ผมไปบ้านกำนันกับแม่โดยพี่เขยเป็นผู้ขับรถพาพวกเราพร้อมกับสมาชิกอีกหนึ่งไปซื้อหมู เมื่อไปถึงก็ได้กลิ่นคาวเลือดหมูทันที กำนันเลี้ยงหมูไว้เป็นจำนวนมากและเชือดคอแล่เนื้อขายในตำบลเฉลี่ยวันละ ๒-๓ ตัว ผู้เชือดคือชายชาวพม่า

   วันนี้หมูที่ขายเป็นหมูตาย ราคาต่อกิโลจึงน้อยกว่าราคาหมูเชือดขาย เมียของกำนันก็บอกโดยมิได้ปิดบังว่าเป็นหมูตาย ผมเข้าไปดูเนื้อที่ถูกแล่ออกแล้ว ดูซี่โครงหมู ให้นึกถึงซี่โครงคน เมื่อตายและถูกแล่ออกก็คงไม่แตกต่างจากภาพที่ผมมองเห็นอยู่ตรงหน้า ผมเก็บภาพไว้ในกล้องดิจิตอล เผื่อไว้พิจารณาตัวเองที่ว่า ชีวิตเราก็ไม่ต่างจากชีวิตหมู ผมหันไปถามเมียกำนันว่า "ทำไมหมูถึงตาย เมียกำนันบอกว่า "ก็มันตาย ไม่รู้จะทำอย่างไร" ผมคิดในใจว่ามันไม่ใช่คำตอบที่ผมต้องการ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เกรงว่าจะมีการเข้าใจว่าผมเข้าไปคาดคั้น แต่ผมรู้สึกชอบการพูดของเมียกำนันอยู่ที่แกพูดตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม หมูตายก็บอกตรงๆว่าหมูตาย เมียกำนันบอกให้ผมทราบว่า การเลี้ยงหมูนี้ต้องเสียค่าใช้จ่าย วันละไม่ต่ำจากหนึ่งหมื่นบาท สำหรับอาหารหมู

   เมียกำนันมีลูกมือดีคนหนึ่งที่ช่วยทำมาค้าขายให้แก เป็นหญิงสาวพม่า พูดจาฉะฉาน อ่อนหวานเข้าใจพูด ผมเดินสำรวจที่ต่างๆ ดูชิ้นเนื้อ ซี่โครง เนื้อที่ถูกชั่งกิโลแล้ว และหันไปเห็นหัวหมูที่ถูกเชือดคอแล้ว เหลือแต่หัว ไปดูใกล้ๆเห็นหลอดลมใหญ่ทีเดียว ผมเก็บภาพไว้พิจารณาอีก หัวหมูที่ถูกตัดออกจากตัว จะแตกต่างอะไรกับ "หัวคน" หมูมีชีวิต คนมีชีวิต ตัดหัวหมูออก หมูจึงไม่มีชีวิต ตัดหัวคนออก คนจึงไม่มีชีวิต แล้วให้นึกย้อนไปว่า นี่ละมั้ง มันถึงตัดคอคนกันอย่างง่ายดาย เพราะมันไม่แตกต่างอะไรจากการเชือดคอหมูออกจากตัว ทำจนเคยชิ้น จึงไม่ต้องหวาดกลัวอะไร เพราะหมูกับคนก็เหมือนกัน

   เราซื้อเนื้อหมูจำนวนหนึ่ง (เหมาหมด ยกเว้นซี่โครง) จ่ายเงินไป ๘๐๐ บาท ถือว่าถูกมากเมื่อเห็นจำนวนหมู ผมเป็นคนหิ้วถุงบรรจุเนื้อหมู ๒ ถุงด้วยมือตัวเอง ตามคำร้องขอของแม่ ดูแล้วมันหนักพอสมควรจริงๆ ไม่นานอีกคนหนึ่งก็ซื้อหัวหมูที่ผมไปสังเกตนั้นมาด้วย โดยให้เขาผ่าหัวหมูให้ก่อนแล้วใส่ถุงใส่กระบะรถ

   ทุกครั้งที่หมูและไก่จะเข้าปาก มันทำให้ผมคิดทุกทีว่า นี่คือศพหมู ศพไก่ "เรากำลังกินศพ"