ครูต๋อยกับพิธีพระราชทานเพลิงศพได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อวานนี้ 17 มกราคม2550 ที่จังหวัดนครราชสีมา
เมื่อวานนี้ ครูอ้อยไปงานศพของเพื่อนครูอ้อย ที่จังหวัดนครราชสีมา ครูอ้อยเคยเขียนบันทึกถึงเพื่อนคนนี้ ในบันทึกเรื่อง ส่งกำลังใจให้...ต๋อยเพื่อนรัก เป็นเรื่องแรก ตั้งแต่ครูต๋อยประสบอุบัติเหตุ จนกระทั่ง ครูต๋อยเสียชีวิต ในเวลาต่อมา ครูอ้อยก็เขียนบันทึกที่สองเรื่อง ทบทวนความดีของเพื่อนเมื่อเธอตายไปแล้ว
เมื่อครูอ้อยได้เดินทางไปร่วมพิธพระราชทานเพลิงศพของครูต๋อย ก็มาเขียนบันทึกอีก เพราะยังซาบซึ้งกับความเป็นเพื่อน เมื่อได้พบพ่อและแม่ของครูต๋อย ที่ตามหาครูอ้อยมานานแล้ว เนื่องจาก ครูอ้อยเป็นเพื่อนครูต๋อยที่เคยเซ็นต์ค้ำประกันการทำงานให้แก่ คุณต้อยน้องชายของครูต๋อยเมื่อหลายปีมาแล้ว
ครูอ้อยได้พบกับงานศพที่มีแขกผู้มีเกียรติมากมาย มีแถวการยืนต้อนรับโดยเพื่อนครูของครูต๋อยแต่งชุดขาวปกติไว้ทุกข์และชุดลูกเสือ ต้อนรับไฟพระราชทานเพลิงศพ ครูอ้อยรู้สึกถึงความดีของเพื่อนต๋อยที่ได้ทำไว้ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว คุณงามความดีเหล่านั้น ทำให้ผู้คนหลั่งใหลมาร่วมพิธีเป็นเกียรติแก่ครูต๋อยเป็นครั้งสุดท้าย
เหมือนกับครูอ้อยที่เป็นเพื่อนกันมาหลายสิบปี ยังต้องเดินทางไปเผาศพเพื่อนให้ได้ เท่ากับเป็นการทำความดีเป็นครั้งสุดท้ายตอบแทนเพื่อน
ครูอ้อยได้พบเพื่อนตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆหลายคนทีเดียว และพบเจ้านายเก่าที่เกษียณอายุราชการไปแล้วด้วย
ครูอ้อยรับความรู้สึกกลับมาด้วยพลังใจที่แข็งแกร่ง เนื่องจากการสูญเสียเพื่อนที่ทำความดี แล้วล่วงลับไป
อย่างน้อยความดีที่ครูต๋อยได้ทำไว้ก่อนจากโลกไป ทำให้คนอย่างครูอ้อยตระหนักถึงวาระที่เหลืออยู่กับการทำความดีให้สังคมนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ตามกำลังความสามารถและสติปัญญา
เมื่อถึงเวลากลับบ้าน ครูอ้อยยังรู้สึกว่า...ครูต๋อยได้มาส่งครูอ้อยระหว่างการเดินทาง สัมผัสหนึ่งที่ลึกลับไม่อาจจะบรรยายได้ เป็นสัมผัสแห่งความดีที่เพื่อนมีต่อเพื่อน
ขอให้เพื่อนจงไปสู่สุคติ....
ครูอ้อยได้ดูหน้าเพื่อนในวาระสุดท้ายก่อนที่ร่างกายของครูต๋อยจะสลายไปกับเพลิง
ครูอ้อยได้ยืนมองควันปลิวออกจากปล่องเมรุ ซึ่งเชื่อกันว่า ครูต๋อยไปแล้ว ขึ้นสวรรค์แห่งความดีไปแล้ว
คงเหลือแต่ความทรงจำที่ดี ที่ยังประทับไว้ในใจครูอ้อยและเพื่อนๆ ญาติสนิท ตลอดไป
เวลาใส่บาตร ครูอ้อยก็กรวดน้ำและเอ่ยชื่อเพื่อนด้วย…ศักดิ์ชัย นพพลกรัง