ชื่อภาษาไทยของโรคนี้ชื่ออาจฟังดูแปลกๆ แต่ถ้าได้อ่านจบแล้ว ก็จะเห็นว่าลักษณะของโรคนี้เป็นแบบนั้นจริงๆ หรือหากมีใครอยากจะเสนอชื่อใหม่ที่คิดว่าน่าจะเข้าท่ากว่านี้ก็ยินดีนะครับ โรคอารมณ์สองขั้วเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ ผู้ที่เป็นจะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน 2 แบบ แบบแรกมีลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมออกเป็นแบบซึมเศร้า แบบที่สองมีลักษณะคึกคักพลุ่งพล่าน ซึ่งเรียกว่าเมเนีย (mania)
จากภาพจะเห็นว่าผู้ที่เป็นจะอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปจากปกติเป็นช่วงๆ โดยเป็นแบบซึมเศร้าตามด้วยช่วงเวลาที่เป็นปกติดี จากนั้นอีกเป็นปีอาจเกิดอาการแบบเมเนียขึ้นมา บางคนอาจเริ่มต้นด้วยอาการแบบเมเนียก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องตามด้วยอาการด้านตรงข้ามเสมอไป เช่น อาจมีอาการแบบ ซึมเศร้า - ปกติ – ซึมเศร้า - เมเนีย

เขามีอาการอย่างไร
ผู้ที่เป็นจะมีอาการแสดงออกมาทั้งในด้านอารมณ์ ความคิด
และพฤติกรรม โดยในแต่ละระยะจะมีอาการนานหลายสัปดาห์
จนอาจถึงหลายเดือนหากไม่ได้รับการรักษา
ในระยะซึมเศร้า
ผู้ที่เป็นจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จากเดิมชอบอ่านหนังสือพิมพ์
ติดละคร หรือดูข่าว ก็ไม่สนใจติดตาม อะไรๆ ก็ไม่เพลินใจไปหมด
คุณยายบางคนหลานๆ
มาเยี่ยมจากต่างจังหวัดแทนที่จะดีใจกลับรู้สึกเฉยๆ
บางคนจะมีอาการซึมเศร้า อารมณ์อ่อนไหวง่าย
ร้องไห้เป็นว่าเล่น บางคนจะหงุดหงิด
ขวางหูขวางตาไปหมด ทนเสียงดังไม่ได้
ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย
อาการเบื่อเป็นมากจนแม้แต่อาหารการกินก็ไม่สนใจ
บางคนน้ำหนักลดฮวบฮาบสัปดาห์ละ 2-3
กก.ก็มี
เขาจะนั่งอยู่เฉยๆ ได้เป็นชั่วโมงๆ
ความจำก็แย่ลง มักหลงๆ ลืมๆ เพราะใจลอย ตัดสินใจอะไรก็ไม่ได้
เพราะไม่มั่นใจไปเสียหมด เขาจะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบไปหมด
คิดว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่มีใครสนใจตนเอง
ถ้าตายไปคงจะดีจะพ้นทุกข์เสียที
หากญาติหรือคนใกล้ชิดเห็นเขามีท่าทีบ่นไม่รู้จะอยู่ไปทำไม
หรือพูดทำนองฝากฝัง สั่งเสีย อย่ามองข้ามหรือต่อว่าเขาว่าอย่าคิดมาก
แต่ให้สนใจพยายามพูดคุยกับเขา รับฟังสิ่งที่เขาเล่าให้มากๆ
ถ้ารู้สึกไม่เข้าใจหรือมองแล้วไม่ค่อยดี
ขอแนะนำให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร็ว
ในทางตรงกันข้าม
ในระยะเมเนีย เขาจะมีอาการเปลี่ยนไปอีกขั้วหนึ่งเลย
เขาจะมั่นใจตัวเองมาก รู้สึกว่าตัวเองเก่ง ความคิดไอเดียต่างๆ
แล่นกระฉูด เวลาคิดอะไรจะมองข้ามไป 2-3
ช็อตจนคนตามไม่ทัน การพูดจาจะลื่นไหลพูดเก่ง คล่องแคล่ว
