GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

01 Psychic Physics & Physic Psychics.

Physics คือ ลักษณะทางกายภาพ เรียกว่า เทคโนโลยีทางรูป Psychics คือ ลักษณะทางจิตภาพ เรียกว่า เทคโนโลยีทางนาม
คุณ ถามถึง Quantum Physics. แต่มีเรื่องที่เกี่ยวกับกรรม ซึ่งไปเกี่ยวกับเรื่องที่นอกเหนือวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน      ผมจึงใช้หัวข้อใหม่ที่ใกล้เคียงกันว่า Quantum Psychics ซึ่ง จะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงในลำดับต่อจาก Quantum Physics ซึ่งมีความคาบเกี่ยวกันได้ ในทัศนะของผมครับ และ เมื่อมันเชื่อมโยงกันเข้า ในคราวนั้น จะเรียกมันว่า Psychic Physics หรือ Physic Psychics ก็แล้วแต่การเน้นหนัก .

พูดถึง Physics คือ ลักษณะทางกายภาพ เรียกว่า เทคโนโลยีทางรูป
พูดถึง Psychics คือ ลักษณะทางจิตภาพ เรียกว่า เทคโนโลยีทางนาม

เรื่องของกรรมและ กฎแห่งกรรม เป็นกฎทาง Psychics ซึ่งมีหลักการอธิบายความ คล้ายๆกับเรื่องทาง Physics เช่นกัน.

หน่วยพื้นฐานทางรูป Physics basic units.
ในการศึกษาฟิสิกส์นั้น เขาได้จำแนกหน่วยพื้นฐานออกศึกษา และมีการสร้างหลักเกณฑ์ สร้างที่อ้างอิงเพื่อใช้เปรียบวัดปริมาณเป็นตัวเลข แล้วนำไปสู่การคำนวณนับด้วยปริมาณ ใช้ปริมาณที่คำนวณได้ในการทายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกี่ยวกับรูป เกิดกฎและทฤษฎีต่างๆมากมาย แต่ทั้งหมดนั้น แล่นวนอธิบายหลักธรรมชาติของรูปทั้งนั้น.

องค์ประกอบพื้นฐานของรูป ในทางวิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้ เขาจำแนกออกเป็น สารประกอบ ธาตุ โมเลกุล อะตอม โปรตรอน นิวตรอน อิเล็กตรอน ควากส์ และรูปลักษณ์ต่างๆของรูปว่าเป็นคลื่น อนุภาค ความร้อน แม่เหล็ก ไฟฟ้า .....ฯลฯ ซึ่งจะเกิดศัพท์บัญญัติขึ้นต่อไปอีกมากมาย จนสุดท้าย สลายลง เข้าใกล้ความไม่มีแห่งรูป เรียกว่าเป็นความว่างจากรูป คืออรูป เรียกแนวโน้มแห่งความสลายลงแห่งรูปชนิดนี้ว่า อากาส คือ ว่างจากรูป.

ในทางพุทธศาสนาเอง พระพุทธเจ้าได้บัญญัติอธิบายรูปไว้แล้ว โดยจำแนกลักษณะพื้นฐานของรูปออกเป็น๔ส่วนประกอบ คือ เตโช วาโย อาโป และปฐวี. ซึ่ง ภูตรูปทั้ง๔นั้น อิงอาศัยกัน หมายถึงว่า มันมีสัมพัทธภาพต่อกันและกัน จะแยกจากกันไม่ได้. นี่เป็นลักษณะของสัมพัทธภาพ ซึ่ง คนมากมาย เวลาอ่านแล้ว เข้าใจ เตโชภูต วาโยภูต อาโปภูต และปฐวีภูตนั้นด้วยลักษณะแห่งอนุภาค เหมือนมันขาดจากกัน ไม่อิงอาศัยกัน แต่ในความเป็นจริง มันอิงอาศัยกันและกัน แยกกันไม่ออก.

ในทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ เริ่มฉงนพฤติกรรมของรูป ที่แปรเปลี่ยนระหว่างความเป็นคลื่นกับความเป็นอนุภาค เขาไม่อาจบอกได้ว่า ความจริงมันเป็นคลื่นหรืออนุภาค เป็นสสารหรือพลังงาน.
ในเบื้องหน้า จะเกิดการจัดจำแนกหมวดแห่งศัพท์บัญญัติทางฟิสิกส์ออกใหม่ โดยการพิจารณารวมๆ แล้วใช้เกณฑ์ในการจำแนกไปตามพฤติกรรม แล้วจะจัดหน่วยพื้นฐานทางฟิสิกส์ออกเป็น๔หมวดหลัก คล้ายอย่างพระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ

เตโชภูต เป็นลักษณะทางฟิสิกส์ของรูปทั้งสิ้น ทั้งหยาบและละเอียด ที่มีคุณลักษณะทางความร้อนความเย็น ความเป็นอาหารหล่อเลี้ยง เป็นเครื่องสนับสนุนลักษณะทางฟิสิกส์อย่างอื่นให้ตั้งอยู่ได้ ซึ่ง ภาษาปัจจุบันนี้ เขาเรียกชื่อลักษณะฟิสิกส์นี้ว่าเป็น พลังงาน ( Energy) ซึ่ง ภูตนี้ จะปรากฏตั้วอยู่ได้ ด้วยอาศัยองค์ประกอบสามอย่างเลี้ยงไว้ แวดล้อมไว้ คือ วาโย อาโป และปฐวีลักษณะ.

วาโยภูต เป็นลักษณะทางฟิสิกส์ของรูปทั้งสิ้น ทั้งหยาบและละเอียด ที่มีคุณลักษณะในทางการเคลื่อนไหว การไม่อยู่นิ่ง การแปรปรวนไป พัดไหวไป ซึ่ง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ด้วยอาศัยมีองค์ประกอบ๓อย่างมาเป็นปัจจัยคือ เตโช วาโย และปฐวี. วาโยธาตุนี้ ทางฟิสิกส์ปัจจุบัน เรียกมันว่าเป็น การเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้ใช้มันเป็นหลักในการจำแนกรูป ซึ่ง ปริมาณที่จัดเข้าไว้ในส่วนแห่งวาโยภูตนี้ก็เช่น ระยะทาง เวลา ความเร็ว ความเร่ง เพราะการเคลื่อนไหว

อาโปภูต เป็นลักษณะทางฟิสิกส์ของรูปทั้งสิ้น ที่มีอาการหยุ่น หล่อเลี้ยงซึมซาบ มีอาการดูดและผลักพอสมกัน ไม่แยกไม่แตกขาดจากกัน กล่าวว่าเป็นภูตแห่งสมดุลก็น่าจะเรียกได้ เพราะมันปรากฏจากความสมดุลกันของสิ่งที่ต่างกัน ทำให้เกิดผลของการรักษาสภาพ ซึ่งแตกต่างจากภูตที่เหลือทั้งสามส่วนนั้น ที่ ปรากฏขึ้นได้เพราะความไม่สมดุลกันแห่งอาการที่ตรงข้าม เช่น เมื่ออาการดูดกับผลักต่างกัน ก็เกิดเป็นวาโยภูต ร้อนกับเย็นไม่สมดุลกัน ก็ปรากฏเป็นเตโชภูต ความหนาแหน่นกับความบางเบาไม่สมดุลกันก็ปรากฏเป็นปฐวีเป็นต้น. อาโปภูต ก็คือลักษณะแห่งดุลยภาพของรูป ทำให้เกิดความเสถียรขึ้นได้ในรูปนั้นๆ หากรูปนั้นๆขาดอาโปไป เสถียรภาพแห่งรูปนั้นจะเปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนคุณสมบัติ.

ปฐวีภูต เป็นลักษณะทางฟิสิกส์ของรูปทั้งสิ้น ที่มีอาการแข็ง หนาแน่น หนัก เป็นกลุ่มก้อน มีขอบเขต. ในทางฟิสิกส์ปัจจุบัน เรียกลักษณะเด่นของภูตนี้ว่ามีพฤติกรรมเป็น อนุภาค. และเรียกมันว่าเป็นสสาร เรียกอาโปกับวาโยที่ประกอบกันว่าเป็นคลื่น.

โฉมหน้าใหม่ของวิทยาศาสตร์ทางรูป
วิทยาศาสตร์ทางรูป จะพัฒนาไปกว่านี้มาก หากว่า นักวิทยาศาสตร์เปลี่ยนเกณฑ์ในการจัดหมวดหน่วยพื้นฐานใหม่ แล้วหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณต่างๆใหม่ เพื่อแสดงปริมาณของภูตทั้ง๔ในรูปชนิดต่างๆ แทนที่จะแล่นตามหา อนุภาคกับคลื่น หรือสสารกับพลังงานชนิดต่างๆเท่านั้น.

