ต้นไม้มีนิสัยด้วยหรือ มีสิครับ มีรหัสลับมากมาย ถ้ามองอย่างคนขี้สงสัยก็น่าจะเอะใจว่าเอ๊ะทำไมแถวบ้านเราถึงไม่มีต้นสนสามใบ ต้นซากุระ ต้นสัก ฯลฯ ทั้งนี้เพราะต้นไม้ก็มีนิสัยเฉพาะถิ่น แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นมีปัจจัยที่เหมาะสมกับพืชพรรณของไม้ชนิดนั้นๆ  ถามว่าถ้าเราเอาไปปลูกต่างถิ่นได้ไหม เรื่องได้มันแหงแซะอยู่แล้ว ก็เราขุดเอาไปปลูกกับมือ ปัญหาอยู่ที่จะเจริญเติบโตได้ดีแค่ไหนนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ปลูกและความสามารถในการปรับตัวของพรรณไม้นั้นๆ เช่นเอาพืชเมืองหนาวมาปลูกเมืองร้อน ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้เอาเสียเลย เดี๋ยวนี้วิทยาการด้านพันธุศาสตร์ก้าวหน้า การปรับปรุงพันธุ์นำมาซึ่งพืชพันธุ์ดีที่พัฒนาแล้วเป็นจำนวนมาก ที่เห็นได้ง่ายก็คือกลุ่มไม้ผลต่างๆ เอาแค่ลำใยอย่างเดียวเดี๋ยวพัฒนาได้คุณภาพดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีพันธุ์อีเบี้ยว สีชมพู กะโหลก หวานน้ำผึ้งฯลฯ ดีนะที่ไม่มีพันธุ์อีแอบ  

แต่ก็มีพันธุ์อีอบ อบแห้งขายไม่ได้เป็นหมื่นๆตัน ต้องเอาไปให้รถเกรดกลบทิ้ง เพื่อเอาใบบัวมาปิดช้างตายทั้งตัว ลำใยคุณภาพดีที่หอมหวานก็เหม็นหึ่ง แล้วมันคุยว่าจะเอื้ออาทรความยากจน พวกไอ้ห่วยแตกเอ๊ย!!

    

สังเกตหยาบๆในส่วนที่สองก็คือ กลุ่มไม้ที่ชอบน้ำมากน้ำน้อย ยกตัวอย่างเช่น มะละกอ โดนน้ำแช่ท่วมราก 3วันก็คอพับเฉาเน่าตายแล้ว ปีนี้ช่วงน้ำท่วมภาคเหนือตอนล่างมาถึงภาคกลางตอนบนเป็นเวลาหลายเดือน พืชผลพี่น้องเกษตรกรล้มตายไปมากกว่าครึ่ง หลายครัวเรือนต้องนั่งนับหนึ่งใหม่ ได้เงินชดเชยภัยน้ำท่วมมา ก็มารื้อฟื้นหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะกับสภาพพื้นถิ่นมาปลูก ได้เรียนรู้ระดับความสามารถทนต่อน้ำท่วมของพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไป  ชาวบ้านเรียนจากโจทย์ในประสบการณ์ตรงที่สาหัสสากรรจ์เช่นนี้เสมอ พี่น้องแถวนครสวรรค์ อ่างทอง ซาบซึ้งเรื่องนี้ดี          

ไม้บางประเภทอ่อนแอ ต้องมีพี่เลี้ยง จะไปปลูกโล่งโจ้งกลางแดดอย่างสง่าผ่าเผยมีหลังนั่งกุมขมับ ยกตัวอย่างเช่นต้นกฤษณา จำเป็นต้องปลุกแทรกลงในแปลงที่มีไม้พี่เลี้ยงอยู่ก่อนแล้ว เปอร์เซ็นต์การรอดจะสูงมาก ไม้กลุ่มนี้จะเป็นสมุนไพรเสียส่วนใหญ่ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น สมุน จะเรียกว่ากลุ่มอีแอบก็ไม่เชิงที่เดียวนัก อีแอบ น่าจะเป็นกล้วยไม้ หรือพวกกาฝากต่างๆ            

