บันทึกประจำวันพฤหัสบดี  ที่ 15  กุมภาพันธ์  2550
  • เช็คความเรียบร้อย
เช็คความเรียบร้อยของงานที่ได้ทำเมื่อวานเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรผิดพลาดบ้างก่อนอีกครั้ง  และเมื่อวานหลังจากส่งเมลล์ให้กับพี่หริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ เรื่องขอคอมพิวเตอร์แล้ว  เลยตั้งใจว่าอยากเข้าไปที่สำนักงานด้วยเพราะไม่เคยไป  ดูจากแผนที่ก็ไม่ห่างไกลมากเลยกับตำแหน่งที่เราอยู่ตอนนี้ที่ราชเทวี  เราเองก็ไม่รู้ว่ารถเมล์สายใดผ่านบ้าง  ตัดใจเรียกรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง  ในราคา 40 บาท คิดว่าลงทุนดีกว่าเสียเวลารอรถเมลล์อีก  มุ่งหน้าไปที่ซอยศรอยุธยา 12
  • มูลนิธิกระจกเงา สำนักงานกรุงเทพฯ

เมื่อถึงอาคารเลิศปัญญา  ดูจากสถานที่แล้วค่อนข้างอลังการณ์พอสมควร  ขึ้นลิฟท์ จุดหมายไปยังชั้นที่ 9  มองหาห้อง 907  เห็นประตูกระจกใส ติดป้ายมูลนิธิกระจกเงา  เรามาถึงแล้ว ....  เปิดประตูเข้าไปเจอพี่ๆน้องๆกำลังขมักเขม้นประชุมเช้ากันอยู่พอดี  การประชุมเช้าเป็นวัฒนธรรมขององค์กรมูลนิธิกระจกเงา  บรรยากาศแตกต่างกันพอควรระหว่างที่เราเองเคยสัมผัสที่  สนง.เชียงราย และ สนง.พังงา     

ระหว่างการประชุมเช้า   พี่หริ่งทักเราว่า  ได้รับเมล์แล้วก็มาพอดีเร็วจัง  แถมยังบอกว่ายังไม่ได้ให้นะเนี่ย  แต่ได้ส่งเรื่องไปยัง  อ๋อย  ที่ สนง.พังงาให้จัดการต่ออีกทีแล้ว  และพี่ๆเขาก็ขะมักขะเม้นอย่างมีระเบียบในการประชุมเช้าต่อไป  เมื่อเห็นบรรยากาศแบบนี้ก็ให้ย้อนกลับเมื่อครั้งที่เราได้เคยสัมผัสการทำงานกับมูลนิธิกระจกเงา  ...... แต่ก็ยังเห็นพี่หริ่งดูขมักขเม้นเอาจริงเอาจังได้ตอลดทุกวินาทีซิ  ทำให้เราก็พลอยรู้สึกกระปี่กระเป่าไปด้วยในชั่วขณะหนึ่งทีเดียว 

โชคดี....ที่เจอพี่หริ่งด้วย  ไม่ได้ตั้งใจจะได้พบนะเนี่ย  และก็ได้มีโอกาสคุยกับพี่หริ่งๆบอกกับเราว่า  มีเวลาให้เรา 5 นาที   จึงได้โอกาสเกริ่นเพื่อขอคำแนะนำในเรื่องการขอให้ทางมูลนิธิเป็นร่มชูชีพให้กับโครงการฯในการทำงานของเรา  โดยพี่หริ่งบอกว่า   เธอต้องชัดนะ  จะทำอะไร  และเห็นด้วยกับสิ่งที่คิด   โดยที่เราต้องเขียนงานมาเสนอ 

1. เนื้อหาโครงการทั้งหมด  เป็นมาอย่างไร  ทำไมถึงทำ  และสามารถเขียนอ้างถึงความสัมพันธ์ที่ได้สัมผัสกับมูลนิธิมาก่อนได้ 

2. ทำไมถึงต้องการที่จะอยู่ภายใต้ร่มของมูลนิธิ  อธิบายให้ชัด

3. มีเงื่อนไขใดบ้างที่ต้องการให้มูลนิธิช่วยเหลือ      --------  ประมาณนี้ และให้ส่งคุยกันผ่าทางเมลล์อีกที จะใช้เวลาหน่อยเพราะ ต้องคุยผ่านกรรมการในมูลนิธิหลายท่าน   รับทราบแต่โดยดี

