GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เมื่อหมอเจ็บป่วย.....เข้าโรงพยาบาลซะเอง

อโรคยา ปรมา ลาภา

             

          ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ  อยากให้ทุกท่านไม่ประมาทเวลาขับรถหรือเดินทางไปไหนมาไหน  กรุณาคาดเข็มขัดนิรภัยนะคะ หรือหากเป็นรถมอเตอรไซค์ควรใส่หมวกกันน๊อคให้ถูกต้องด้วยค่ะ เมาอย่าขับกันไว้ย่อมดีกว่าแก้ เพราะนึกถึงอุบัติเหตุที่ฉันประสบมานั้นหากฉันคาดเข็มขัดนิรภัยอาจจะเจ็บตัวน้อยกว่านั้นก็ได้          

           เพื่อนคนขับบอกว่า เค้าไม่สามารถบังคับพวงมาลัยได้เลยแล้วก็คงตกใจด้วยค่ะ รถไปชนต้นไม้ขนาดย่อมๆด้านฉันนั่ง แล้วหมุนกลับหัวกลับหาง มีแต่คนพูดว่าเห็นซากรถแล้วใครก็คิดว่าไม่น่ารอด เพราะหน้ารถด้านที่ฉันนั่งยู่เข้ามาหมดเลย เบาะที่นั่งเลื่อนขยับไปด้านหลัง อืมฉันอาจจะรอดด้วยพระพุทธคุณ หรือพระคุณของพ่อและแม่ที่คุ้มกะลาหัวอยู่ เพราะตอนนั้นนึกถึงแต่พระพุทธเจ้าและพ่อกับแม่เท่านั้น สาเหตุที่พวงมาลัยบังคับไม่ได้เป็นเพราะลูกปืนแตก เพื่อนก็งงเพราะก่อนเดินทางเค้าเอารถไปเช็คเรียบร้อยแล้ว  รถคันนั้นบ้านเพื่อนฉันคิดดูแล้วซ่อมก็คงไม่คุ้ม เค้าเลยขายซากรถไป          

         ส่วนฉันวันแรกที่นอนโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์  เริ่มหายตกใจแล้วค่ะ ที่คิดว่าอาจบาดเจ็บมีเลือดออกในช่องอกก็ไม่มีแล้ว เริ่มหายใจสะดวกขึ้น  ต้องโทรบอกทางบ้าน เพื่อหาคนมาพยาบาลดูแลฉัน พ่อกับแม่ตกใจมากแต่หลังจากถามไถ่ก็โล่งใจว่าไม่เป็นอะไรมาก ได้ข้อสรุปกันว่าน้าจะมาดูแลฉันเพราะพ่อกับแม่ต้องทำงาน ตอนนั้นเราพี่น้องสามคนเรียนมหาวิทยาลัยกันหมดเลยค่ะ                 ฉันเดินไม่ได้ต้องกิน นอน ขับถ่าย แปรงฟันบนเตียง ขยับตะแคงก็ไม่ได้เพราะขาซ้ายทั้งขาบวมฉึ่ง เมื่อขยับจะปวด ตามตัวมีจ้ำเขียวๆเต็มไปหมด โดยเฉพาะแถวหน้าอกที่สงสัยจะกระแทกกะคอนโซลรถ ส่วนกระดูกไหปลาร้าที่หักไม่ยักกะเจ็บแฮะ แปลกเหมือนกันแต่เนื่องจากมันหักเลยต้องนอนเฉยๆตะแคงขวาก็ไม่ได้ ทำให้ฉันเข้าใจความรู้สึกของคนไข้อย่างมาก  ลำไส้ฉันคงตกใจผ่านไปถึง 5 วันเลยเริ่มขับถ่ายได้ สงสารน้าที่สุดคงเหมือนส้วมแตกในห้องเลยแหละค่ะ ดีที่เป็นห้องพิเศษ ไม่งั้นวอร์ดคงระเบิด              ทรมานจริงๆทั้งทางกายและทางใจ  อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ   ในด้านจิตใจ ฉันเริ่มกังวลว่าจะจบไม่ทันเพื่อน อีกแค่สองวอร์ดเอง คนเคยทำอะไรได้ด้วยตัวเอง กระฉับกระเฉง บุคลิกหมอๆเราน้อยคนที่จะมาอ้อยอิ่ง มีแต่เดินกันคิดว่าตามควายเอ๊ยควายอาจจะตามไม่ทันค่ะ ฮิฮิ นี่ต้องมานอนอืดบนเตียงจะตะแคงยังไม่ได้เลย กลัวเป็นแผลกดทับก็กลัว เพื่อนมาเยี่ยมก็ดันมาเล่าว่าจะไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ทำให้คนป่วยอยากอีก          

