทอร์เน็ตในบ้าน ผู้ปกครองอาจเลือกบริการอินเทอร์เน็ต แบบไดอัลอัพ แทนไฮสปีดอินเทอร์เน็ต เพราะเมื่อใช้เว็บแคมกับไดอัลอัพภาพจะกระตุกจนใช้งานไม่ได้ หรือมีการสร้างข้อตกลงว่าใช้บรอดแบนด์ได้เมื่อมีพ่อแม่อยู่ด้วย
4.          ในส่วนของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เองก็ต้องมีจิตสำนึกที่จะดูแลลูกหลานของเรา โดยการตรวจบัตรประชาชนคนที่จะใช้โปรแกรมให้มีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป รวมทั้งสอดส่องการใช้โปรแกรมที่ผิดๆ ในร้าน เพื่อปกป้องตัวเองด้วย หรือไม่ก็มีการติดป้ายว่าเป็นร้านคลีนเน็ต
“แม้จะมีการป้องกันได้ในหลายทางตามที่กล่าวมา แต่ตัวผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั่นเองที่เป็นตัวสำคัญ การควบคุมคนใช้บรอดแบนด์อาจต้องมีการลงทะเบียน เพื่อยืนยันตัวบุคคลมากกว่าที่เป็นอยู่ ปัญหาที่เกิดก็มาจากตัวผู้ใช้นั้นใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด ส่วนเรื่องเซ็กซ์ความจริงก็เป็นเรื่องชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่จะไปโทษเด็กก็ไม่ได้ ตรงนี้ถือเป็นส่วนผสมที่มารวมกัน ก่อให้เกิดปัญหาสังคม การแก้ปัญหาเรื่องนี้ต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่ทำแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้น จะมาโทษอินเทอร์เน็ตอย่างเดียวคงไม่ได้” อุปนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าว

ด้าน นายกิตติวัฒน์ มโนสุทธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค เน็ต เวนเจอร์ จำกัด และกรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ให้ความเห็นในฐานะผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง ว่า ตัวโปรแกรมนี้จำเป็นต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ทั้งตัว แต่ทางบริษัทคงไม่ให้บริการอยู่แล้วหากจะนำไปใช้กับโปรแกรมแคมฟรอก หรือหากมีการแอบนำไปใช้ก็สามารถตรวจสอบได้ เพราะจะกินแบนด์วิธสูงกว่าปกติ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะขอปิดให้บริการ โดยตัวโปรแกรมนี้ตอบยากว่าเป็นโปรแกรมที่ดีหรือไม่ดี เหมือนกับมีดปอกผลไม้ที่ใช้ปอกเปลือกผลไม้ได้ แต่หากอยู่ในมือคนไม่ดีก็ใช้เป็นอาวุธฆ่าคนได้

กก.ผจก. บริษัท แปซิฟิค เน็ตฯ ให้ความเห็นเสริมว่า ส่วนตัวแล้วมองว่าการใช้อินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากกับองค์กรธุรกิจในด้านการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นแฟกซ์ อีเมล์ หรือวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์ ที่การประชุมไม่ต้องบินไปต่างประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้  ส่วนเรื่องสื่อลามกบนอินเทอร์เน็ตเหมือนกับเกมจับขโมย ที่ไม่มีวันปราบได้หมดสิ้น ทางที่ดีควรจะหามาตรการทางกฎหมายที่มีความรุนแรง มาบังคับใช้มากกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งทำให้กฎหมายมีความชัดเจนมากกว่านี้ เพราะเมื่อกฎหมายการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์มีความชัดเจน ที่เหลือก็เป็นแค่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการได้ไม่ยาก

ส่วน นางศรีดา ตันทะอิทธิพานิช ผู้ดูแลเว็บไซต์ ไทยพาเรนท์สดอทเน็ต www.thaiparents.net ให้ความเห็นว่า จากที่ได้สัมผัสกลุ่มผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยนั้น สิ่งสำคัญ คือ ความใกล้ชิดของผู้ปกครอง มีส่วนป้องกันภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ตได้ดีมากกว่า เครื่องมือบล็อกเว็บไซต์ หรือ โปรแกรมใดๆ โดยตัวผู้ปกครองจะต้องพยายามรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอยู่เสมอ

 ผู้ดูแลเว็บไซต์ ไทยพาเรนท์สดอทเน็ต ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ผู้ใหญ่ต้องพยายามเสนอแง่ลบของการเล่นเว็บแคม แคมฟรอก ให้เด็กรู้ว่าเมื่อตกเป็นเหยื่อ จะต้องเจออะไรบ้างให้เด็กได้รับรู้และตระหนักถึงอันตรายการเล่นในบ้านอาจจะมีน้อย แต่ถ้าเด็กอยู่กับเพื่อนตามหอพัก จะเป็นกลุ่มเสี่ยงมากกว่า พ่อแม่จะต้องตระหนักและพยายามอยู่กับลูกทุกครั้งที่เล่นอินเทอร์เน็ต โดยเมื่อเด็กรู้ว่าอันตรายมีอะไรบ้างเขาจะคิดเองได้ และจะมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง สู้กับภัยในสังคมได้

 “ขณะนี้ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้ เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องสนใจ เท่าที่ทราบ เด็กที่เล่นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อนชวน หรือเป็นผู้ใช้หน้าใหม่เลยไปตามเพื่อน สุดท้ายก็เตลิดไปเมื่อถูกยั่วยุ ส่วนอีกกลุ่มเป็นคนที่ทำตามแฟชัน หรือทำเพื่อหารายได้ จากการสำรวจของเอแบคโพลล์ ไม่นานมานี้พบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยเมื่อรู้สึกเหงา จะใช้การคุยโทรศัพท์ และเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อหาเพื่อนเป็นจำนวนมาก ตรงนี้สะท้อนได้ชัดว่าสังคมไทยไม่เข้มแข็งพอ จึงทำให้เด็กคล้อยตามสิ่งยั่วยุเหล่านี้ได้ง่าย” นางศรีดา กล่าว

ทั้งหมดนี้ เป็นบางส่วนของเสียงสะท้อนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่มีต่อประเด็นเรื่องการใช้โปรแกรมแคมฟรอก ภัยสังคมตัวใหม่แต่เป็นปัญหาสังคมเรื่องเดิมๆที่ยังไม่ถูกแก้ไขให้ตรงจุด อย่าลืมว่าการใช้ยารักษาโรคต้องใช้สม่ำเสมอจนอาการหายขาด หากรักษาขาดๆ หายๆ เชื้อโรคก็จะดื้อยากสุดท้ายก็จะรักษาไม่ได้ กลายเป็นแผลลุกลามกัดกินสังคมไทย และทำลายสิ่งดีๆ ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตให้มลายหายไปด้วย

ในเมื่อนิตยสารดังของต่างประเทศ ไทม์ แม็กกาซีน อุตสาห์ยกย่องให้ตัวคนเล่นอินเทอร์เน็ตให้เป็น “บุคคลแห่งปี 2549” แล้ว ก็น่าจะทำตัวให้ดีสมกับที่ได้รับยกย่องว่า จะเป็นผู้เปลี่ยนการสื่อสารในอนาคตใหม่ด้วย ไม่ใช่การทำลาย “อินเทอร์เน็ต” ด้วยการนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือเหมาะสม จนกลายเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะเยียวยาเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้...

 จุลดิส รัตนคำแปง
[email protected]