GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

กรณีของนายพิพันธ์ แซ่ดินตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2037/2528 : คนเชื้อชาติเวียดนามที่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337

การพิจารณาตัดสินคดีของนายพิพันธ์ จะเห็นว่าศาลไทยได้วินิจฉัยตัดสินคดีโดยยืนอยู่บนความถูกต้อง และเป็นธรรมมิได้นำเอาความเป็นบุคคลที่มีเชื้อชาติต่างประเทศของคู่ความมาจำกัดในการให้ความยุติธรรมแต่อย่างใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลไทยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิของมนุษย์ที่ไม่ควรถูกละเมิด

                 นายพิพันธ์ แซ่ดิน   เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2492 เป็นบุตรของนายกวางจี๋ แซ่ดิน และนางแหน แซ่เหงียนบุคคลสัญชาติญวน      โดยนายพิพันธ์ เกิดในระหว่างที่บิดามารดาเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและเข้าเมืองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง นายพิพันธ์จึงมีสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติที่มีผลบังคับใช้ในขณะเกิด

 

                เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2492 บิดาและมารดาของนายพิพันธ์ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

 

                ในปี พ.ศ.2516 นายพิพันธ์ แซ่ดิน ได้มาประกอบอาชีพอยู่ในเขตเทศบาลเมืองยโสธร ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร          และหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพโดยคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ทำการสำรวจคนญวนอพยพในจังหวัดยโสธร      และจดชื่อนายพิพันธ์ลงในทะเบียนบ้านคนญวนอพยพ      จังหวัดยโสธร พร้อมทั้งยึดบัตรประจำตัวคนไทยของนายพิพันธ์ไป

 

                นายพิพันธ์ได้ติดต่อหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพให้ถอนชื่อนายพิพันธ์     ออกจากทะเบียนบ้านคนญวนอพยพและขอคืนบัตรประจำตัวคนไทย         ทางราชการในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรได้มีการสอบสวน              แต่ไม่ดำเนินการตามคำขอของนายพิพันธ์อ้างว่านายพิพันธ์เป็นคนญวนอพยพ

 

                นายพิพันธ์จึงได้มาฟ้องศาลขอให้ศาลพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรและหัวหน้าสำนักงานกิจการญวนอพยพถอนหรือจำหน่ายชื่อนายพิพันธ์ออกจากทะเบียนคนญวนอพยพและทะเบียนอื่นใดที่มีชื่อนายพิพันธ์อยู่ร่วมกับคนญวนอพยพ     ให้คืนบัตรประจำตัวที่ยึดไป ถ้าไม่สามารถคืนได้ก็ให้ออกบัตรใหม่ให้

 

                คดีทำในสามศาลโดยศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

 

                ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 

                ศาลฎีกาพิพากษาว่า นายกวางจี๋และนางแหนหลบภัยสงครามจาก        ประเทศอินโดจีนของประเทศฝรั่งเศส(ประเทศลาว)       เข้ามาในราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 12 และ13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2489 ตามลำดับ      นายกวางจี๋และนางแหนได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2492  เมื่อปรากฏว่าโจทก์เกิดวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2492 อันเป็นเวลาระหว่างที่บิดามารดาเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราวและเข้ามาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย  ว่าด้วยคนเข้าเมือง     แม้โจทก์จะได้รับบัตรประจำตัวประชาชนในภายหลังโดยอ้างว่าได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน            โจทก์ก็ได้ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2515 ข้อ 1 (2) และ (3) แล้ว       การที่จำเลยที่ 3 จดชื่อโจทก์ลงในทะเบียนคนญวนอพยพและยึดบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ไว้   เป็นการทำตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

 

                ในการพิจารณาตัดสินคดีของนายพิพันธ์  จะเห็นว่าศาลไทยได้วินิจฉัยตัดสินคดีโดยยืนอยู่บนความถูกต้อง    และเป็นธรรมมิได้นำเอาความเป็นบุคคลที่มีเชื้อชาติต่างประเทศของคู่ความมาจำกัดในการให้ความยุติธรรมแต่อย่างใด          ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลไทยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิทธิของมนุษย์ที่ไม่ควรถูกละเมิด

 

                จากคดีของนายพิพันธ์ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของบุคคลที่มีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนซึ่งต่อมาได้ถูกถอนสัญชาติไทยอีกปัญหาหนึ่ง   ซึ่งแม้บุคคลดังกล่าวจะมีองค์ประกอบครบตามข้อ 1 แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ซึ่งจะต้องถูกถอนสัญชาติไทยตามกฎหมายแต่เนื่องจากการที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังขาดความชัดเจน        ทำให้การใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย     ประกอบกับการที่คนเชื้อชาติเวียดนามขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้จึงเป็นเหตุให้เกิดข้อโต้แย้งในกรณีการถูกถอนสัญชาติไทย   แต่อย่างไรก็ตามเมื่อศาลไทยได้ให้ความยุติธรรมจึงทำให้ปัญหาดังกล่าวยุติลงไปได้

                  ปัจจุบัน นายพิพันธ์          แซ่ดินมีสถานะเป็นคนไทยโดยได้สัญชาติไทยกลับคืนมาอีกครั้ง              โดยผลของประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับลงวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2547  เรื่องการสั่งให้บุคคลซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 และบุตรหลานได้สัญชาติไทย  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 72827
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)