ปกติแล้วขบวนการธรรมชาติของจิตเมื่อกระทบกับปรากฏการณ์ต่างๆ อันเป็นขันธ์ห้า แล้วจะเกิดปฏิกิริยาขึ้นภายในจิตรวดเร็วมาก จนเราอาจไม่รู้ตัว ไม่ทันสังเกต เพราะขาดการเผ้าสังเกต จึงเกิดเป็นอารมณ์ที่ถูกปรุงแต่งให้ผิดเพี้ยนไปจากสภาพที่เป็นจริงตามธรรมชาติ เรียกว่า อวิชชา นั่นคือขาดความรู้อันเป็นปัญญาทางพุทธศาสนาที่แท้จริง จิตของเราก็เลยเอาขันธ์ห้านี้มารวมกับความหยาก จึงเกิดกิเลส ที่เรียกว่า โลภ โกรธ หลง จิตใจก็เลยไปยึดติดเอาผลที่เกิดจากการปรุงแต่งเกิดเป็นอุปทาน 4 ประเภท คือ

  1. กามุปทาน คือ การยึดติดในกามและของรักใคร่ ติดพันในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ สิ่งบำรุงบำเรอสบายใจ อันทำให้เกิดความรักกัน โกรธกัน เกลียดกัน อิจฉาริษยา
  2. ทิฎฐปาทาน คือ การยึดติดในความคิดเห็นเดิมๆ ที่มีอยู่ แล้วเกิดเป็นความดื้อดึง ไม่ยอมละความไม่ถูกต้องที่มีอยู่ และไม่ยอมรับในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีกว่า
  3. ลีลัพพตุปาทาน คือ การยึดติดในการปฏิบัติที่มีจุดมุ่งหมายที่ไม่ถูกต้อง หรือสิ่งที่งมงาย ไร้เหตุผลหรือความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันไม่ใช่ความรู้ในทางพุทธศาสนา
  4. อัตตวาทุปาทาน คือ การยึดติดในความมีหรือความเป้นเจ้าของตัวตน โดยยึดเอาตัวตนเองเป็นใหญ่ กระทำการต่างๆ ด้วยสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดของตนเอง พึ่งตนเองเป็นสำคัญ

ฉะนั้นจิตที่เป็นอวิชชาเมื่อไปหลงยึดติดในสิ่งที่มากระทบเข้ามาในระบบ ในที่สุดก้จะถูกพัฒนาการเป็น ความรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ

เบญจขันธ์ > กิเลส> อุปทาน 4 > เกิดความรู้สึกเป็นสุข-เป็นทุกข์-เฉยๆ