การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) การจัดการความรู้ คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม 1. มุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Personal Mastery)สมาชิกขององค์การจะต้องมีเป้าหมายชีวิต ทั้งในชีวิตส่วนตน การทำงานและทางด้านครอบครัว จะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายนั้น ด้วยการปฏิบัติ รู้จักใช้เหตุและผล หมั่นฝึกฝนตนเองอยู่เป็นนิจ เพื่อให้เก่งในทุกด้าน จำเป็นต้องเรียนรู้ให้ทันสมัย และต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ด้วยแรงใฝ่ดี พัฒนาทักษะและทำงานอย่างชำนิชำนาญจนสามารถใช้จิตใต้สำนึก (Subconscious) ในการทำงานในการมุ่งสู่ความเป็นเลิศนี้ มีแนววิธีปฏิบัติซึ่งประกอบด้วย1.1 สร้างวิสัยทัศน์ส่วนตน (Personal Vision) คือความคาดหวังของแต่ละคนที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นจริงแก่ชีวิตของตนในอนาคต 1.2 มีแรงมุ่งมั่นใฝ่ดี (Creative Tension) ที่จะช่วยเสริมให้มีความเพียรพยายามและมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลาเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Personal Mastery) มีการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าแก่ตนเองอยู่เสมอ 1.3 ใช้ข้อมูลเพื่อคิดวิเคราะห์ และตัดสินใจ (Commitment to the Truth) โดยการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อคิดวิเคราะห์ โดยอาศัยข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้ และภูมิปัญญาเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการตัดสินใจ และตัดสินใจใช้เหตุผลทุกครั้งอย่างเป็นระบบ 1.4 ฝึกใช้จิตใต้สำนึกในการทำงาน (Using Subconsciousness) โดยมีการฝึกทักษะในงานแต่ละประเภทอย่างจริงจังจนมีความชำนาญขั้นสูงสุดสามารถทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยอัตโนมัติและมีผลงานออกมาดีเยี่ยมโดยไม่ต้องใช้สมาธิใช้เพียงจิตใต้สำนึกเป็นตัวสั่งงานเท่านั้น 2. รูปแบบวิธีคิด และมุมมองที่เปิดกว้าง (Mental Models) ทำให้สมาชิกขององค์การทุกคนมีความรู้ และความเข้าใจไปในทางเดียวกัน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เข้าใจและยอมรับวิถีการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นประโยชน์ต่อปัจเจกบุคคลและองค์การ เลิกยึดติดกับรูปแบบและวิธีการที่ตนคุ้นเคย เพราะรูปแบบวิธีคิดแบบเดิมๆ อาจเป็นตัวสกัดกั้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และมองไม่เห็นโอกาสใหม่ๆ คนในองค์การพึงยอมรับว่า “ ความสำเร็จในอดีต มิใช่สิ่งที่จะบ่งบอกถึงความสำเร็จในอนาคตอีกต่อไป ถ้าเราจะไม่ทำอะไรให้มันดีขึ้นกับองค์การของเรา” ทุกองค์การจะต้องยอมรับเข้าใจในพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจใหม่ (Knowledge-Based Economy) ที่ต้องพึ่งพาข้อมูลข่าวสาร-ภูมิรู้-ภูมิปัญญา เพื่อการคิดและการตัดสินใจ การสร้างรูปแบบวิธีคิด และมุมมองที่เปิดกว้างจะเป็นผลดีแก่ปัจเจกบุคคลและองค์การ ทำให้เกิดการยอมรับในพัฒนาการใหม่ๆ ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อันเกิดจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสมาชิกทุกคนในองค์การ มิฉะนั้นจะเป็นการสร้างข้อจำกัดให้แก่ตนเอง มองโอกาสไม่ออก คิดสร้างสรรค์ไม่เป็น ปรับเปลี่ยนตัวเองไม่ได้ และหากไม่คิดจะปรับตัวสู้กับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงเห็นทีจะตามโลกและตามผู้อื่นไม่ทัน3. การสร้างและสานวิสัยทัศน์ (Share Vision) กำหนดวิสัยทัศน์องค์การให้ชัดเจน และให้สมาชิกขององค์การทุกคนได้รู้และเข้าใจถึงความมุ่งหวังในอนาคตขององค์การนี้ และมุ่งมั่นสู่วิสัยทัศน์องค์การ (Corporate Vision) ที่ทุกคนในองค์การจะต้องร่วมกันทำให้สิ่งที่คาดหวังไว้นั้นเป็นจริงขึ้นมาให้จงได้ โดยผู้บริหารเปิดโอกาสให้สมาชิกขององค์การมีส่วนร่วมในการสร้าง “วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision)” ขององค์การ และเมื่อได้กำหนดวิสัยทัศน์องค์การเรียบร้อยแล้ว การที่จะให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมขั้นตอนที่สำคัญคือการสร้างและสานวิสัยทัศน์ (Share Vision) ให้ทุกคนมีส่วนร่วมรับรู้และสำนึกในวิสัยทัศน์องค์การ ไม่ใช่ต่างสร้างฝันไปตามทางของตนหรือสร้างดาวคนละดวงอีกต่อไป 4. การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning) เน้นการทำงานเป็นทีม โดยทุกคนในทีมงานจะต้องมีวิจารณญาณร่วมกันอยู่ตลอดเวลาว่า เรากำลังทำงานอะไร และจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร จึงจะมีส่วนช่วยเพิ่มคุณค่าแก่ลูกค้าหรือผู้รับบริการ และสร้างพัฒนาการแก่องค์การได้ จิตสำนึกนี้จะก่อให้เกิดความต้องการของกลุ่มคนในองค์การที่จะเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูล สามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขยันคิด ขยันเรียนรู้ และขยันทำอย่างต่อเนื่อง 5.