เมื่อคืนที่ผ่านมา ดิฉันกับอาจารย์ทนายไปประชุมที่ยางคำ พื้นที่ที่จะเป็นเจ้าภาพอิ้วน้ำอ้อย ที่จะมาถึง ๒๔-๒๖ กพ. นี้

นัดกันผิดเวลาปกติของชาวยางคำ เวลาปกติที่เคยประชุมคือ ๒ ทุ่ม 
อาจารย์ทนายคิดว่า อยากจะให้ไวขึ้นไม่ต้องดึก ขอเป็น ๖ โมงเย็นได้ไหม
พ่อสถาน บอก  ได้
พอเราไปถึงมีคนมาหนึ่งคน ก็คุยกันไปเรื่อย ๆ ก็ทยอยกันมา และยังไม่กินข้าวก็มี
ขอ น่ะ ได้ แต่จะทำได้หรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง

พี่น้องยางคำช่วยกันคิดออกมาว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง
๑๗ กพ. ขุดส้วม ขุดเตา หาฟืนส่วนหนึ่ง เตรียมโรงครัว ยางคำ ชะโนด โนนทัน ดอนม่วง นาคำกลาง
๒๓ กพ. กางเต้นท์  ยางคำ
เตรียมสำหรับ ๒๔-๒๖
กิน
ทำอาหารให้ง่าย ป่นปลา แจ่ว แกง ส้มตำ ผัก ข้าวจี่ คนทำให้หมุนเวียนกันไปทำ
ที่อยู่  นอนเต้นท์ยืมจากหมู่บ้าน ส้วมทำ ๔ หลัง หญิงอาบน้ำในสระ ชายอาบน้ำบ่อข้างราวป่า น้ำดื่มขนจากบ้านพ่อสถาน ไฟฟ้าใช้น้อยที่สุด ใช้ตะเกียง ไฟจากหม้อแบตเตอรี ภาชนะเก็บน้ำ คุน้ำ ขันตักน้ำ
เครื่องอาศัย แต่ละคนเตรียม พร้าประจำตัว ข้าวคนละ ๕ กก. ผัก ผลไม้ที่หาได้ มุ้ง ผ้าห่ม เสื่อ ช้อน ขวดน้ำ กระติบข้าว
พิธีกรรม เปิดอิ้ว เช้า ๐๙.๐๐ น. วันที่ ๒๔ กพ. พ่อสถานดูแล

พวกเราพยายามเร่งการประชุมให้ไวที่สุด  เพราะหลาย ๆ คนบอกว่า ระยะนี้มีการประชุมไม่เว้นแต่ละวัน ต้องไม่ลืมว่าชาวยางคำมีนิสัยการประชุมที่ยืดเยื้อที่สุด ทำให้การประชุมดึกทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้พัฒนาชาติไทย กองทุนหมู่บ้าน งานของพัฒนาที่ดิน งานส่วนตัว กรีดยางพารา ไปทำงานรับจ้างตอนกลางคืน เตรียมงานแต่งงานลูก และคนป่วยอีก ๓ คน

คืนนี้ใช้เวลา จนถึงสามทุ่ม... จบแล้วเนื้อหาที่จะเตรียมการทำงาน
อาจารย์ทนายยังถาม
เอาชาร์ทที่จดบันทึกนี้ไว้ดูก็แล้วกันว่าใครทำอะไรบ้าง
พวกเขาประสานบอกเสียงหลง
ไม่ต้องครับ เราไม่จำเป็นต้องดูกระดาษครับ ลงมือทำแล้วมันก็จะต่อไปได้ของมันเอง...
พวกเขากลัวกระดาษ กลัวจะไปเป็นคนชั้นกลางแบบพวกเรา