  • พบคุณ เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์

ได้โอกาสมา สำนักงานแล้วก็ขอเจอตัวจริงเพื่อที่จะบอกเรื่องเครส ของ  น้องบารมี  จันทร์อุปถัมภ์ ที่ก่อนหน้านั้นได้หายตัวไปกว่า 3 ปี   และปรึกษากรณีถ้าเจอเครสลักษณนี้ต้องทำการติดตามอย่างไรบ้าง  .......   

ระหว่างนั้นก็ได้แวะชมสำนักงาน  ได้ทักทายพี่ๆน้องหลายท่านเลย ....... ได้พบพี่ๆที่เคยอยู่ตอน สนง.พังงาด้วย สังเกตุได้ว่าทุกคนทำงาน  ทำงาน  เลยขอปลีกตัวกลับก่อน  เพื่อที่จะเดินทางไปหาคุณแม่ที่ไม่ได้เจอกันกว่า 2 ปีแล้ว 

  • คุณแม่สมจิตร โชคพิพัฒน์พร

ตื่นเต้นนิดๆ  ที่จะได้เจอเพราะห่างไปนาน  เราต้องมาพบกับม่าม้าที่ในที่ทำงานใหม่  ซึ่งเราไม่คุ้นเคย  แถวๆสาทร  หลังจากกิจการที่เคยทำกับทางเครือญาตได้ปิดกิจการลง  เป็นครั้งแรกที่ได้พบม่าม้า   .............   ม่าม้าดูไม่เปลี่ยนไปเลย  เมื่อเห็นเพียงชั่วขณะ  หลังจากได้สนทนากันสักครู่จึงได้สังเกตุว่า  ม่าม้ามีกระขึ้นตามผิวหนังมากขึ้น แม่เราแก่แล้วนะเนี่ย  ..............

คุณสมจิตร  ได้ทำงานใหม่ในงานเป็นล่ามแปลภาษาจีนให้กับ บริษัทหนึ่งที่ทำการค้าขายเกี่ยวกับกล้วยไม้ให้กับประเทศจีนโดยคนจีนเป็นเจ้าของ    เก่งจังแม่เรา 

การสนทนากับม่าม้าเป็นไปอย่างราบเรียบ  และก็ได้เจอคำถามต่างๆที่เราเองก็พยายามอธิบาย  ให้เข้าใจว่าการทำงานของเราไม่ได้แสวงหากำไรเพื่อผลประโยชน์ตัวเองนะ  ทำเพื่อคนอื่นนะ  ได้ทำมากว่า 10 ปีแล้วจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว  พยามอธิบายแต่ก็ลงท้ายด้วยให้ม่าม้าลองอ่านงานที่เราทำสักนิด  แต่ม่าม้าก็แค่เปิดเพียงผ่านๆ  และก็ตอกย้ำว่าแล้วจะอยู่กินอย่างไร  เงินทองจะเอาที่ไหนใช้  ..........และแล้วม่าม้าก็ควักตังค์ในกระเป๋ายื่นให้เรา  2 พัน  ก็ถามนะว่าม่าม้ามีพอใช้เหรอเอาตังค์ให้นุชนะ  ก็ได้คำตอบว่าก็มีนะถึงให้

และก็สนทนากันต่อเกี่ยวกับเรื่องญาติพี่ๆน้องๆ  ม่าม้าบอกย้ำว่าให้ไปหาป่าป๋าบ้างสิ  (เป็นลุงที่เลี้ยงเรามาตอนเด็กๆนะ  และเราเรียกปะป๋า)  เราก็ถามไปว่าปะป๋าอยากเจอเราทำไมเหรอ  บอกตรงๆกับม่าม้าว่า   อาย....  10  ปีแล้วที่ไม่ได้เจอเลยจะเข้าไปหาก็เกร็งๆ  และแล้วก็ตอบตกลงว่าหลังจากงานวันที่ 23 แล้วจะเข้าไปพบแน่นอน

ม่าม้าบอกว่า  วันที่ 26 นี้จะเดินทางกลับบ้านที่อินโดเนเซีย  เพื่อไปเยี่ยมอาม่า  1 อาทิตย์  สนทนากันต่อถึงเรื่องราวในวัยเยาว์  ม่าม้าบอกว่า   จำอะไรได้น้อยจังเคยพาไปแล้วตั้ง 2 ครั้งเมื่อตอนเด็กๆ  รู้งี้ไม่พาไปให้เสียตังค์ค่าเครื่องบินก็ดีหรอก   ฮ่า........  