มนุษยสัมพันธ์ดี เรียกว่าเจอใครก็เข้าไปทักไปคุย
เห็นใครก็อยากจะช่วย
ช่วงนี้เขาจะหน้าใหญ่ใจโต
ใช้จ่ายเกินตัว ถ้าเป็นคุณตาคุณยายก็บริจาคเงินเข้าวัดจนลูกหลานระอา
ถ้าเป็นเจ้าของบริษัทก็จัดงานเลี้ยง แจกโบนัส มีโครงการโปรเจคต่างๆ
มากมาย
พลังของเขาจะมีเหลือเฟือ
นอนดึกเพราะมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด ตีสี่ก็ตื่นแล้ว
ตื่นมาก็ทำโน่นทำนี่เลย ด้วยความที่เขาสนใจสิ่งต่างๆ มากมาย
จึงทำให้เขาวอกแวกมาก ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ
เขาทำงานเยอะ
แต่ก็ไม่เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง (เหมือนผู้เขียนเลยแฮะ)
ความยับยั้งชั่งใจตนเองมีน้อยมากเรียกว่าพอนึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที
หากมีใครมาห้ามจะโกรธรุนแรง
อาการในระยะนี้หากเป็นมากๆ จะพูดไม่หยุด เสียงดัง
เอาแต่ใจตัวเอง
โกรธรุนแรงถึงขั้นอาละวาดถ้ามีคนขัดขวาง
อาการระยะซึมเศร้าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
มักเป็นหลังมีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก เปลี่ยนงาน
มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างจากปกติคือเขาจะเศร้าไม่เลิก งานการทำไม่ได้
ขาดงานบ่อยๆ มักเป็นนานเป็นเดือนๆ
อาการระยะเมเนียมักเกิดขึ้นเร็ว
และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน 2-3
สัปดาห์อาการจะเต็มที่อารมณ์รุนแรง
ก้าวร้าวจนญาติจะรับไม่ไหวต้องพามาโรงพยาบาล อาการในครั้งแรกๆ
จะเกิดหลังมีเรื่องกดดัน แต่หากเป็นหลายๆ
ครั้งก็มักเป็นขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีปัญหาอะไรมากระตุ้นเลย
ข้อสังเกตประการหนึ่งคือคนที่อยู่ในระยะเมเนียจะไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติ
มองว่าช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้
ในขณะที่หากเป็นระยะซึมเศร้าคนที่เป็นจะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม
ในระยะซึมเศร้าหากคนใกล้ชิดสนใจมักสังเกตไม่ยากเพราะเขาจะซึมลงดูอมทุกข์ แต่อาการแบบเมเนียจะบอกยากโดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่อาการยังไม่มาก เพราะดูเหมือนเขาจะเป็นแค่คนขยันอารมณ์ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังเกตจริงๆ ก็จะเห็นว่าลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตัวตนของเขา เขาจะดู เวอร์ กว่าปกติไปมาก
อาการในระยะซึมเศร้า |
อาการในระยะแมเนีย |
| มีอาการซึมเศร้า หรือเบื่อหน่าย ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก | มีอารมณ์ครึกครื้น แสดงออกอย่างเต็มที่ หรืออารมณ์หงุดหงิดมากเกินปกติ |