ไม้บางชนิดมีระยะการพักตัวแตกต่างกัน เช่น ไม้สัก ปลูกที่ไหนก็จะพุ่งปริ๊ดขยับขึ้นเป็นคืบเป็นศอก แต่พอไปถึงปีที่ 10 ก็จะโตช้าจนช้ามากๆ ตรงกันข้ามกับไม้ยางนา 5 ปีแรกจะโตช้า พอถึงปีที่6จะพุ่งทะยานเติบโตได้ในอัตราก้าวหน้า หรือไม้โตเร็วอย่างเจ้ายูคาลิปตัส ปลูกปีแรกก็จะโตรวดเร็วจนคนเรียกว่าไม้โตเร็วนั่นแหละ พอไปถึงอายุ20ปีก็โตช้าแล้ว กลุ่มไม้ที่เรียกว่าพวกชักช้าแต่โตมาเรื่อยๆ จะมาโตทันกันในปีที่20 เป็นส่วนใหญ่            

  ต้นไม้มีหน่วยความจำ และมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เช่นต้นไม้บริเวณไหนประสบภัยไฟป่าบ่อยๆ พอเข้าฤดูแล้งก็จะเตรียมสะสมอาหารไว้ แต่กลุ่มที่ชัดเจนมากอีกลักษณะหนึ่งคือไม้ผลัดใบกับไม้ผลัดใบ กลุ่มไม่ผลัดใบก็จะจัดคิวทยอยปลิดใบแก่หมุนเวียนกันเรื่อยๆตลอดปี ต่างจากกลุ่มไม้ผลัดใบ พอถึงหน้าแล้งก็จะทิ้งใบโกร๋นทั้งป่า ยกตัวอย่างเช่นไม้สักเป็นต้น หน้าร้อนเราจะอาศัยร่มเงาหน่อย พี่ท่านก็สลัดใบร่วงยืนเห็นแต่ซี่โครง กรณีนี้เอาไปใช้ในการเลือกปลูกชนิดไม้ในบ้านได้ดี ว่าจะปลูกพันธุ์ไหน ใบมากใบน้อยเพื่อให้สายลมและแสงแดดลอดผ่านได้ หรือชนิดไหน ดอกสวย กลิ่นหอม ออกดอกช่วงเดือนไหน ตรงกับทิศทางลมพัดมาทางไหน ตรงนี้ลูกสาวผมเธอชื่ออาจารย์ ลูกหว้า ดูจะพิถีพิถันให้ความสำคัญไว้มาก   มีปัญหาปรึกษาเธอได้ตลอด24 ชั่วโมง       

พวกชาวเราที่ชอบไปซื้อไม้กระถางมาปลูก อย่าลืมถามคนขายด้วยว่า เขามีกำหนดระยะการรดน้ำอย่างไร ไม่ใช่เอามาถึงบ้านเรา ปลูกปับจะให้มันงามแบบก้าวหน้าพรวดๆ ใส่ปุ๋ยรดน้ำแบบขยันแหลก แบบหวังดีแต่วัตถุประสงค์ร้ายโดยไม่รู้ตัว ต้นไม้จะเฉาตายเป็นส่วนใหญ่ เพราะมันปรับหน่วยความจำไม่ทัน เรื่องนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในช่วงแล้ง ถ้าน้ำเรามีน้อยก็ตั้งโปรแกรมรดให้แน่นอน 7วันครั้งหนึ่ง ก็ต้อง7วันตามมาตรฐาน ไม่ใช่นึกรักขึ้นมาก็รดตามอำเภอใจ ถ้าไม้ที่ปลูกใหม่ๆยังอ่อนแอจะเข็ดขยาดกับมือใหม่หัดปลูก มรนังคัจฉามิ ไปตามๆกัน            

กลุ่มที่ปลูกไม้ล้อมก็เช่นเดียวกัน ควรสังเกตว่ากิ่งก้านเดิมเขาหันไปในทิศทางไหน เวลาปลูกถ้าหันให้ตรงกลับทิศเดิม ต้นไม้ก็จะขอบคุณมากเพราะไม่ต้องปรับหน่วยความจำมาก             

สรุปว่า นิสัยคนกับนิสัยต้นไม้ ควรจะศึกษาซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกัน รักใคร่มีน้ำจิตน้ำใจเมตตาธรรมต่อกัน เหมือนอะไรรู้ไหมครับ ก็เหมือนชาวบล็อกผมนี่แหละ ลูกสาวผมหายคนเอาใจช่วยตามหากันให้ควัก ทำไงได้ละครับ มีลูกสาวขี้ดื้อนิสัยไม่เป็นไปตาม DNA.ต้นตระกูลบล็อก ก็ต้องจับปูใส่กระด้งกันจ้าละหวั่นเช่นนี้แหละโยม.