การสนทนาดำเนินไปอย่างราบเรียบจริงๆในครั้งนี้   เวลาก็ผ่านเลยไปกว่า 2 ชั่วโมงแล้วจึงขอปลีกตัวกลับก่อน  เมื่อเห็นว่าม่าม้ายุ่งกับงานคุยทางโทรศัพท์  .................  บรรยายความรู้สึกออกมาไม่ออกว่า  รู้สึกตึกๆ  ตันๆ ปนความเว้งว้างอยู่พอสมควร

แวปหนึ่งรู้สึกอยากจะโอปกอด  ก่อนจากไป  แต่ก็ได้แต่แตะบ่าม่าม้าเท่านั้น  ...................

  • พี่ตุ๊ก  สุดารัตน์  -  ตักเตือนรุจิราพร  เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการทำงาน

·        โทรหาเรา กรณีเรื่อง  พี่อับดลต่อเล็บ  อาจหาญ  ไม่ได้รับการช่วยเหลือเรื่องเรือ  ที่เรา ได้บันทึกลง Gotoknow เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2549  ณ จ.ระนอง  ในช่วงที่เราได้ลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง ของกรณีศึกษาครั้งที่ 2 ในโครงการวิจัยเพื่อสำรวจสถานการณ์ด้านการจดทะเบียนการเกิด และปัญหาสถานะบุคคลในพื้นที่สึนามิ  

ติดตามอ่านบันทึกสถานการณ์ข้อเท็จจริงได้ที่  http://gotoknow.org/blog/nuch-tsunami/41572  

·        พี่ตุ๊กสอนและเตือนว่า  เรื่องลักษณะนี้ เหตุใดจึงไม่มีการสื่อสาร  เพื่อให้ได้เกิดการช่วยเหลืออย่างจริงจัง  และต่อเนื่อง  และเน้นให้เราบันทึกเหตุการณ์  และอัพเดทสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อสื่อสารให้กับกลุ่มคนที่มีกำลังในการช่วยเหลือได้ต่อไป  โดยต้องมีข้อเท็จจริงปัจจุบันว่า  พี่อับดลต่อเล็บ  หรือบุคคลอื่นๆลักษณะเดียวกับพี่เขานั้น  ปัจจุบันยังต้องการความช่วยเหลือหรือไม่อย่างไร  และที่ผ่านมานุชได้ติดต่อใครไปแล้วบ้างความคืบหน้าในเหตุการณ์นั้นๆเป็นอย่างไร   และสอนเราว่าการทำงานข้อมูลนั้นต้องมีความรอบคอบ  เมื่อเวลาใครถามเราต้องทราบ  ถ้ายังไม่มีการปรับปรุงในการทำงานของนุชเอง  ก็จะเป็นการทำงานที่ไม่ชัดเจน  อาจทำให้ไม่มีใครเชื่อถือเราได้

  • จริงๆแล้ว  หลังจากที่ได้รับเสียงสะท้อนของพี่อับดลต่อเล็บในวันนั้น    ก็ได้ติดต่อไปยังองค์กรที่เขา ช่วยเหลือด้านเรืออยู่  แต่ที่ได้ประสานในช่วงนั้นส่วนใหญ่เขาแจงว่าปิดโครงการไปแล้ว  การประสานงานเลยหยุดชะงักลง  ไป    และสิ่งที่พี่ตีกสอนวันนี้   เป็นเรื่องที่นุชต้องนำไปพัฒนา  เพื่อสร้างวัฒนธรรมในการทำงานต่อไป  

---------------------------