| รู้สึกตนเองไร้ค่า เป็นภาระ หรือรู้สึกผิด | รู้สึกว่าตนเองเก่ง หรือมีความสำคัญมาก |
| นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ | ความต้องการนอนลดลง |
| เชื่องช้า หรือกระวนกระวาย | ความคิดพรั่งพรู แล่นเร็ว |
| อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง | มีพลัง มีกิจกรรม โครงการต่างๆ มากมาย |
| สมาธิลดลง
ลังเลใจ คิดอยากตาย เบื่ออาหาร ผอมลง |
วอกแวก
สนใจไปทุกสิ่งทุกอย่าง
หุนหันพลันแล่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
พูดมาก หรือพูดไม่หยุด ไม่ตระหนักว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม |
กำลังอยู่ในช่วง mania ค่ะ หาข้อมูลใน google อยู่ มาเจออาจารย์พอดี รบกวนไขข้อสงสัยด้วยค่ะ
คุณ paew คะ ไม่อยากให้ใช้คำว่า "น่าสงสาร" เลยค่ะ ขอเป็นว่า "เห็นอกเห็นใจ" กันดีกว่ามั๊ยคะ
คุณ BP ครับ ผมเขียนไว้หน้าต่อไปแล้วนะครับ
สำหรับท่านที่ไม่แน่ใจว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดเป็นหรือเปล่าลองทำแบบทดสอบได้ที่หน้านี้นะครับ http://gotoknow.org/blog/depression/72835
สวัสดีคะคุณหมอ
หนูเป็นคนไข้โรค bipolar mania รักษาอยู่ที่รามาคะ กินยาประจำคือ depakine 500 mg 2 เม็ด และ seroquek 25 mg 1 เม็ด หลังอาหาร
หนูอายุ33ปีโสด หนูรักษาที่รพ.รามา
กินยามาแล้ว2ปีกว่า แล้วประจำเดือนมาปีละ 2ครั้ง อยากถามว่าผลมาจากยา หรือมีเนื้องอกที่มดลูก ต้องไปหาหมอสูติตรวจไหมคะหรือปล่อยไว้อย่างนั้นหนูไม่กล้าไปหาหมอสูติคะ
ส่งข้อมูลทาง email ได้ไหมคะ
สวัสดีครับ ผมอายุ 25 ขวบ
เคยมีอาการคล้ายอย่างนี้บ่อยๆเลยครับ
ตอนแรกก็นึกว่าบุคลิกของคนเกิดราศีคนคู่ (21 มิ ย )
อาการผมก็บางทีก็หงุดหงิดง่าย โลเล
แล้วก็ชอบทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ให้ทะเลาะกับคนอื่น
โดยไม่มีสาเหตุ แต่บางทีก็ดีใจหาย
อืม สงสัยต้องไปตรวจมั่งล่ะ -__-"
คุณหมอบล็อกของคุณหมอช่างเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากอนุโมทนาด้วยครับ
คุณ TT ครับ ยา seroquell มีโอกาสทำให้เกิดประจำเดือนมาผิดปกติได้ แต่พบน้อยมากครับ แนะนำว่าควรพบแพทย์ที่ดูแลคุณก่อนเพื่อปรึกษาว่าจะลองหยุด seroquel หรือเปลี่ยนเป็นยาอื่นแล้วดูว่าประจำเดือนมาไหม ถ้าเปลี่ยนยาแล้วประจำเดือนยังไม่มาก็ควรไปพบสูติแพทย์ครับ *แต่ถ้าแพทย์ที่ดูแลเห็นว่ายาตัวนี้จำเป็น ขาดไม่ได้ก็จะให้คำแนะนำคุณอีกทีว่าควรทำยังไงต่อ
คุณเกริกฤทธิ์ ครับอาจเป๋นแค่อารมณืแกว่งไกวธรรมดาก็ได้ครับ ถ้าผิดปกติจะต้องเป็นต่อเนื่องนานเป็นอาทิตย์ ลองทำแบบทดสอบดูนะครับ
ขอบคุณครูบัวครับที่เห็นประโยชน์
ผมก็เป็นอีกคนนึงที่เหมือนกับคุณเกริก.. เกิดราศรีเมถุนเหมือนกัน..
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงแต่อาการที่เกิดก็ไม่นานนะครับ บางทีถ้าผมเห็นว่าทำลงไปแล้วมันมีผลกลับมาต้องรุนแรงแน่ๆผมก็จะไม่ทำ.. แต่บางครั้งมันก็เกิดขึ้นมาโดยสาเหตุมาจากเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม
ตอนนี้กินทั้งยา prozac และ seroquel จะเป็นอะไรไหม
ดิฉันมีญาติป่วยเป็นโรคนี้ แต่คุณหมอยังไม่ได้บอก
ผู้ป่วยว่าเป็นโรคอะไร แต่บอกญาติแล้วว่าเป็น
Bipolar ดังนั้นดิฉันจึงลองค้นหาจึงมาเจอ web
คุณหมอมาโนช
ไม่ทราบว่าเราควรจะบอกให้ผู้ป่วยรู้ตัวไหมคะ
หมายถึงเค้าน่าจะรู้ว่าเป็นโรคอะไรและตั้งปฏิบัติตัว
อย่างไร
เพราะเหมือนว่าเค้าไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้าทำ
จะมีความเสียหายเดือดร้อนตามมา เช่นการใช้
เงินมากกว่าปกติมากๆ ค่ะ
ชวงที่เขากำลังมีอาการอยู่ถึงบอกเขาก็ไม่เชื่อครับ ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นเรื่องปกติของเขา มากกว่าจะคิดว่าตัวเองผิดปกติไป เขามักคิดว่าเราไม่เข้าใจเขา คอยจับผิดหรือมองเขาในแง่ลบ รอให้อาการเขาทุเลาแล้วค่อยบอกก็ได้ครับ
เป็นโรคนี้ครับ.... เกือบสิบปีแล้ว
ตอนนี้อาการคงที่ ทานลิเที่ยมอยู่
สิ่งที่ทำให้ผมเสียใจมากคือ แพทย์ไม่สามารถพูดได้ว่าผมจะหายเป็นปกติได้หรือไม่ ในขณะนั้นความสามารถในการคำนวณผมหายไป (คำนวณคณิตในใจไม่ได้ เช่น สินค้าเป็นแพ็คบนชั้นในห้าง มีราคาต่อหน่วยเท่าไหร่) ความเชื่อมั่นหายไปอย่างมาก ....... ทำให้ยิ่งเศร้าหนัก กลับบ้านร้องไห้ เพราะไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร รู้สึกเหมือนพิการทางสมอง
ปัจจุบันผมคำนวณได้ ขอเป็นกำลังใจให้สุดเหนี่ยวเลย สำหรับผู้ป่วยที่ยังคงมีอาการอยู่ ความสามารถต่างๆ ยังคงมีอยู่ครบถ้วน และจะกลับมาเมื่อคุณหายดี
หมายเหตุ อยากให้ผู้ป่วยใหม่และญาติมีความหวัง จะได้เศร้าน้อยลง (ผมรู้ว่าความเศร้าในช่วงนั้น มันสุดจะทรมาน ทั้งตนเองและคนรอบข้าง)
สวัสดีค่ะ
ตอนนี้กำลังพบอาการ Bipolar ในเด็กอายุ 14 ปี ซึ่งมีอาการ Autism ด้วยค่ะ ตอนนี้เด็กทานยาขั้นที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว
จะรบกวนปรึกษาคุณหมอในเรื่องของวิธีการบำบัดอื่นๆ ควบคู่ เช่นการใช้ศิลปะ หรือ การเล่นกีฬา พอจะมีวิธีการอื่นๆ ด้วยรึเปล่าคะ
แฟนเป็นโรค Bipolar ค่ะ เป็นมา 11 ปีแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 15 ปี จนตอนนี้อายุ 26 แล้ว
เค้าก็กิน Lithium มาตลอดนะคะ วันละ 2 เม็ดก่อนนอน เค้าเล่าให้ฟังว่าเคยเป็นหนักๆแค่ครั้งแรกครั้งเดียว นอกนั้นอาการก็ซึมๆเศร้าๆไม่มาก ไม่นานก็หาย แต่มาคราวนี้เป็นหนักมาก ซึมมาก อาจเป็นเพราะว่าช่วงที่ผ่านมาบางวันลืมทานยา แล้วก็ประกอบกับตกงานด้วย สาเหตุที่เค้าตกงานก็เพราะว่าไปมีเรื่องกับผู้ใหญ่ที่ทำงานเพราะควบคุมตัวเองไม่ได้ (อาจเป็นช่วง mania) เลยโดนไล่ออกมาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นมาก็ยังไม่มีอาการซึมเศร้านะคะ แค่เสียความมั่นใจอย่างแรงเพราะล้มเหลวและไม่มีงานทำ แต่มาช่วง 2 อาทิตย์นี้มาเป็นซึมเศร้าหนักมาก พอไปหาหมอ หมอก็เพิ่มให้ทาน lithium เป็น เช้า 2 เม็ด เย็น 2 เม็ด บวกกับยาแก้ซึมเศร้าเม็ดสีเขียวอีก 1 เม็ด ซึ่งเป็นยาตัวเดียวกับที่เค้าเคยทานเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
อาการในช่วงอาทิตย์ก่อนคือ นอนไม่หลับเลยค่ะ หลับๆตื่นๆ รวมกันแล้วนอนคืนละไม่ถึง 2 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ค่อยดีขึ้นแล้ว เริ่มคิดๆๆน้อยลง แต่พอจะดีขึ้นก็มาคิดเรื่องหางานทำ ทำให้เหมือนทรุดลงไปอีก
ปัญหาก็คือ หนูโดนเค้าบอกเลิกค่ะ ทั้งที่เราก็ยังรักกันดีอยู่ ตั้งแต่เริ่มเดือนนี้มา อยู่ๆก็โดนบอกเลิกมา 3 ครั้งแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า เค้าไม่มีอนาคต แล้วยังมาเป็นโรคที่รักษาไม่หายอีก หนูเข้าใจเค้านะคะ ทั้งรักทั้งสงสาร แต่เค้าก็ไม่ยอม เค้าบอกว่ามีแฟนแล้วรู้สึกกดดัน เลยไปอยู่กับเพื่อนดีกว่า (แฟนเก่า) ซึ่งหลังจากสืบมาแล้วก็คือเค้าเป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันแล้ว แต่เค้าบอกว่าสบายใจที่จะอยู่กับคนนี้มากกว่า เพราะไม่กดดัน ทั้งที่หนูไม่ได้ไปกดดันอะไรเค้าเลย
ตอนนี้หนูทั้งเศร้า ทั้งเครียดเลยค่ะ งงว่าทำไมเราก็ยังรักกันดีอยู่แท้ๆ อยู่ๆก็มาตัดสินใจว่าชีวิตนี้จะไม่แต่งงานแล้ว จะอยู่เป็นโสดไปจนตาย งงว่าทำไมถึงไม่อยากอยู่กับเราทั้งที่เราก็คุยกันเข้าใจ และหนูก็ไม่ได้รังเกียจที่เค้าเป็นโรคนี้เลยนะคะ แต่เค้าอ่อนแอมาก มองว่าตัวเองไม่มีประสิทธิภาพ ต้องเป็นอย่างงี้ไปจนตาย ต่อให้หางานใหม่ได้ก็กลัวว่าจะไปก้าวร้าวจนตกงานอีก
อยากปรึกษาคุณหมอว่า หนูควรทำยังไงดีคะ ควรรักษาความสัมพันธ์ของเรายังไงดี ตอนนี้เค้าอยากให้เราเป็นเพื่อนกันเท่านั้น และการตัดสินใจของเค้า มันเกิดมาจากแค่ช่วงนี้เท่านั้นรึเปล่าคะ คุณหมอว่าถ้าเค้าหายแล้ว เค้าจะตัดสินใจใหม่ไม๊ แล้วถ้าเค้ากลับมาเป็นอีก เค้าก็จะต้องบอกเลิกกับหนูอีกรึเปล่าเนี่ย
สับสนมากค่ะ เครียดมาก อยากช่วยให้เค้าหายเร็วๆ
ขอบคุณค่ะ
คุณ nina ครับ ขอโทษด้วยครับที่ตอบช้า
