วินัย
การสอบสวนทางวินัย
ปัจจุบัน มีการสอบสวนทางวินัยอยู่ ๒ ประเภทคือ การสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง กับการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนทั้งสองประเภทก็ต้องอิงอาศัย กฎ
ก.พ.ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นแนวทาง
ถ้าหากไม่ดำเนินการตามที่กล่าวมาแล้ว อาจถูกยกเลิกเพิกถอน ถ้าเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีอาญา กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าท่โดยมิชอบ
ปัญหาต่อไปมีว่า การสืบสวนข้อเท็จจริงเมื่อครั้งก่อนที่ พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ จะมีผลบังคับ ไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามกฎ ก.พ.ฉบับที่ ๑๘(พ.ศ.๒๕๔๐) ต่อมาเมื่อหลัง พ.ร.บ.ครู ฯ ใช้บังคับ จะสามารถลงโทษได้หรือไม่ สามารถอ้าง มาตรา ๑๓๔ (๒) แห่ง พ.ร.บ.ครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ ได้หรือไม่
ผมเป็นพนักงานรัฐ ฯ ถูกกรรมการที่เรียกตัวเองว่า กรรมการวินัยเรียกมาให้ถ้อยคำใน ฐานะพยาน หลังจากให้การ มามากกว่า สามครั้ง กรรมการชุดดังกล่าวก็สรุปผลว่าผมผิดวินัย อย่างนู่นอย่างนี้ โดยที่ไม่เคยแจ้งข้อหาให้ทราบมาก่อน การสอบแบบนี้ถูกต้องหรือไม่อย่างไรครับ
การสอบสวนวินัยที่ถูกต้องตาม กฎ ก.พ.ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐาน จากนั้นต้องสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหานำสืบพยานแก้ข้อกล่าวหา(ถ้ามี) แล้วคณะกรมการจึงมีสิทธิสรุปสำนวน เสนอผู้สั่งแต่งตั้งต่อไป ถ้าไม่ได้กระทำการดังว่านี้ไซร้ หากมีคำสั่งลงโทษ ท่านสามารถอุทธรณ์ต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ก.ค.ศ (แล้วแต่กรณี)ได้ ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรม สามารถร้องต่อศาลปกครองได้ รับรองว่าท่านจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน