เรื่องเล่าจากดงหลวง 19 ลักษณะเฉพาะของสังคมดงหลวง

บางทราย
  วัฒนธรรม ประเพณีเดิมๆยังถือปฏิบัติกันอยู่ เช่น ไหว้เจ้าที่ หรือเลี้ยงปู่ตา การเหยา การทำพิธีครอบ การผูกข้อต่อแขนเมื่อเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน พิธี 3 ค่ำเดือน 3 พิธีตรุษโซ่ การกินยาสมุนไพรที่ได้จากไม้ป่ามีมากในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยกลางคนขึ้นไป  

ลักษณะเฉพาะของดงหลวง:

·       ตอนเดินทางเข้าพื้นที่ดงหลวงใหม่ๆเมื่อปี 2544 นั้นผู้เขียนนึกว่ากลับไปถิ่น อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่  เพราะมีลักษณะคล้ายๆกัน คือ หมู่บ้านตั้งอยู่ระหว่างภูเขา และมีสายน้ำหลักไหลผ่าน แต่ลำห้วยที่ดงหลวงกับที่สะเมิงต่างกัน ที่สะเมิงลำห้วยจะไม่ลึกมาก ชาวบ้านจะทำฝายกั้นน้ำเอาเข้าแปลงนาเมื่อย่างเข้าฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ เพื่อเอาน้ำที่ไหลรินจากภูเขามาใช้เพาะปลูกพืชหลังนา เช่น กระเทียม ถั่วเหลือง ยาสูบ เป็นต้น แต่ที่ดงหลวงลำห้วยลึกมาก ไม่สามารถกักน้ำเอามาใช้ในฤดูแล้งได้  ลำห้วยสาขาน้ำก็จะแห้งหายไป นี้เองพื้นที่ดงหลวงไม่มีศักยภาพทำการเพาะปลูกพืชหลังนาได้เหมือนภาคเหนือ  แต่ก็มีเกษตรกรบางคนที่อาศัยพื้นที่ริมห้วยบางทรายบางตอนที่พอมีที่ลาดเอียง ไม่ชันมากนักเพาะปลูกพืชได้บ้าง  แต่น้อยมาก  นี่ทำให้ชาวดงหลวงต้องมีชีวิตอยู่รอดด้วยการเข้าป่า  เสมือนป่าคือชีวิต  ไม่มีอะไรทำก็เข้าป่า  ไม่มีอะไรกินก็เข้าป่า  อยากได้เงินทองใช้ก็เข้าป่าหาของป่ามาขาย  โดยเฉาะคนหนุ่ม และคนที่มีครอบครัว  ผู้หญิงก็เข้าเก็บของป่าตามฤดูกาลเช่น ฤดูเห็ด  ฤดูผักหวานป่า ฤดูหน่อไม้ป่า ฤดูหอยแก๊ด ฤดูปูคาย ฤดูเก็บ ขี้ซี หรือยางไม้ป่าที่รวบรวมเอามาขายให้พ่อค้าเร่ที่ตระเวนมารับซื้อ 

·       ชนเผ่าไทโซ่ เป็นที่รู้จักกันว่า ขี้เกียจ (อ้างจาก..คนนอกที่กล่าวถึงไทโซ่..)  เพราะเอาแต่อาศัยป่า ไม่เก็บสะสม ไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากโลกภายนอก เชื่อผีมากกว่าเชื่อพระ  เมื่อก้าวออกสู่สังคมภายนอกจะเก็บเนื้อเก็บตัว เพราะมองตัวเองว่าต่ำต้อยกว่า  แต่เมื่อเข้ากลุ่มพวกเดียวกันแล้ว ไม่มีใครเกรงกลัวใคร  วัฒนธรรมประเพณีจะเกี่ยวข้องกับผีเจ้าที่มาก  แต่ก็เคารพในความเป็นอาวุโส 

·       สตรีมักจะมีสถานะต่ำต้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับสตรีของชนเผ่าผู้ไท สตรีผู้ไทและกะเลิงจะมีบทบาทสูงในการทำกิจกรรมรวมกลุ่มในชุมชนเทียบเท่าชาย แต่สตรีไทโซ่มีน้อยมาก และในส่วนที่มีน้อยนั้นเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมก็จะไม่มีปากมีเสียง แต่สตรีผู้ไทยมีบทบาทมากกว่ามากหลายเท่าตัว