       ผ่านไปได้สักอาทิตย์นึง ขาซ้ายฉันที่บวมเริ่มยุบ โอ้โฮคุณเอ๋ย มันปวดอย่าบอกใคร ตอนมันบวมยังดีเสียกว่าเพราะขยับถึงจะปวด  แต่ไอ้ตอนยุบแล้วปวดนี่มันปวดตลอด   ฉันต้องพึ่งยามอร์ฟีนฉีดเลยแหละ  รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของคนไข้แล้ว  ถ้าฉันหายออกไป  เวลาคนไข้เจ็บฉันจะไม่คิดว่าเค้าสำออยอีกแล้วค่ะ จะไม่ดุคนไข้อีกแล้ว                     

        ประมาณ 1เดือนฉันก็มาหัดเดินใหม่  เหมือนร่างกายมันเสียศูนย์ไป เดินโคลงเคลงพิกล  และรู้สึกเหมือนขามันสั้นยาวไม่เท่ากันอีกด้วย   ไหล่ขวาก็ติดต้องมาหัดปูไต่กะข้างฝากว่าจะยกมือขึ้นได้สุด  ขาซ้ายก็เป็นตะคริว   แถมฉันยังหวาดๆกับถนนและรถรา   เวลาเดินข้ามถนนจะมีอาการเหงื่อตก  กลัวมาก ต้องให้เพื่อนหิ้วปีกไป   ไม่ต้องถามถึงการขี่รถ ไม่กล้าขี่มอเตอรไซค์กับข้ามถนนไปนานหลายเดือน                     

        การเจ็บป่วยหนนี้......ทำให้ฉันเข้าใจความรู้สึกคนไข้เวลานอนแซ่วอยู่บนเตียงและทรมานกับการเจ็บป่วยลึกซึ้งจริงๆ

              แบบฝึกหัดของชีวิตเป็นอย่างนี้เองหนอ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 73521
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

มาให้กำลังใจค่ะ

แต่ว่า รูปแมวนอนนี่ หมดสภาพเลยนะคะ 

สวัสดีคุุ่ะ คุณหมอ อนิศรา,

 

มีบุญมากนะคะ  รู้ตัวหรือเปล่าฮึ?

 

มีบุญที่ได้แบบเรียนครบ  ทั้งภาคทฤษฎี  และภาคสนาม  ได้ทดลองเป็นเองจริง ๆ

 

และได้ครบทั้งป่วยแบบนอนเตียง  และแบบอุบัติเหตุด้วย

 

และที่สำคัญ  ได้เป็นเสียตั้งแต่เด็ก ๆ  ตอนที่ยัีงพอจะมีกำลังวังชาสู้กับมัน  ตอนยังพอจะฟื้นตัวได้บ้าง  ได้ง่าย ได้เร็ว (มั้ง เดาเอา ไม่ใช่หมอ แหะ ๆ)

 

และที่สำคัญสุด ๆ  ได้พบธรรมะ  เลยทำให้ได้เข้าใจทุกอย่างอย่างถูกต้อง  อย่างมีสัมมาทิฏฐิ  อย่างที่มัีนเป็น  เลยสามารถหมุนทุกข์ตรงนั้นให้เป็นปัญญาไปได้อย่างสวยงาม

 

ไม่เสียเที่ยวจริง ๆ ค่ะ  

 

ต้องบอกว่าเจออย่างนั้นน่ะดีแล้ว  ถือว่าเป็นบุญมาก  ดีมาก ๆ ที่ได้เจอ

 

คนที่ไม่เจอสิคะ  ไม่มีโอกาส "เข้่าใจ"  ชนิด "เข้า" ไปใน "ใจ" อย่างคุณหมอ

 

ตัวเองกล้าพูดสนับสนุนพร้อมยกมือสนับสนุนด้วยเหมือนในสภาเลย  เพราะเคยเจ็ํบหนักชนิดฉีดมอร์ฟีนมาแล้วเหมือนกัน  ตอนอายุ ๑๙ หรือ ๒๐ นี่แหละ

 

เอ๊ะ อายุใกล้ ๆ กันด้วยเนอะตอนนั้น  ท่าทางดวงจะใกล้เคียงกัน  ฮิ ๆ  หุ่นก็ใกล้เคียงเนอะ  พอจะเป็นพี่น้องกันได้  คุณหมอราศีอะไรคะเนี่ย 

 

(อ.ศิริพรได้ยินต้องค้อนควั่บ  เพราะลูกศิษย์พระพุทธเจ้าไม่ต้องเชื่อดวงแล้ว ฮิ ๆ
 ง่า....ไม่ได้เชื่อค่ะอาจารย์  แต่สันนิษฐานว่าคงจะคล้ายกันเฉย ๆ)

 

 คนที่ไม่เคยเจ็บขนาดนั้น  ก็จะไม่มีวันเข้าใจพวกเราเนอะหมอเนอะ  (เริ่มหาพวก)

 

ไม่นานมานี้ ก็เพิ่งเจ็บอีกค่ะ  แต่คราวนี้ส่วนตัวคิดว่าเจ็บกว่าตอนเด็ก ๆ อีก

 

ไว้วันหลังจะมาเขียนเล่าสู่กันฟังใหม่

 

วันนี้แวะมาให้กำลังใจ  และขอบคุณที่คุณหมอเีขียน

 

บรรยายได้ละเอียดดีมาก ๆ เลยค่ะ (ชนิดเอาไปเคลมประกันรถได้เลยน่ะ ฮิ ๆ)

 

แล้วก็เห็นภาพชัดเจนในแง่ผู้ป่วยเลยเนอะ

 

หมอความจำดีมาก ๆ เลย  เล่าเหมือนเหตุเพิ่งเกิดเมื่อวาน

 

ก็นั่นแหละเนอะ  เหตุอะไรที่มันเป็นเหตุที่มันรุนแรงมาก ๆ บางทีคนเราก็จำได้มากด้วยเหมือนกันใช่หรือเปล่าคุณหมอ?