ตอนจะกลับดิฉันก็เลยถามถึง บุญเทียม ลูกชายของดิฉัน

บุญเทียม

บุญเทียม เป็นเด็กหนุ่ม ร่างบาง มีครอบครัวแล้ว ลูกสองคน
เมื่อปี ๔๖ บุญเทียมกำลังอยู่ในช่วงไฟแรง สร้างสรรค์ค์สวนปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นพร้อมไม้พี่เลี้ยงตัวเก่ง กล้วยเป็นแถว เป็นแนว เป็นระเบียบเชียว
บุญเทียมเป็นคนมีนิสัยละเอียด เขียนหนังสือสวยมาก คิดฝันอยากทำ โน่น...พจนานุกรมภาษาภูไท รวบรวมของใช้เก่าแก่ของภูไท..ซึ่งเธอก็ได้ทำเป็นเอกสารออกมาเหมือนกัน แต่พวกเราก็ไม่มีปัญญาทำอะไรต่อ
เธอปลูกมะเชือเปราะ ถั่วผักยาว เยอะ ทำส่งขายตลาด ก็วุ่นวายกับการเก็บของขาย ได้เงินพอควร
ช่วงนั้นบุญเทียมได้เป็นกรณีตัวอย่าง เล่าประสบการณ์ของตนให้เพื่อน ๆ ได้เรียนรู้ในเวทีปี ๔๖ ซึ่งเธอตบท้ายว่า
ผมนับถือพี่ตุ๊ พี่ปุ๊ เหมือนแม่ ที่ช่วยชี้ทางให้ผมเห็น..
ดิฉันก็เลยต่อว่า
งั้นเธอก็เป็นลูกแม่สิ มาหาแม่หน่อยซิ
ตอนนั้นเป็นตอนที่วาจาของดิฉันชาวบ้านเชื่อฟังเป็นอย่างยิ่ง บุญเทียมคลานเข่ามาหาดิฉันซึ่งยืนอยู่หน้าเวทีประชุม ดิฉันพูดต่อ
ชีวิตของแม่นี้ไม่แน่ใจว่า จะได้อยู่เห็นหน้ากันนานแค่ไหน ลูกกอดแม่หน่อยซิ
บุญเทียมยืนบนเข่าใกล้ ๆ ดิฉันยกแขนที่สั่นเทา ด้วยความเขินอายและกลัวหน่อย ๆ ทำท่าโอบแต่ไม่กล้าแตะต้องตัวดิฉัน ดิฉันจับมือเขาแตะต้องตัวดิฉันและ เอามือตัวเองวางบนศรีษะเขา แล้วว่า
เป็นลูกของแม่ ตั้งใจทำงานให้ดี อย่าให้แม่ขายหน้าเด้อ
ดิฉันจึงมีลูกชายตั้งแต่บัดนั้น

บุญเทียม

บุญเทียม ตีกลอง นั่งพื้น

มาถึงตอนนี้ชีวิตบุญเทียมเปลี่ยนไป เธอได้รับอุบัติเหตกระดูกทับเส้น ปวดหลังทำงานหนักไม่ได้ แต่ต้องฝืนทำ ไม่ได้ทำนาก็ไม่มีข้าวกินเท่านั้นเอง ต้องหาเงิน
บุญเทียมได้ค้นพบบางอย่างที่ประหลาดกว่าคนอื่น เธอบอกว่า กล้วยทำให้ต้นไม้ที่เธอปลูกไว้เป็นคู่ ๆ  กันตาย รากของกล้วยชอนไชและแย่งน้ำจากต้นไม้อื่น ๆ ...สวนของเธอก็ร่วงโรย สวนมะเขือที่เคยเป็นรายได้ทรุดโทรม
แป แม่บ้านของเธอ ได้มาขายหมูปิ้งหน้าบ้าน แล้วก็หยุดขายไปอีก
พบกันช่วงหลัง ๆ บุญเทียมต้องไปหาเงินด้วยการรับจ้างสร้างบ้านร่วมกับเพื่อนๆ  ต้องทิ้งไร่นา
จากนั้นก็ทราบข่าวเป็นระยะ
กู้เงินซื้อวัว
กู้เงินซื้อรถไถ
กู้เงินซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูก
และล่าสุด ซื้อรถมอร์เตอร์ไซด์ใหม่

เธอไม่ได้มาประชุม ๓-๔ เดือนแล้ว
เพราะเธอทำงานตอนกลางคืน แบกน้ำแข็งทั้งคืน กลางวันนอน ต้องเร่งหาเงิน มีหนี้เกือบแสน....เธอขาย(แรง)ตัว(เอง)ให้ผู้อื่นไปเรียบร้อย

ไม่ใช่เฉพาะลูกชายของดิฉันคนเดียว ในกลุ่มของเรามีคนที่เป็นแบบนี้ หนักเบาแตกต่าง อีก ๓-๔ คน
คิดถึงพ่อคำเดื่องเหลือเกิน
ชาวบ้านเรา เลิกหาเงินได้แล้ว มันถึงจะหาความคิดชุดใหม่ได้...