·       วัฒนธรรม ประเพณีเดิมๆยังถือปฏิบัติกันอยู่ เช่น ไหว้เจ้าที่ หรือเลี้ยงปู่ตา  การเหยา  การทำพิธีครอบ  การผูกข้อต่อแขนเมื่อเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน พิธี 3 ค่ำเดือน 3 พิธีตรุษโซ่   การกินยาสมุนไพรที่ได้จากไม้ป่ามีมากในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยกลางคนขึ้นไป

·       เมื่อสังคมเปิดมากขึ้น คนหนุ่มสาวก็เริ่มเรียนหนังสือมากขึ้นและออกจากหมู่บ้านใกล้ชิดสังคมเมือง รับเอาค่านิยมเมืองเข้ามาในหมู่บ้านมากขึ้น และในที่สุดก็หาทางไปทำงานในกรุงเทพฯ  เป็นค่านิยมว่าต้องไปทำงานกรุงเทพฯอย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง ปัจจุบันนับว่าเป็นรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมการดำรงชีวิตแบบเก่าของรุ่นพ่อแม่ที่ออกมาจากป่ากับอิทธิพลสมัยใหม่ของรุ่นลูกหลาน ที่นับวันจะเติบโตเข้ามาแทนที่มากขึ้น

·       อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ มากกว่า 90 % ของคนไทโซ่ที่มีอายุ 45 ขึ้นไป  เวลามีการประชุม ฝึกอบรม สัมมนา ซึ่งระเบียบราชการต้องการชื่อเกษตรกรพร้อมลายเซ็นเมื่อมีการประชุมเจ้าหน้าที่ต้องเตรียมหมึกไปด้วย เพื่อให้เกษตรกรพิมพ์หัวแม่มือเต็มกระดาษไปหมด  เมื่อภาษาคือสื่อของการรับความรู้เป็นเช่นนี้ โอกาสเพียง 2 อย่างคือ ฟัง กับ ดู  ข้อจำกัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาเพราะเอกสารที่เราแจกไป มันไม่มีประโยชน์ อาจจะมีบ้างคือการนำไปมวนยาสูบ...  เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงสมัยทำงานที่สะเมิง มีหลายหมู่บ้านที่เป็นชาวไทยภูเขาแต่อยู่นอกพื้นที่โครงการ  แต่เขาขออนุญาตเข้ารับการฝึกอบรมด้วย ดูซิว่าคนเราต่างกันอย่างไร คือ ชาวไทยภูเขาท่านนี้ไม่สามารถอ่านและเขียนได้  ได้แต่ฟังและดูเหมือนไทโซ่ แต่ที่แตกต่างมากคือ ชาวเขาคนนั้นเอาลูกที่เรียนจบ ป.4 ไปเข้าอบรมด้วย เขาให้เหตุผลว่า เราเป็นคนฟังความรู้ แต่ให้ลูกเป็นคนจดบันทึกความรู้ที่ได้ นี่...คนเรามันต่างกันอย่างนี้นะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#ลักษณะเฉพาะสังคมดงหลวง

หมายเลขบันทึก: 77541, เขียน: 10 Feb 2007 @ 02:21, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 17:20, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

วีระศักดิ์
IP: xxx.230.65.52
เขียนเมื่อ 10 Feb 2007 @ 04:01

ฟังแล้วอยากไปเห็นด้วยตนเองจริงๆ เลยครับ ชอบมาก

บางทราย
เขียนเมื่อ 10 Feb 2007 @ 09:48
เชิญนะครับ พวกเรา ประมาณ 6 คนยังอยู่ที่นั่นอีก เกือบ 1 ปี ครับ
กาเหว่าค่ะ
IP: xxx.12.97.116
เขียนเมื่อ 10 Feb 2007 @ 20:06

ไม่ได้อยู่ขอนแก่นเป็นอาทิตย์ (พอดีมีแขกต่างชาติมาดูพื้นที่จังหวัดเลย จะทำเหมืองทองแดง ก็เลยต้องไปตะลอนทัวร์กะเค้า)

กลับมาก็ได้อ่าน ได้ฟังอะไรดี

อยากจะขอแลกเปลี่ยนในมุมมอง ด้านการเรียนรู้ (พอดี สนใจรูปแบบการเรียนรู้ของเกษตรกร) ที่ว่า

ภาษาคือสื่อของการรับความรู้เป็นเช่นนี้ โอกาสเพียง 2 อย่างคือ ฟัง กับ ดู  ข้อจำกัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาเพราะเอกสารที่เราแจกไป มันไม่มีประโยชน์ อาจจะมีบ้างคือการนำไปมวนยาสูบ...

