"เบญจขันธ์ > กิเลส> อุปทาน 4 > เกิดความรู้สึกเป็นสุข-เป็นทุกข์-เฉยๆ"
ปกติแล้วขบวนการธรรมชาติของจิตเมื่อกระทบกับปรากฏการณ์ต่างๆ อันเป็นขันธ์ห้า แล้วจะเกิดปฏิกิริยาขึ้นภายในจิตรวดเร็วมาก จนเราอาจไม่รู้ตัว ไม่ทันสังเกต เพราะขาดการเผ้าสังเกต จึงเกิดเป็นอารมณ์ที่ถูกปรุงแต่งให้ผิดเพี้ยนไปจากสภาพที่เป็นจริงตามธรรมชาติ เรียกว่า อวิชชา นั่นคือขาดความรู้อันเป็นปัญญาทางพุทธศาสนาที่แท้จริง จิตของเราก็เลยเอาขันธ์ห้านี้มารวมกับความหยาก จึงเกิดกิเลส ที่เรียกว่า โลภ โกรธ หลง จิตใจก็เลยไปยึดติดเอาผลที่เกิดจากการปรุงแต่งเกิดเป็นอุปทาน 4 ประเภท คือ
- กามุปทาน คือ การยึดติดในกามและของรักใคร่ ติดพันในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ สิ่งบำรุงบำเรอสบายใจ อันทำให้เกิดความรักกัน โกรธกัน เกลียดกัน อิจฉาริษยา
- ทิฎฐปาทาน คือ การยึดติดในความคิดเห็นเดิมๆ ที่มีอยู่ แล้วเกิดเป็นความดื้อดึง ไม่ยอมละความไม่ถูกต้องที่มีอยู่ และไม่ยอมรับในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีกว่า
- ลีลัพพตุปาทาน คือ การยึดติดในการปฏิบัติที่มีจุดมุ่งหมายที่ไม่ถูกต้อง หรือสิ่งที่งมงาย ไร้เหตุผลหรือความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันไม่ใช่ความรู้ในทางพุทธศาสนา
- อัตตวาทุปาทาน คือ การยึดติดในความมีหรือความเป้นเจ้าของตัวตน โดยยึดเอาตัวตนเองเป็นใหญ่ กระทำการต่างๆ ด้วยสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดของตนเอง พึ่งตนเองเป็นสำคัญ
ฉะนั้นจิตที่เป็นอวิชชาเมื่อไปหลงยึดติดในสิ่งที่มากระทบเข้ามาในระบบ ในที่สุดก้จะถูกพัฒนาการเป็น ความรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือรู้สึกเฉยๆ
เบญจขันธ์ > กิเลส> อุปทาน 4 > เกิดความรู้สึกเป็นสุข-เป็นทุกข์-เฉยๆ
ปกติผมศึกษาธรรมะตามสะดวกครับ ไม่รู่ว่ามากหรือน้อย
มันก็แปลกดีนะครับ...
คนเราสามารถเข้าใจอะไรได้เยอะแยะ มากมาย แต่กับจิตใจตัวเอง กลับเข้าใจได้ยากจริง ๆ ...
สวัสดี ว่าที่ ดร.วิชิต
ท่าน ดร. ภูฟ้า
ขอบคุณมากครับ สาธุๆๆๆ
ข้อ 4 .... น่ากลัวนะครับ แก้ไขกันลำบาก "ผู้มีปัญญาอยู่เพื่อ... แต่ผู้มีอัตตาตนอยู่เพื่อ..."