ลักษณะเฉพาะของดงหลวง:

·       ตอนเดินทางเข้าพื้นที่ดงหลวงใหม่ๆเมื่อปี 2544 นั้นผู้เขียนนึกว่ากลับไปถิ่น อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่  เพราะมีลักษณะคล้ายๆกัน คือ หมู่บ้านตั้งอยู่ระหว่างภูเขา และมีสายน้ำหลักไหลผ่าน แต่ลำห้วยที่ดงหลวงกับที่สะเมิงต่างกัน ที่สะเมิงลำห้วยจะไม่ลึกมาก ชาวบ้านจะทำฝายกั้นน้ำเอาเข้าแปลงนาเมื่อย่างเข้าฤดูแล้งหลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ เพื่อเอาน้ำที่ไหลรินจากภูเขามาใช้เพาะปลูกพืชหลังนา เช่น กระเทียม ถั่วเหลือง ยาสูบ เป็นต้น แต่ที่ดงหลวงลำห้วยลึกมาก ไม่สามารถกักน้ำเอามาใช้ในฤดูแล้งได้  ลำห้วยสาขาน้ำก็จะแห้งหายไป นี้เองพื้นที่ดงหลวงไม่มีศักยภาพทำการเพาะปลูกพืชหลังนาได้เหมือนภาคเหนือ  แต่ก็มีเกษตรกรบางคนที่อาศัยพื้นที่ริมห้วยบางทรายบางตอนที่พอมีที่ลาดเอียง ไม่ชันมากนักเพาะปลูกพืชได้บ้าง  แต่น้อยมาก  นี่ทำให้ชาวดงหลวงต้องมีชีวิตอยู่รอดด้วยการเข้าป่า  เสมือนป่าคือชีวิต  ไม่มีอะไรทำก็เข้าป่า  ไม่มีอะไรกินก็เข้าป่า  อยากได้เงินทองใช้ก็เข้าป่าหาของป่ามาขาย  โดยเฉาะคนหนุ่ม และคนที่มีครอบครัว  ผู้หญิงก็เข้าเก็บของป่าตามฤดูกาลเช่น ฤดูเห็ด  ฤดูผักหวานป่า ฤดูหน่อไม้ป่า ฤดูหอยแก๊ด ฤดูปูคาย ฤดูเก็บ ขี้ซี หรือยางไม้ป่าที่รวบรวมเอามาขายให้พ่อค้าเร่ที่ตระเวนมารับซื้อ 

·       ชนเผ่าไทโซ่ เป็นที่รู้จักกันว่า ขี้เกียจ (อ้างจาก..คนนอกที่กล่าวถึงไทโซ่..)  เพราะเอาแต่อาศัยป่า ไม่เก็บสะสม ไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากโลกภายนอก เชื่อผีมากกว่าเชื่อพระ  เมื่อก้าวออกสู่สังคมภายนอกจะเก็บเนื้อเก็บตัว เพราะมองตัวเองว่าต่ำต้อยกว่า  แต่เมื่อเข้ากลุ่มพวกเดียวกันแล้ว ไม่มีใครเกรงกลัวใคร  วัฒนธรรมประเพณีจะเกี่ยวข้องกับผีเจ้าที่มาก  แต่ก็เคารพในความเป็นอาวุโส 

·       สตรีมักจะมีสถานะต่ำต้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับสตรีของชนเผ่าผู้ไท สตรีผู้ไทและกะเลิงจะมีบทบาทสูงในการทำกิจกรรมรวมกลุ่มในชุมชนเทียบเท่าชาย แต่สตรีไทโซ่มีน้อยมาก และในส่วนที่มีน้อยนั้นเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมก็จะไม่มีปากมีเสียง แต่สตรีผู้ไทยมีบทบาทมากกว่ามากหลายเท่าตัว

·       วัฒนธรรม ประเพณีเดิมๆยังถือปฏิบัติกันอยู่ เช่น ไหว้เจ้าที่ หรือเลี้ยงปู่ตา  การเหยา  การทำพิธีครอบ  การผูกข้อต่อแขนเมื่อเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน พิธี 3 ค่ำเดือน 3 พิธีตรุษโซ่   การกินยาสมุนไพรที่ได้จากไม้ป่ามีมากในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยกลางคนขึ้นไป

·       เมื่อสังคมเปิดมากขึ้น คนหนุ่มสาวก็เริ่มเรียนหนังสือมากขึ้นและออกจากหมู่บ้านใกล้ชิดสังคมเมือง รับเอาค่านิยมเมืองเข้ามาในหมู่บ้านมากขึ้น และในที่สุดก็หาทางไปทำงานในกรุงเทพฯ  เป็นค่านิยมว่าต้องไปทำงานกรุงเทพฯอย่างน้อยก็สักระยะหนึ่ง ปัจจุบันนับว่าเป็นรอยต่อระหว่างวัฒนธรรมการดำรงชีวิตแบบเก่าของรุ่นพ่อแม่ที่ออกมาจากป่ากับอิทธิพลสมัยใหม่ของรุ่นลูกหลาน ที่นับวันจะเติบโตเข้ามาแทนที่มากขึ้น

·       อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ มากกว่า 90 % ของคนไทโซ่ที่มีอายุ 45 ขึ้นไป  เวลามีการประชุม ฝึกอบรม สัมมนา ซึ่งระเบียบราชการต้องการชื่อเกษตรกรพร้อมลายเซ็นเมื่อมีการประชุมเจ้าหน้าที่ต้องเตรียมหมึกไปด้วย เพื่อให้เกษตรกรพิมพ์หัวแม่มือเต็มกระดาษไปหมด  เมื่อภาษาคือสื่อของการรับความรู้เป็นเช่นนี้ โอกาสเพียง 2 อย่างคือ ฟัง กับ ดู  ข้อจำกัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานพัฒนาเพราะเอกสารที่เราแจกไป มันไม่มีประโยชน์ อาจจะมีบ้างคือการนำไปมวนยาสูบ...  เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงสมัยทำงานที่สะเมิง มีหลายหมู่บ้านที่เป็นชาวไทยภูเขาแต่อยู่นอกพื้นที่โครงการ  แต่เขาขออนุญาตเข้ารับการฝึกอบรมด้วย ดูซิว่าคนเราต่างกันอย่างไร คือ ชาวไทยภูเขาท่านนี้ไม่สามารถอ่านและเขียนได้  ได้แต่ฟังและดูเหมือนไทโซ่ แต่ที่แตกต่างมากคือ ชาวเขาคนนั้นเอาลูกที่เรียนจบ ป.4 ไปเข้าอบรมด้วย เขาให้เหตุผลว่า เราเป็นคนฟังความรู้ แต่ให้ลูกเป็นคนจดบันทึกความรู้ที่ได้ นี่...คนเรามันต่างกันอย่างนี้นะ