ค่ะ...ก็เพียงแค่มุมมองหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะในความเป็นจริงถ้าไม่โกหกตัวเอง ก็ต้องยอมรับว่าลึก ๆ ในใจยังถูกกรอบของสังคมครอบไว้เช่นกัน คือยังต้องการการยอมรับของสังคมอยู่ และโดยภาพรวมแล้ว ไม่เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนไปจากระบบนี้ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา แต่ตัดสินแล้วว่าเป็นสิ่งที่ 'ควร'

ถ้าพูดในฐานะของคนที่เดินมาถึงจุดหมาย แน่นอนว่าจะเห็นความแตกต่างว่าอะไรที่ 'ควร' และ 'ไม่ควร' แต่ในวัย 'หัวเลี้ยวหัวต่อ' ด้วยธรรมชาติของวัย อารมณ์ประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อม ภาพที่พวกเขาเห็นจะเลือนลาง ไม่ชัดเจน และไม่ปักใจเชื่อในที่สุด จึงต้องลองผิดลองถูก เพราะทุกวันนี้ ไม่ได้มีแค่คนที่เดินตามกรอบเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ จะมีเยาชนสักกี่เปอร์เซนต์ ที่ 'เท่าทัน' ความสับสนเหล่านี้

ในขณะที่ตาชั่ง 'ฝั่งควร' รักษาระดับโดยคนที่เดินตามกรอบและประสบความสำเร็จ 'ฝั่งไม่ควร' ก็ไม่ได้น้อยหน้า นำทีมโดยคนที่ล้มเหลว คนที่เป็นปัญหาของสังคม คนที่ไม่ได้เดินตามกรอบแต่ประสบความสำเร็จ ห้อยท้ายต่อด้วยคนดีที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะแข่งขัน เพียงเพื่อให้มีโอกาสได้โบกมือให้สังคมหันมามอง และพิจารณาว่าควรยอมรับหรือไม่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้ อาจเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือคนใกล้ตัวของพวกเขาเอง

ไม่สามารถพูดว่า เป็นความผิดของพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง เพราะโดยเจตนาแล้ว บุคคลเหล่านี้ย่อมมีความรักความห่วงใยเป็นทุน จะโทษสถาบันการศึกษาก็ไม่ถนัด เพราะหลักสูตรและแนวทางเป็นตัวบังคับให้เดินไปตามกรอบอยู่แล้ว หรือเหมาว่าทุกสิ่งที่เลวร้ายลงทุกวันนี้ เป็นเพราะวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่เข้ามา ก็ยิ่งไม่สนิทปากที่จะกล่าวเช่นนั้นได้ ในเมือเราเองก็ต้องการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน

ด้วยความเสียใจในส่วนลึก คำว่า 'ควร' และ 'ไม่ควร' สังคมเป็นผู้กำหนดและตัดสิน ลึกลงไปในคำว่า "ควร" ยังอุตส่าห์วัดกันอีกหลายระดับมาตรฐาน และแนวโน้มว่ามาตราฐานเดิม ๆ ในชั้นต้น ๆ กำลังจะ 'ตกเทรนด์' กว่า 'วัยกระเตาะ' จะวิ่งทัน รุ่นพี่ รุ่นใหญ่ และรุ่นพิเศษทั้งหลายมาถึงจุดนัดพบ มาตราฐานก็อาจเปลี่ยนไปอีกแล้ว

 ลำพัง 'เตาะแตะ' ให้ทันก็เต็มสตรีมอยู่แล้ว ไหนยังต้องแบกความสับสนของ "ตาชั่งแบ่งข้างความเป็นคน" ระหว่างทางก็ต้องคอยรักษา 'ระยะห่าง' ของสิ่งยั่วยุในสังคม แล้วจุดหมายก็ยิ่งไกลออกไปทุกที สุดท้ายต้องค่อย ๆ ปล่อยไป...ปล่อยไปจนหมด รางวัลของคนช่างฝัน คือ "เหรียญไม่รักดี" น่าภูมิใจสุด ๆ หรือไม่ ต้องให้สังคมมาตรฐานเป็นผู้ตัดสินอีกอย่างเคย

ในโลกนี้มีอยู่ 2 อย่างคือ มีเหตุผลและไม่มีเหตุผล เช่นว่าคนทำดีแล้วได้ดี อันนี้เป็นเหตุและผลที่เห็นได้ชัดเจน ส่วนคนที่ทำเลวแต่ได้ดี 'เขาเล่าว่า' เป็นบุญเก่า แต่ยังไม่มีใคร นำบุญเก่ามาออกเกมโชว์ใด ๆ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีจริงหรือไม่ เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ต้องถือเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล

เมื่อ 'เด็กคนหนึ่ง' ไม่สามารถเดินตามกรอบได้ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของสถาบันครอบครัว, สถาบันการศึกษา, วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และไม่ใช่ความผิดของ 'เด็กคนหนึ่ง' เขาแค่หมดแรงวิ่งตามกระแส จึงต้องปัดสวะไปที่ 'กรรมเก่า' เพราะหาเหตุผลไม่ได้เช่นกัน

ค่ะ ตามความรู้สึกของตัวเอง "สังคมทะเลาะกัน" หลายครั้งเราต้องยักไหล่ให้กับเรื่อง 'ควร' และ 'ไม่ควร' แล้วเลือกว่าอะไรที่อยากทำ เพราะอย่างน้อยก็สมหวังตั้งแต่เริ่มแรก และความสุขใจที่เกิดจะเปิด 'ใจ' ให้มองเห็นในมุมที่ไกลขึ้น

คนประสบความสำเร็จ ดีใจยังไงคงไม่ต้องสอน แต่ถ้าไม่ล่ะ? จะอยู่ยังไง? รับมือไหวหรือเปล่า? 'จุดยืน' ของแต่ละคน คงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน คนที่ยืนเต็มสองเท้า มีความมั่นคง และเขาไม่ได้มีภาระหรือน้ำใจที่จะพยุงเรา เมื่อเราต้องยืนขาเดียว นานเข้าคงเมื่อยบ้าง แต่ถ้าทรงตัวดี ๆ ก็ไม่ต้องขอให้ใครพยุง ไม่มีประโยชน์ที่ต้องได้ และไม่มีราคาที่ต้องเสีย จึงไม่เห็นความจำเป็นมากพอที่จะให้ใครมากำหนด 'คุณค่า' ของตัวเรา

สุดท้าย ก็ยังคงยืนยันว่าเป็นมุมมองเพียงด้านเดียว ตามความคิดและสติปัญญาที่ไม่มีกรอบ ไม่ได้มีเจตนาหรือทัศนคติในเชิงลบใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่แสดงความคิดเห็นในฐานะของคนที่เลือกที่จะมีความสุขในแบบที่ตัวเองต้องการ และเชื่อว่าคุณค่าของคนอยู่ที่จิตใจ ไม่ว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ ค่าของเราจะไม่มีวันลดลง เพราะเราคือคนที่กำหนดค่าให้ตัวเราเอง