ตอนเย็นของวันนี้ (23 พ.ย.2548) ผมรับนัดจากนักศึกษา ม.ราชภัฏสงขลา โปรแกรมวิชาสาธารณสุขชุมชน 3 คน (ที่ผมเคยสอนรุ่นแรก) ที่ สสจ.พัทลุง เพื่อมาพูดคุยและหารือเรื่องการทำโครงการในระหว่างฝึกงาน ซึ่งจริง ๆ ตอนพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ผมก็เผลอพูดไปว่า ทำไมไม่ปรึกษาคนที่อยู่ใกล้ ๆ จะได้ไม่ต้องขับรถกันมาไกล เพราะคนที่ไกลที่สุดมาจาก อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา แต่เขาตอบกลับมาว่า "ครูไม่ได้เป็นกันเพียงวันเดียว" เป็นกันแล้วก็เป็นกันไปตลอด จนผมต้องยอมแพ้และรับนัด แต่ต้องเป็นหลังเลิกงาน เพราะช่วงเวลาเต็มเหยียดหมดแล้วในช่วงกลางวัน

     พอถึงเวลาปรากฎว่าฝนตกหนักมากตั้งแต่ช่วงเที่ยงก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ก็ได้โทรไปหาเพื่อบอกว่าเลื่อนไปก็ได้ ถ้าเดินทางลำบาก แต่เขาตอบกลับมาว่ากำลังเดินทางอยู่ สักพักจะถึง ผมก็คอยอยู่ที่ทำงานจนพบกัน ก็ชวนกันไปหาอะไรรองท้องแบบคุยไปพลาง กินไปพลาง ก็เป็นที่น่าพอใจ แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเวลาเราคิดโครงการต้องคิดใหญ่ ๆ จนไม่น่าจะดำเนินการสำเร็จในช่วงฝึกงาน ซึ่งผมก็เน้นให้พิจารณาเลือกจากข้อจำกัดด้วย เช่น โครงการสร้างทีมให้ชุมชนในการจัดทำแผนชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาและหากทำจริง ๆ แล้วเราจะไม่สามารถควบคุมเวลาได้เลย  ทีนี่พอทำไม่ต่อเนื่องก็เหมือนทำร้ายเขา พอชุมชนเบื่อก็จะปฏิเสธนักพัฒนาต่อไปได้ ก็เสนอแนะให้ปรับวิธีคิดภายใต้ข้อจำกัดดูบ้าง เพราะฝึกงานเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

     ก่อนกลับเขาเสนอว่ามีอีกเรื่องคือ การที่มีคนไข้รักษาวัณโรคด้วย DOTS แล้วล้มเหลว เขาอยากทราบว่าทำไม แต่มีเพียง 2 ราย จาก 6 รายที่ทำการรักษาด้วยวิธีนี้ในเขตพื้นที่ที่เขารับผิดชอบ น้อยไปไหม ผมบอกว่าไม่น้อยไปหรอก และน่าสนใจ ลองไปดูทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเขาดู หากบอกได้ว่าทำไมผลการรักษาถึงล้มเหลว จาก 2 รายนี้ ก็เพียงพอที่จะนำมาจัดการป้องกันเสียให้เหมาะสมกับบริบทของเราเอง และที่สำคัญไม่น้อยเลยสำหรับการฝึกปฏิบัติงานภาคสนามครั้งนี้

     ก่อนขึ้นรถแยกย้ายกัน ผมยังเน้นอีกว่าให้ไปทบทวนดูก่อนว่าต้องศึกษาอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับ 2 รายนี้ และน่าจะสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผลการรักษาที่ล้มเหลว แล้วให้ E-Mail มาบอกก็ได้เพื่อประหยัดพลังงาน

     "ครูไม่ได้เป็นกันเพียงวันเดียว" จริง ๆ เป็นคำร่ำลาแทนคำอื่นที่นักศึกษาทั้ง 3 คนกล่าวก่อนออกรถไป ซึ่งก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ (ขณะที่ผมบันทึกยังไม่น่าจะกลับถึงบ้านกัน แม้จะไม่แวะที่ไหนเลย)