ทุกวันนี้ เรากำลังใช้วิธีการแบบ "สังคมครอบคน"

เมื่อวันก่อนผมได้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ฉัน-บ้า-กาม” เขียนโดย คำ ผกา ซึ่งยืมมาจากเพื่อนรุ่นน้องชื่อกิ๊ก ซึ่งขณะนี้มาเรียนต่อปริญญาโทที่ Columbia ผมได้มีโอกาสรู้จักเข้าโดยบังเอิญ และได้มีโอกาสไปเยี่ยมเขาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กิ๊กเขาเลยแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าว ผมเห็นว่าวันหยุดสุดสัปดาห์กำลังว่าง และก็กำลังเซ็งกับคะแนนสอบกลางภาคบางวิชา ก็เลยเปิดอ่านดูในช่วงเช้าวันเสาร์ กะว่าจะลองอ่านดูสักบทสองบท หากไม่สนุกหรือไร้สาระก็จะหยุดอ่าน แต่ในที่สุดก็อ่านรวดเดียวจนจบในเวลาเกือบสองชั่วโมง (เป็นหนังสือไม่กี่เล่มในชีวิตผมที่อ่านรวดเดียวจบโดยไม่ลุกไปไหนเลย) พออ่านจบก็เห็นว่ามีแง่มุมบางด้านที่น่าจะลองหยิบยกมาตีแผ่เพื่อเป็นอาหารสมองสักสองสามประเด็น (ใครจะเห็นเป็นขยะก็ได้ แต่ผมมองว่าเป็นอาหารก็แล้วกัน)

เรื่องแรก ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อาจต้องการบอกผู้อ่านว่าเรื่องชีวิตครอบครัว เรื่องสามีภรรยา เรื่องหนุ่มๆ สาวๆ และรวมถึงเรื่องพฤติกรรมทางเพศในสังคมไทยนั้น อยู่ภายใต้กรอบความคิดทางสังคมบางอย่างที่เห็นว่าสิ่งที่ถูกที่ควรหรือสิ่งที่เหมาะสมจะต้องเป็นอย่างไร (ทางวิชาการอาจเรียกว่าเป็น “บรรทัดฐานทางสังคม (Social norms)”) ค่านิยมที่ว่านี้ทำให้การใช้ชีวิตของคนเรานั้นอยู่ในกรอบหรืออยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็นบางอย่าง เช่น คนเราเรียนจบ ทำงาน ก็ต้องแต่งงาน มีสามี-ภรรยา และมีลูกๆ ตามสูตรสำเร็จของสังคม หากใครไม่แต่งงาน ก็จะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม่

บรรทัดฐานเช่นนี้อาจทำให้คนเรามองข้ามความต้องการที่แท้จริงในชีวิต หรือคุณค่าของความเป็นคนในแต่ละคนไม่มากก็น้อย บ่อยครั้งที่เราไม่อาจเลือกทำในสิ่งที่ตัวเราต้องการอย่างแท้จริงได้ เพราะว่าสังคมมิได้คาดหวังให้เราเป็นเช่นนั้น หากแต่ควรเป็นไปในทางที่ “คนส่วนใหญ่” ของสังคมต้องการ (ไม่ว่าจะถูกกำหนดขึ้นจากคนในรุ่นก่อนหรือปัจจุบันก็ตาม) หลายคนมีชีวิตและใช้ชีวิตที่ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร หรือกำลังทำสิ่งที่ทำอยู่ไปเพื่ออะไร

เนื่องด้วยกรอบของสังคมที่กำลัง “ครอบ” กรอบของปัจเจกบุคคลนี้เอง คำ ผกา จึงอาจต้องการจะบอกผ่านงานเขียนเขาว่า สิ่งที่สังคมเรียกว่า “บ้ากาม” นั้นอาจเกิดขึ้นเพราะคนเรากำลังต้องการค้นหาตัวเอง ต้องการได้รับการยอมรับจาก “บุคคลอื่นที่ไปมีความสัมพันธ์ด้วย” ในด้านใดด้านหนึ่งที่คนๆ นั้นไม่ค่อยจะได้รับจากสังคมปกติของเขานั่นเอง (ถ้าผมตีความผิดก็คงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) และสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิงและชาย

หากวิเคราะห์ลึกลงไปในระดับปัจเจกบุคคลตามแนวคิด Public Choice หรือบางคนรู้จักในแนว Rational choice ก็อาจจะอธิบายถึงพฤติกรรมทางเพศเช่นนี้ได้ว่า คนเราจะทำอะไรก็ตาม จะตัดสินใจจาก “ประโยชน์” ที่จะได้รับเทียบกับ “ราคา” ที่จะต้องเสียไป หากการไปมีพฤติกรรมหาเศษหาเลยนอกบ้านทำให้คนๆ นั้นได้รับความเป็นคนหรือได้รับการยอมรับในด้านใดด้านหนึ่งมากขึ้น มากกว่าโอกาสเสี่ยงที่จะถูกจับได้ และมากกว่าผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากถูกจับได้ คนๆ นั้นก็จะมีพฤติกรรมเช่นว่านี้เอง

เมื่อเชื่อมสิ่งเหล่านี้เข้าไปกับพฤติกรรมของเยาวชนในสังคมไทยทุกวันนี้ เรากำลังใช้วิธีการแบบ “สังคมครอบคน” เรามักจะบอกกับเด็กรุ่นใหม่ๆ ถึงสิ่งที่ควรจะเป็นตามครรลองคลองธรรม บอกถึงสูตรสำเร็จของการมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับจากสังคม และมองว่ารูปแบบการใช้ชีวิตบางประเภทเป็นสิ่งที่ไม่มีเกียรติ (เช่น ศิลปิน นักกีฬา ฯลฯ) และมักจะใช้มาตรการ “ไม้แข็ง” ในการควบคุมพฤติกรรมของคนเหล่านี้ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางของ “คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน”

หากเราลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เปิดใจให้กว้างและยอมรับว่าคนเราแต่ละคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกชีวิตในแบบที่เขาอยากจะเป็น และยอมรับว่ารูปแบบชีวิตเช่นนั้นก็มีเส้นทางแห่งความสำเร็จของตนเองได้เช่นกัน ปัญหาครอบครัวอาจลดน้อยลง และอาจช่วยคลี่คลายปัญหาอื่นๆ ในสังคมบ้างก็เป็นได้ พอเขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงโฆษณาชิ้นใหม่ของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งของไทยที่ฉายภาพว่า พ่อไม่ต้องการให้ลูกชายตัวเองเป็นนักร้อง ลูกชายจึงหนีออกจากบ้าน และสามารถสร้างชื่อเสียงจนจัดคอนเสริต์ของตัวเองได้ จึงส่งบัตรคอนเสริต์ให้พ่อไปชมการแสดงของตนเอง แต่ระหว่างที่พ่อเดินทางเพื่อจะไปชมคอนเสริต์นั้นเอง กลับต้องมาพบอุบัติเหตุระหว่างทางจนต้องจบชีวิตลง … มันอาจจะไม่เกิดภาพแบบนี้ถ้าคนในสังคมเราได้เปิดกว้างมากกว่านี้…

เริ่มเขียนมาซ่ะยาว คงจะต้องจบเพียงแค่นี้ และไปทำกิจวัตรอื่นต่อ โดยเฉพาะการบ้านที่จะต้องทำให้เสร็จก่อนเข้าชั้นเรียนสัปดาห์หน้า ส่วนเรื่องที่ว่าผมจะบ้ากามหรือไม่นั้น คงเขียนไม่ได้ในที่นี้ เพราะท้ายที่สุด ผมเองก็ยังคงถูกกรอบของสังคมครอบไว้อยู่ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควรอยู่นั่นเอง…