ฟิสิกส์โฉมใหม่นั้น จะมีการวัดปริมาณ เตโช วาโย อาโป และปฐวี โดยมีหน่วยวัดเฉพาะ. ต่อแต่นั้น ก็มีหน่วยที่สังเคราะห์ขึ้นว่า วัดอัตราส่วนระหว่างปริมาณ เตโชเทียบกับวาโย หรือวาโยเทียบเตโช อาโปเทียบเตโช เตโชเทียบอาโป.... ฯลฯ

สมมติตัวแปร
T =
ปริมาณของเตโชธาตุ ในรูปหรือกลุ่มแห่งรูปนั้นๆ
V =
ปริมาณของวาโยธาตุ ในรูปหรือกลุ่มแห่งรูปนั้นๆ
A =
ปริมาณแห่งอาโปธาตุ ในรูปหรือกลุ่มแห่งรูปนั้นๆ
P =
ปริมาณแห่งปฐวีธาตุ ในรูปหรือกลุ่มแห่งรูปนั้นๆ

หน่วยที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น ก็อาจจะเกิดจาก
T*V, T/ V, T*A, T/A, T*P, T/P
V/T,V*A,V/A,V*P, V/P.....
...
.T*V/A , T*P/V .....
อะไรทำนองนี้. พักเรื่องนี้ไว้ก่อน.

หน่วยพื้นฐานทางนาม    Psychics basic units.

จากหน่วยพื้นฐานทางรูปนั้น ซึ่งจำแนกออกเป็น๔หน่วยพื้นฐาน ในทางนามนี้ก็แบ่งเป็น๔หน่วยพื้นฐานเช่นกัน ผมจะเรียกว่า เป็นนามภูตก็แล้วกัน แบ่งดังนี้คือ

วิญญาณภูต คือ ส่วนของวิญญาณ มีลักษณะอาการว่ารู้ ว่าแจ้งในอารมณ์ เปรียบด้วยเตโชธาตุในส่วนของภูตรูป.
สังขารภูต คือ ส่วนของสังขาร มีลักษณะอาการพัดไป ไหวไปแห่งอารมณ์ เมื่อเทียบกับภูตรูป ก็คล้ายอย่างวาโยธาตุ.
เวทนาภูต คือ ส่วนของเวทนา มีลักษณะอาการหล่อเลี้ยงอารมณ์ไว้ เรียกว่า เสวยอารมณ์ เมื่อเทียบกับภูตรูป ก็คล้ายอย่างอาโปธาตุ
สัญญาภูต คือ ส่วนของสัญญา มีลักษณะอาการหนาแน่นแห่งอารมณ์ มีขอบเขตแน่นอนแห่งอารมณ์ เมื่อเทียบกับภูตรูป ก็คล้ายอย่างปฐวีธาตุ

แม้ทางนามเอง นามภูตทั้ง๔นี้ ก็อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีสัมพัทธภาพในตัวมันเอง. และเมื่อจำแนกนามเหล่านี้เล็กเข้า ละเอียดเข้า ก็จะน้อมเข้าไปสู่ความว่างแห่งนาม เรียกว่า นิพพาน.

เพราะความที่ลักษณะรูปและนามนั้น มีอาการคล้ายกัน และแนวโน้มของพื้นฐานแห่งรูปและนามก็คล้ายกัน คือ น้อมเข้าไปสู่ความว่าง เหมือนกัน. แต่เรียกความว่างทางรูปว่า อากาส เรียกความว่างทางนามว่า นิพพาน.

พระพุทธเจ้าจึงเปรียบนิพพานว่า อากาสเป็นอย่างไร นิพพานก็มีอาการคล้ายอย่างนั้น แต่ว่า มันไม่ใช่อาการ เพราะมันปรากฏในมิติแห่งนาม จึงไม่ใช่อากาศ. อากาศคือความว่างสิ้นเชิงจากรูปทั้ง๔ภูต ส่วนนิพพานนั้น คือความว่างสิ้นเชิงจากนามทั้ง๔ภูต. พอจะเทียบเคียงให้จินตนาการตามได้อย่างนี้.

Psychic Physics.

Psychic Physics
คือ การเชื่อมโยง แสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับนาม โดยเน้นรูปเป็นหลัก. และเป็นทฤษฎีของพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ที่จะคิดค้นทฤษฎีนี้ขึ้นมาใช้ได้ คือ พระเจ้าจักรพรรดิ.

นักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ผู้ใด ที่สามารถคิดค้น Psychic Physics ขึ้นมาได้ นักวิทยาศาสตร์นั้นคือ ว่าที่พระเจ้าจักรพรรดิ ( ยังไม่นับเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ).

นักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ผู้ใด ที่สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์จากหลัก Psychic Physics ได้ นักวิทยาศาตร์ประยุกต์นั้น เรียกว่า พระเจ้าจักรพรรดิ.

Psychic Physics
จะว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างนามขันธ์กับรูปขันธ์ของสิ่งต่างๆในธรรมชาติรอบตัวเรา และการส่งผ่านข้อมูลทางนามออกมาสู่รูป การป้อนข้อมูลด้วยจิต การทำกิจกรรมทางกายภาพทุกอย่างให้สำเร็จโดยใช้จิตเป็นตัวสั่งการโดยตรง. ทุกสิ่งในโลกธาตุ ในธรรมธาตุนี้ สามารถอธิบายได้ด้วยกฎแห่ง Psychic Physics .

Physic Psychics

กลับกันนั้น หากเป็น Physic Psychics. ก็เป็นการเชื่อมโยงความรู้เกี่ยวกับรูปและนามเช่นกัน แต่เน้นนามเป็นหลัก. ใครคิดค้นหลักการของ Physic Psychics ได้ คนนั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. และใครที่ประยุกต์ใช้ Physics Psychics ได้ ผู้นั้นคือ พระอรหันต์. คนที่คิดค้นหลักการได้ก่อนเพื่อน และประยุกต์ใช้หลักการนั้นจนบรรลุผลสำเร็จ คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า .

หลักของ Physic Psychics คือ ปฏิจจสมุปบาทครบวงจร.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระเจ้าจักรพรรดิ คิดค้นหลักการทางธรรมชาติอันเดียวกัน ในมุมมองที่ต่างกัน คือ พระเจ้าจักรพรรดิเอาวัตถุเป็นใหญ่ กับพระสัมพุทธเจ้าเอาจิตใจเป็นใหญ่. และการประยุกต์ใช้กฎแห่งธรรมชาติของสองสายวิชานี้ ก็ต่างกัน

การประยุกต์ใช้ของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ก็คือ การสร้างจักรรัตนะ อำนวยประโยชน์ อำนวยความสำเร็จทางวัตถุให้โดยตรงแก่บริษัทของพระองค์ ด้วยอานุภาพแห่งจักรรัตนะนั้น. นั่นคือ บริษัทหรือสาวกของพระองค์จะไม่ได้เป็นผู้รู้เองทำเอง ต้องพึ่งพาอาศัยพระองค์เท่านั้น. เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิสิ้นไป ก็จะเป็นความเดือดร้อนแก่ผู้ยังอยู่.

การประยุกต์ใช้ของพระสัมพุทธเจ้านั้น คือ การสร้างธรรมจักร อำนวยความสำเร็จทางนามให้ปรากฏแก่บริษัทของพระองค์ด้วยอานุภาพแห่งธรรมจักรนั้น และสาวกทุกรูปของพระสัมพุทธเจ้า ที่เข้าใจหลัก และประยุกต์ใช้หลักแล้ว ก็จะเป็นผู้ทำเอง รู้เองเห็นเอง และทรงความวิเศษไว้ในตนเอง พึ่งพาตนเอง ไม่ต้องได้พึ่งพาอาศัยใคร เมื่อพระพุทธเจ้าตายไปแล้ว บริษัทนั้น ก็ยังพึ่งพาตนเองไปได้ ไม่ลำบาก.

บริษัทของพระพุทธเจ้า ย่อมวิเศษสุด มีอานุภาพมากกว่าหลักการของพระเจ้าจักรพรรดิมาก. และเรียกบริษัทของพระพุทธองค์ว่า บริษัทของผู้รู้ คือ พุทธบริษัท. และพระองค์ก็เป็นราชา เป็นเจ้าแห่งผู้รู้หมู่นั้น เรียกว่า พุทธเจ้า หรือ ธรรมราชา.

การสร้างจักรรัตนะนั้น ต้องได้ใช้เงินทุนมหาศาล ต้องได้ลงทุนใหญ่. แต่การสร้างธรรมจักรนั้น ไม่ต้องได้ใช้เงิน ใช้แต่จิตใจของตัวเองเท่านั้น.

ก่อนจะได้อธิบายถึงกฎแห่งกรรม อาจจะยาวหน่อย     เพราะต้องได้อ้างอิงหลักการพื้นฐานก่อน.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 79040
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)