วันนี้เป็นวันออกฉายหนังวันแรกของหนังเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวร...ไปดูเพียงคนเดียวเพราะชวนเพื่อนไปแล้วแต่หลายคนติดธุระหรือไม่ก็บ่นกลัวว่าคนจะแน่นต้องรอคิวนาน...ความที่ไปคนเดียวทำให้ได้ตั๋วดูได้ไม่ยาก...อันที่จริงคนยังไม่เต็มโรงยังพอเหลือที่ไม่แน่นเหมือนอย่างเรื่องพระศรีสุริโยทัย...ฉันว่าการไปดูหนังคนเดียวก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือทำให้เรามีสมาธิในการสังเกตและดูหนังได้อย่างเต็มที่ไม่มีเพื่อนชวนคุยหรือชวนกินขนมระหว่างดูหนัง....แม้กว่าจะได้ฉายหนังจริงจะช้าไปกว่าสิบห้านาทีเพราะทางโรงฉายหนังโฆษณาก็ตามแต่แฟนหนังท่านมุ้ยทั้งหลายก็ไม่ท้อถอย..

.ตลอดสองชั่วโมงครึ่งที่ตามดูหนังเรื่องนี้นอกเหนือจากฉากเมืองหงสาวดีและอโยธยาอันสวยงามอลังการ์ในหนังยังประสบผลสำเร็จในการสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงพระสติปัญญาและพระอัธยาศัยอันเด็ดเดี่ยวกล้าหาญขององค์สมเด็จพระนเรศวรที่แม้ท่านจะต้องถูกเชิญไปเป็นตัวประกันยังเมืองหงสาวดีตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์หากแต่ทรงมีจิตสำนึกแห่งความเป็นคนไท...มีความรักและหวงแหนอิสรภาพแห่งชาติบ้านเมืองอย่างเต็มเปี่ยมไม่มีลืมเลือน...

                              

ฉันได้เรียนรู้ใหม่ว่าพระมหินทร์ท่านมิได้ทรงเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอท่านทรงทำดีที่สุดเท่าที่จะทรงทำได้แล้วในการปกปักษ์และรักษาพระนครจุดอ่อนที่ทำให้พระองค์ต้องแพ้แก่บุเรงนองนั่นคือการไว้วางใจบุคคลผิด..และไม่ได้มีการติดตามผลอย่างแท้จริง...ปล่อยให้ขุนนางทรราชย์ซึ่งเป็นไส้ศึกมาทำให้ระบบการรบและการป้องกันประเทศปรวนแปรระส่ำระสายสุดท้ายก็เสียพระนคร...จนสุดท้ายต้องตายลงด้วยความรู้สึกเจ็บแค้น..

.อีกองค์ที่ฉันได้รู้จักตัวตนของท่านเพิ่มขึ้นคือพระเทพกษัตร์ตรี(พระธิดาของพระศรีสุริโยทัยเป็นพระน้าของพระนเรศวร)เราแต่ว่าท่านถูกทางพม่าแย่งชิงตัวไปก่อนที่จะเข้าพิธีอภิเสกกับพระเจ้าล้านช้างในหนังได้บอกเล่าเรื่องต่อมาว่าเมื่อท่านได้ถูกนำมายังหงสาวดีนั้นท่านตัดสินใจและดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไร...

ในระหว่างชมหนังแม้จะรู้สึกชื่นชมต่อไมตรีที่พระเจ้าบุเรงนองประทานให้แก่พระเนรศวรและราชตระกูลฝ่ายอโยธยาทั้งหลายก็ตามแต่ความรู้สึกกดดันที่เราไม่เป็นเอกราชหรือถูกปกครองโดยชนชาติอื่นนี้มันปวดใจอย่างไรก็ไม่รู้.

.หนังเรื่องนี้ในตอนที่ฉายอยู่เป็นช่วงพระเนศวรยังทรงพระเยาว์จะมีภาคสองในช่วงสิ้นเดือนมกราที่จะถึงซึ่งแน่นอนว่าจะติดตามไปดูจนครบหมดทั้งสามภาค.    

                                 ..