ตอนนี้เท่าที่ดู มุมมองต่อสิ่งต่างๆ รวมทั้งการตัดสินใจของเขาเป็นมาจากภาวะซึมเศร้ามากกว่า นั่นคือ เมื่อเขาดีขึ้นจากภาวะซึมเศร้านี้แล้ว เขาน่าจะไม่มองอย่างนี้
ตอนนี้ถ้าผมแนะนำคือ เราต้องจิตใจหนักแน่นครับ OK ถ้าเขายังไม่พร้อมตอนนี้ก็คบกันแบบเพื่อนไปก่อนก็ได้ ห่างๆ เขานิดหนึ่ง คอยสอบถามแสดงความห่วงใยเขาอยู่ พร้อมจะรับฟังเขา แต่ถ้าเขายังไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร ไม่กดดันเขาว่าเขาต้องรักเรา เข้าใจเรา ทำไมเขาเปลี่ยนแปลงไป ทั้งๆ ที่เรายังเหมือนเดิม ... ฯลฯ รอเวลาผ่านไป แล้วสิ่งต่างๆ จะค่อยๆ ดีขึ้นครับ
ครั้งต่อไปถ้าเป็นจะบอกเลิกแบบนี้อีกไหม ถ้าเข้าใจกันแล้ว ช่วงที่ดีก็มีสัมพันธภาพดีขึ้น ถ้ากลับมาเป็นอีกก็ไม่น่าจะบอกเลิกแบบนี้อีก
คุณ m ครับ เด็กอายุ 14 เป็น autistic และ bipolar เจอน้อยมากครับ การรักษาจะยากขึ้นไปอีก การรักษาด้วยวิธีอื่นคงต้องถามคุณหมอที่รักษานะครับ เพราะคนไข้แต่ละคนจะเหมาะกับการรักษาแตกต่างกันไป
คุณหมอคะ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ ตอนนี้หนูก็ทำตามที่คุณหมอบอก ก็คือปล่อยๆเค้าไป พยายามไม่คิดอะไรมาก ถ้าเค้าสบายใจกับทางเลือกของเค้าก็โอเค แต่เราก็ยังคุยๆติดต่อกันอยู่เป็นบ้าง หวังว่าอะไรต่างๆคงจะดีขึ้นในไม่ช้า
ตอนนี้อาการซึมเศร้าของเค้าก็ดีขึ้นเป็นลำดับนะคะ จากที่คิดหมกมุ่นทั้งวัน ก็กลายเป็นพอจะไปออกกำลังกายหรือว่าทำนู่นนี่ได้แล้ว เรียกว่าน่าจะเกือบหายได้สัก 80-90% แล้วล่ะค่ะ แต่ว่ามีอีกอย่างที่สงสัยค่ะ คือช่วงนี้เค้ามีทานยาที่หมอให้เป็นยารักษาอาการซึมเศร้าด้วย เคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่า ถ้าคนที่เป็น BP ทานยาแก้ซึมเศร้าอย่างเดียวจะทำให้เข้าสู่ช่วง mania ได้ คุณหมอว่ามีส่วนไหมคะ เพราะสังเกตดูช่วงนี้เค้าเริ่มหงุดหงิดบ่อยขึ้น อารมณ์รุนแรงหน่อยๆ ทั้งที่เพิ่งจะหายจากซึมเศร้ามา ก็ไม่น่าจะกลายเป็นขี้หงุดหงิดได้ แต่เค้าก็ทาน lithium ควบคู่ไปด้วยนะคะ ไม่แน่ใจว่าปรกติแล้วอาการจะ swing อย่างนี้รึเปล่า หรือว่าเป็นเพราะยากันแน่ เพราะทานยาแก้ซึมเศร้าช่วงเช้าแล้วจะรู้สึก active ขึ้น แล้วตอนนี้เค้าก็ยังมีทานยาตอนกลางคืนด้วย (คิดว่าน่าจะช่วยให้นอนหลับ) พอทานแล้วก็จะเบลอๆ ซึมๆ ง่วงไปจนถึงสายๆของอีกวันเลย กลายเป็นเช้า-ซึมๆ บ่าย-active พอตกดึกก็ง่วงนอนเลย ตอนนี้ทานยาเป็น week ที่ 3 แล้วค่ะ คาดว่าหมอจะให้ทานประมาณ 1 เดือน แล้วหลังจากหยุดยาแล้ว จะนอนหลับรึเปล่าคะ
รบกวนคุณหมอหน่อยนะคะ ขอบคุณค่ะ