จากการเข้าร่วม สังเกตการณ์ การประชุม UKM9 ทำให้ผมได้ความคิดเรื่อง กรอบ มาเป็นประเด็นสะกิดในการทำงานของการวิจัย การจัดการความรู้ และการพัฒนาในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจก กลุ่ม และ องค์กร ว่าสาเหตุใหญ่ของการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย มากน้อย ยากง่ายนั้น ก็อยู่ที่ กรอบ นี่เอง

  

และในเรื่องของกรอบ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่อง กรอบความคิด ที่มีอยู่หลายกลุ่มหลายแบบ ที่อาจแบ่งได้ทั้งเป็น ระดับ (Level) และประเภทที่ต้องใช้ตาราง Matrix ในการจำแนก  แต่ในที่นี้ เพื่อให้ง่ายในการนำเสนอ ขอเป็นแบบระดับก็แล้วกันนะครับ ดังนี้

  

1.     ระดับ หากรอบไม่เจอ

  

เป็นระดับที่

 

·        ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักใคร

    ·        อยู่กับความคิดแบบ บอดๆ ไม่สามารถที่จะคิด หรือเขียนโครงการอะไรได้มากนัก

·        เพราะคิดไม่ออก ทำงานกับใครก็ไม่ได้

·        เพราะขาดความสามารถในการเชื่อมโยงประเด็น และการวางแผนการทำงาน

·        วันๆ จะทำงานเฉพาะหน้า หรือประเภท ไม่สั่ง หรือไฟไมจี้ก้น จะไม่ทำ หรือทำไม่เป็น

·        เนื่องจากไม่มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน

  

2.     ระดับติดกรอบ

  

เป็นระดับที่

 

·        ติดแน่นอยู่กับกรอบความคิดและการทำงานของตนเอง

 

·        ไม่ปล่อยระบบความคิดให้มีอิสระ

 

·        ทุกอย่างมองเข้าทางตัวเอง เพียงอย่างเดียว

 

·        อะไรที่ฟังเผินๆ ว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง จะไม่สนใจ และจะถือว่าธุระไม่ใช่ 

 

·        คนกลุ่มนี้มักจะทำงาน เฉพาะ ในกรอบความคิดแคบๆ ของสาขา หรือสายงานที่ตัวเองรับผิดชอบ เท่านั้น

  

3.     ระดับในกรอบ

  

เป็นระดับที่

 

·        มีความคิดที่ค่อนข้างเป็นอิสระขึ้นมาหน่อย

 

·        ไม่ติดยึดกับกรอบ วิชาการ หรือ ความรับผิดชอบ แคบๆ

  ·        แต่ก็จะมองเฉพาะ ระบบงาน ที่ตัวเองทำอยู่เท่านั้น

·        ส่วนอื่นๆ ใครจะเดือดร้อนอย่างไร ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วย

·        เพราะถือว่า อยู่นอกเหนือจาก ความรับผิดชอบ ที่ตัวเองทำอยู่

  4.     ระดับอิงกรอบ  

เป็นระดับที่

 

·        มีความคิดที่เป็นอิสระขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง

 

·        ไม่คิดหรือทำอยู่เฉพาะกับกรอบ วิชาการ หรือ ความรับผิดชอบ ที่เป็นระบบของตัวเอง

  ·        แต่กลับจะใช้ฐานงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นแกนปฏิบัติในการทำงาน

·        และจะทำงานแบบรู้ร้อนรู้หนาวกับสังคมภายนอก

·        โดยยังต้องเชื่อมโยงกับการทำงานของหน่วยงาน และความรับผิดชอบเดิม

·        เพราะถือว่า อย่างไรเสีย ก็ยังเป็น ความรับผิดชอบ ที่ตัวเองต้องทำอยู่  

 

5.     ระดับนอกกรอบ  

เป็นระดับที่

·        มีความคิดที่เป็นอิสระในการทำงาน

·        ไม่คิดหรือทำอยู่เฉพาะกับกรอบ วิชาการ หรือ ความรับผิดชอบ ที่เป็นระบบของตัวเอง

·        แต่การทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องตรงกับกรอบความรับผิดชอบที่ตนรับผิดชอบ

·        อาจจะใช้ฐานงานที่ตัวเองทำอยู่ เป็นแกนปฏิบัติในการทำงานบ้าง หรือไม่ใช้ก็ได้

·        และจะทำงานแบบรู้ร้อนรู้หนาวกับสังคมภายนอก

·        แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับการทำงานของหน่วยงาน และความรับผิดชอบเดิมของตนเอง

·        แต่ยังมีกรอบการทำงานของตนเองอยู่ แม้จะไม่เกี่ยวกับใบสั่ง และความรับผิดชอบโดยตรงก็ตาม  

6.     ระดับไร้กรอบ

  เป็นระดับที่

·        มีความคิดที่เป็นอิสระในการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ

·        ไม่คิดหรือทำอยู่เฉพาะกับกรอบ วิชาการ หรือ ความรับผิดชอบ ที่เป็นระบบของตัวเอง แต่ยังรับผิดชอบการทำงานอยู่เช่นเดิม

·        และการทำงานนั้นไม่จำเป็นต้องตรงกับกรอบความรับผิดชอบที่ตนรับผิดชอบ  

·        จะทำงานแบบรู้ร้อนรู้หนาวกับสังคมภายนอก

·        โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับการทำงานของหน่วยงาน และความรับผิดชอบเดิมของตนเอง

·        มีระดับความคิดที่เป็นอิสระจนแยกไม่ออกว่าเป็นคนทำงานในสายไหน หน่วยงานไหน

·        จะทำงานแบบไม่เกี่ยว และไม่สนใจใบสั่ง

·        อาจจะทำใบสั่งขึ้นมาใช้เอง และเปลี่ยนไปได้เรื่อย โดยอาจจะไม่เกี่ยวกับความรับผิดชอบโดยตรงของตน

·        แต่เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมโลกโดยรวม 

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ระดับ ๑ กับระดับ ๖ เกือบจะเหมือนกันแต่คนละแบบ กล่าวคือ

·        ระดับหนึ่งนั้น ขาดกรอบและไร้ทิศทาง แต่

·        ระดับ ๖ นั้น ไม่มีกรอบ แต่มีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน 

 

ส่วนกลุ่มอื่นๆ ก็มีความชัดเจนในตัวเองครับ  

 

ในใจผมเองนั้น ผมคิดว่า กลุ่มที่จะสามารถทำงาน ในระบบได้ดีที่สุดก็คือกลุ่ม สายกลาง ที่อยู่ประมาณ อิงกรอบ

เพราะเมื่อเลยอิงกรอบมาแล้ว แม้จะมีความคิดดีและเป้าหมายดี แต่มักขาดแรงสนับสนุนในการทำงานครับ   

 

แต่ถ้าต่ำกว่านั้น การทำงานก็ขาดทิศทางและเป้าหมายที่เป็นจริง อยู่แบบ กบในกะลาครอบ ครับ

แต่ก็ยังดีกว่า ระดับที่ ๑ ที่ยังหากรอบของตัวเองไม่เจอครับ ทำงานไปวันๆ แบบรอให้ หมดเวลาทำงาน หรือ วันตาย เท่านั้นเอง