 

แบบว่าฝังใจ  อะไรทำนองนี้

 

สิ่งที่คุณหมอเจอ  ทำให้นึกถึงที่อาจารย์เคยสอน ๆ พวกเราเรื่องประมาณพรหมวิหาร ๔  แต่ตัวเองไม่ค่อยแม่น  แหะ ๆ จำไม่ได้แล้วว่าข้อไหน

 

แต่มีข้อหนึ่งน่ะค่ะ  ที่ว่า  อยากให้ผุ้อื่นพ้นทุกข์  อ๋อ  สงสัยจะกรุณา

 

คือมันจะต้องมี ทุกข์เป็นอารมณ์ใช่ไหม

 

คือตัวเองต้องประสบทุกข์อย่างจั๋ง ๆ ก่อนนั่นเอง

 

มันถึงจะเข้าใจ๊ เข้าใจ ในทุกข์

 

แล้วก็ไม่อยากให้คนอื่นเจอทุกข์เหมือนที่เราเจอ

 

วันนี้อ่านที่คุณหมอเขียน  แล้วนึกถึงธรรมข้อนั้น

 

ว่าแล้วก็ขออนุโมทนา

 

สวัสดีค่ะ ,

 

ณัชร 

สวัสดีครับ

ไม่เคยป่วยขนาดนี้นะครับตอนเรียน  มีเพียงเฉียดๆ  ตอนปี 3 เคยซ้อนมอไซด์กับเพื่อนล้มที่แถวคลองชล  แล้วเพื่อนสลบ  ผมถลอก โดยเฉพาะที่มือครับ เจ็บมากตอน Scrub แผล หลังจากนั้นก็จำตลอดเลยครับ

    มาป่วยอีกครั้งก็ตอนเป็นหมอคือ อยู่โรงพยาบาลคนเดียวอยู่เวรด้วยครับ  ไข้สูง  ตัวร้อนมาก  อ่อนเพลีย  ปวดตามตัว  กินไม่ค่อยได้  ตรวจเลือดแล้วตอนนั้นคิดว่าเป็น Enteric fever (ไข้ไทฟอยด์)  จึงให้พยาบาลเติมน้ำเกลือและฉีดยาให้  ตอนนั้นใส่สาย IV  ไปตรวจคนไข้ (ตอนนั้นที่รพ มีหมอ 2 คน พี่อีกท่าไม่อยู่ครับ) เป็นประสบการณ์ที่แปลกดีครับ   แต่เติม  iv  ขวดเดียวก็  off  ครับ  แล้วฉีด Cef- 3  2 gm  iv  od สดๆ  เอาทุกวันจนครบ 7 วันครับ

       ครั้งที่ 2 ก็เป็น ไทฟอยด์อีกเช่นเดิมครับ  ครั้งนี้ BP 80/50 ต้อง  admit  เลยครับ

     ก็ทำให้เรารับรู้และได้ประสบการและแง่คิดมากมายเลยครับตอนที่เราป่วย  คือเหมือนกับว่าทำให้เราสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้ป่วยได้มากขึ้นครับ

                   Kmsabai.....

555 คุณณัชรคะ  เราราศีกุมภ์เหมือนกันไง  ถึงชอบไปปฏิบัติช่วงเดือนกุมภาไงคะ เอหรือหมอจำผิดนะ คุณณัชรเกิดเดือนกุมภาเหมือนกันใช่ไหม

       คุณดอกแก้วคะ ตอนนั้นนอนแบบแมวตัวนี้เลยค่ะ

       คุณหมอสุพัฒน์ ใจงามคะ แหมพี่ชอบนามสกุลหมอมากเลยค่ะ จากที่อ่านในบลอกคุณหมอ ต้องใจงามแน่นอน โห ออนIV แล้วไปตรวจนี่นับถือจริงๆ พี่เคยแค่เวียนหัวมากแบบบ้านหมุนแล้วไปรักษาคนไข้บ้านหมุนเหมือนกัน 555

อาจารย์มาให้กำลังใจ

บันทึกสวยขึ้นมาก ตัวอักษรก็พอเหมาะ

เรื่องเล่าก็น่าสนใจ

ที่ดีที่สุด คือภาพเจ้าแมวนอนหงายเหยียดแขนขาตรงแน่วนี่แหละ

คงถูกวางยาแล้วจับโพสท่ารึปล่าว?