แต่ที่แตกต่างมากคือ ชาวเขาคนนั้นเอาลูกที่เรียนจบ ป.4 ไปเข้าอบรมด้วย เขาให้เหตุผลว่า เราเป็นคนฟังความรู้ แต่ให้ลูกเป็นคนจดบันทึกความรู้ที่ได้ นี่...คนเรามันต่างกันอย่างนี้นะ

ประเด็นแรกมองว่า  ในฐานะนักการศึกษา ควรจะหาวิธีการที่ดี เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแนวทาง ที่มากกว่าเอกสาร แผ่นพับที่เราเข้าไปแจก หรือ รูปแบบการฦกอบรม น่าจะมีการ set environment (ในที่นี้หมายถึงหลายๆ อย่างนะคะ ที่ไม่ใช่เฉพาะบรรรยากาศการเรียนรู้) พอดีช่วงนี้กำลังสนใจ และอยากศึกษาวิธีการที่จะจัดการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรที่จะสร้างให้เกษตรไฝ่รู้ และสร้างคว่ทมรู้ไดเช้เอง โดยที่บางสิ่งบางอย่างไม่ต้องรอจากนักพัฒนา  หรือ วิ่งเข้าหาความรู้ (ไม่รู้คิดไกลเกินไปหรือเปล่า แต่ตอนนี้กำลังคิดตลอดเวลา)

ประเด็นที่ 2 กำลังคิดว่า คนอีสานจะเรียนรู้อย่างคนสะมิง ที่เอาลูกไปอบรมด้วย จะมีสักกี่คนที่คิดแบบนี้ เพระมองว่า ประโยชน์ที่ดี มันได้ทั้งสองฝ่าย ได้ทั้งเด็กที่จะเป็นอนาคตเกษตรกรไทยหัวก้าวหน้าต่อไป และผู้ปกครอง

ตอนนี้ก็ยังฝันว่าสักวัน จะค้นพบวิธีการจัดการเรียนร้ที่ดี ที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับสังคมเกษตรกร และหวังให้เกษตรกรอีสาน เก่งๆ คิดเก่ง ทำงานเก่ง และพึ่งตนเองได้ทั้งความรู้ และเศรษฐกิจ สุดท้ายคือมีความสุขโดยที่ไม่ต้องรวยมาก (รู้สึกจะฝันมากไปเนาะ หยุดแสดงความคิดเห็นดีกว่า ...เพราะบางทีตัวเราเองจะยังก้าวข้ามไม่พ้นเลย เฮ้อ........)

บางทราย
เขียนเมื่อ 10 Feb 2007 @ 22:29

ถึงกาเหว่า.. เห็นรูปสวยๆแล้ว น่าสนใจ อยากไปเที่ยวบ้าง..สักวัน

สำหรับเรื่อง "วิธีการจัดการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร...." เรื่องนี้เป็นหนังยาวครับ พี่เสนอแนวคิดเบื้องต้นดังนี้

1. หากเราได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่อง Training of the Trainer(TOT) เราจะทราบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดแนวทางหนึ่งคือ การทำ Training need assessment (TNA) ก่อนที่จะจัดกระบวนการเรียนรู้ต่อไป เมื่อได้ TNA แล้วก็เอาตัวนี้ไปออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้นกระบวนการจัดการเรียนรู้จึงขึ้นกับสองส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนของผู้เรียน(ชาวบ้าน) กับส่วนของผู้จัดการเรียนรู้(นักพัฒนา) ส่วนของชาวบ้านเราก็ทำ TNA ดังกล่าว ส่วนนี้ก็ขึ้นกับว่ากระบวนการทำ TNA นั้นทำอย่างไร แบบไหน สิ่งที่ได้มาใช่ need จริงๆหรือไม่  สมมุติว่าใช่ ต่อมาเรา(นักพัฒนา)จะจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร  เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน มีประสบการณ์เรื่องนี้แค่ไหน เข้าใจชาวบ้านแค่ไหน เทคนิคเดียวกัน หากจะจัดกระบวนการเรียนรู้ชาวบ้านที่ขอนแก่น หรือมหาสารคาม กับจัดกระบวนการเดียวกันกับชาวบ้านที่ดงหลวง ต่างกันเยอะครับ อาจไม่สามารถใช้เทคนิควิธีการเดียวกันได้ นี่แหละในวงการพัฒนาชุมชนจึงมีการพูดถึงแนวทางการพัฒนาแบบ "วัฒนธรรมชุมชน" หากสนใจเรื่องวัฒนธรรมชุมชน แนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ที่ กป.อพช.พิมพ์ออกมาใหม่ หรือไปเสวนากับพี่บำรุงบุญปัญญาที่ กป.อพช.อีสานได้ครับ

2. จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านได้ดีที่สุดนั้นมีหลักกว้างๆดังนี้  - เรื่องนั้นต้องเป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านอย่างชัดเจน เช่นเรื่องปากท้อง ชาวบ้านจะให้ความสนใจมากกว่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 - แม้ว่าจะทำเรื่องดังกล่าวโดยตรง หากชาวบ้านผู้นั้นยังไม่มีความสนใจในระดับสำนึก หรือสนใจอย่างแท้จริงแล้ว กระบวนการเรียนรู้ก็เป็นเพียงกระบวนการเพิ่มเติมความรู้ให้แก่เกษตรกรเท่านั้น  การนำเอาความรู้ไปปฏิบัตินั้นยังต้องการสำนึก ซึ่งในงานพัฒนาเราจึงพูดกันถึงเรื่องกระบวนการ "ปลุก" จิตสำนึก และ "ปลูก" จิตสำนึก  ซึ่งงานการจัดการเรียนรู้ส่วนมากๆในปัจจุบันนี้เป็นเพียงการเพิ่มเติมความรู้ให้แก่ชาวบ้านเท่านั้น  แต่ยังไม่ถึงระดับที่ว่า ชาวบ้าน 20 คนที่ผ่านการเรียนรู้หลักสูตรนี้แล้ว เกิดเอาไปปฏิบัติกันมากถึง 10-15 คนหากเป็นเช่นนี้ หลักสูตรนั้นประสบผลสำเร็จมหาสาร

- แต่กระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้านกับการนำความรู้ไปปฏิบัติจริงนั้น มันไม่มีหลักสูตรใดหรอกที่ประสบผลสำเร็จขั้นนั้น และชาวบ้านแต่ละคนแม้ว่าจะเป็นไทอีสานทั่วไป หรือไทโซ่ หรือไทอะไรกเล้วแต่ระดับของการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงวก็ต่างกัน บางคนฟังวิทยากรคนนี้แล้วซาบซึ้งถึงขั้นน้ำตาไหล แต่ในขณะเดียวกันที่มีอีกคนนั่งยิ้ม หรือเฉยๆ  นี่แหละที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนเรามันเป็นบัว 4 เหล่า...

- เราจึงเพียงสร้างผู้นำตัวอย่างขึ้นมาให้ชุมชนเห็นประจักษ์  แล้วใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเข้ามาเสริม

- การเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านนั้นมี "ระยะการปรับตัว" มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งมีทัศนคติ "คอยดูก่อน" หากเพื่อนสำเร็จแล้วค่อยๆตามอย่างเงียบๆ หากเขาล้มเหลวก็อาจจะคุยทับเลยก็มี..

- ชาวบ้านไม่ใช่บริสุทธ์ผุดผ่อง ชาวบ้าน 20 คนที่เราจะเอามาจัดกระบวนการเรียนรู้นั้น แต่ละคนมีประวัติศาสตร์ มีพัฒนาการ มีมุมมอง มีเงื่อนไข มีความศรัทธา สนใจที่แตกต่างกัน  หลักสูตรของเรา หรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ของเราไม่ได้เอาข้อเท็จจริงส่วนนี้มาประกอบการพิจารณา เลย แต่ตั้งสมมุติฐานที่ว่าทุกคนเท่ากันหมด แล้วสร้างกระบวนการเดียวให้กับทุกคน

- จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ดูคนโบราณสอนคนซิ เขาดูที่นอสัยใจคอแต่ละคน แล้วจึงใช้วิธีการสอนที่ไม่เหมือนกัน

เห็นไหมล่ะ พี่ว่าเป็นหนังเรื่องยาว เอาแค่นี้ก่อนนะ แล้วค่อยเพิ่มเติมกันใหม่ครับ