ความคิดความเข้าใจเชิงระบบ (Systems Thinking) ปัจเจกบุคคลหรือทีมงานต้องมีความเข้าใจให้ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นการมองภาพรวมมากกว่ามองภาพเดี่ยวๆ ซึ่งนอกจากจะมองเห็นภาพรวมแล้ว ยังต้องมองเห็นรายละเอียดของส่วนประกอบย่อยๆ ภายในภาพนั้นออกด้วย ทำให้เราขจัดปัญหาจากความสลับซับซ้อน (Complexity) ของงาน ความซับซ้อนของการคิด ความซับซ้อนขององค์การได้เป็นอย่างดี ความคิดความเข้าใจเชิงระบบ (Systems Thinking) นี้ ถือเป็นวินัยข้อที่มีความสำคัญมากที่สุด แม้วินัยประการที่ 1 ถึง 4 เมื่อจะนำไปใช้ปฏิบัติในการพัฒนาองค์การเรียนรู้ก็ยังจะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของวินัยประการที่ 5 คือ ต้องมีความคิดความเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นระบบ (Systems Thinking) เพราะฉะนั้นแม้หากองค์การมีวิสัยทัศน์แต่ขาดการคิดอย่างเป็นระบบ วิสัยทัศน์องค์การนั้นก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายกระบวนการจัดการความรู้ 9 ประการ 1. การค้นคว้าความรู้ หรือการขุดค้นความรู้ โดยการสำรวจความรู้ที่จำเป็นที่จะใช้ในการปฏิบัติงาน อาจจะอยู่ทั้งภายนอก และภายในองค์กร นำมาตรวจสังเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และประโยชน์ของการนำไปใช้2. การสะสมความรู้ โดยการจัดหมวดหมู่ของความรู้ ให้เป็นระบบ เหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์ภายในองค์กร3. สร้างวิธีการจัดเก็บ อาจใช้สื่อ นวัตกรรม หรืออุปกรณ์มาช่วยในการจัดเก็บ เพื่อให้เกิดการค้นหาและนำไปใช้ได้สะดวกรวดเร็วเหมาะกับประเภทของการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด4. กระบวนถ่ายทอดและกระจายความรู้ (Transfer Knowledge) หรือเป็นการแพร่กระจายความรู้ โดยใช้กระบวนการสื่อสาร (communication) เป็นการจัดการความรู้ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาใช้ร่วมกันไม่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง5. การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยการจัดกิจกรรมและกระบวนการให้บุคคลในองค์กรเกิดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้ที่ฝังแน่นหรือแฝงอยู่ในตัวบุคคล ด้วยการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทุกรูปแบบ 6. การปรับระดับความรู้ และการสังเคราะห์ ความรู้ เนื่องจากความรู้มีหลากหลายรูปแบบ เมื่อนำมารวมกันจำเป็นต้องวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร แต่หาใช่การปรับเปลี่ยนความรู้เดิมแต่หมายถึงการนำความรู้นั้นมาปรับปรุงให้เกิดความรู้เชิงบูรณาการใหม่ และนำไปใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์แก่การนำไปปฏิบัติ7. การสร้างความรู้ใหม่ (Knowledge generation ) เนื่องจากความรู้มีอยู่ในตัวบุคคลมากมายหลายรูปแบบ เราสามารถกระตุ้นให้บุคคลที่มีความรู้นำความรู้ที่เขามีอยู่มาสร้างความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้ในองค์กรได้8. การนำมาบูรณาการและการประยุกต์ใช้ เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการบริหารองค์ความรู้หรือการจัดการความรู้ ซึ่งสามารถกระทำในลักษณะบูรณาการ การดำเนินการควรดำเนินการให้อยู่ในกิจกรรมหรืองานประจำ โดยไม่ถือเป็นภาระเพิ่มเติมจากงานประจำ เพราะพื้นฐานของการจัดการความรู้ คือ การนำความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ซึ่งต้องอาศัยวัฒนธรรมองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นำความรู้ไปใช้หรือเกิดการถ่ายโอน9. การธำรงรักษาไว้ (Knowledge maintenance) เมื่อมีระบบการบริหารองค์ความรู้ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ความรู้ทั้งหมดมีค่าแก่องค์กร และสังคม คือ การเผยแพร่ และการดำรงรักษาความรู้ไว้มิให้สูญสลาย แต่กลับส่งเสริมให้นำความรู้ไปใช้ให้เกิดความคิดใหม่ บูรณาการสิ่งใหม่ และให้คนในองค์กรเรียนรู้จาการใช้ความรู้เป็นการประยุกต์การเรียนรู้ที่เป็นระบบ
การจัดการความรู
KM
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Up to you. · 4 ก.พ. 2550
นาย บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ · 4 ก.พ. 2550
Mr. ธนู ผลบุญ · 4 ก.พ. 2550
paew · 4 ก.พ. 2550