เป้าหมายสำคัญของการศึกษา คือการเรียนรู้อย่างลึก (deep learning)    ซึ่งตรงกันข้ามกับการเรียนรู้อย่างผิวเผิน (superficial หรือ surface learning)   สาระในบทที่ ๓ นี้ เสนอนิยามใหม่ของ “การเรียนรู้อย่างลึก”   ซึ่งแตกต่างจากนิยามโดยทั่วไป    และแตกต่างจากที่ผมเคยเสนอในหนังสือ ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง (๒๕๖๓)   และเป็นคนละคำกับ deep learning ในระบบปัญญาประดิษฐ์ 

 

Deep Learning คืออะไร

นิยามอย่างกระชับที่สุดที่ Michael Fullan ให้ไว้ คือ "Deep Learning คือกระบวนการในการสร้างและพัฒนา สมรรถนะระดับโลก (global competencies) 6 ประการ (The 6Cs)     เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ไปแก้ปัญหาที่ซับซ้อน สร้างสรรค์สิ่งใหม่ และสร้างคุณค่าที่มีความหมายต่อตนเอง และ ต่อโลก" 

The 6Cs    ได้แก่  

  1. Character (อุปนิสัย)    มีความมุ่งมั่น อดทน เรียนรู้จากความล้มเหลว และกำกับตนเองได้
  2. Citizenship (ความเป็นพลเมือง)    เข้าใจความแตกต่างหลากหลาย   มีความรับผิดชอบต่อชุมชนและโลก
  3. Collaboration (การทำงานร่วมกัน)    ทำงานเป็นทีม แลกเปลี่ยนความคิด และพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. Communication (การสื่อสาร)    สื่อสารความคิดที่ซับซ้อนได้อย่างทรงพลัง ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ    ผมขอเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัวว่า สมรรถนะการสื่อสารต้องรวมทักษะในการ “ฟังอย่างลึก” (deep listening) เข้าไว้ด้วย 
  5. Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)    ตั้งคำถามที่ใช่ จินตนาการถึงทางออกใหม่ๆ และเปลี่ยนไอเดียให้เป็นความจริง
  6. Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์)    ประเมินข้อมูล วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และมองเห็นความเชื่อมโยงของระบบ

จะเห็นว่า แต่ละสมรรถนะ ใน The 6Cs เป็นสมรรถนะเชิงซ้อน  มีหลายสมรรถนะย่อยประกอบกัน    และต่าง C ส่งผลเสริมส่งหรือสนธิพลัง (synergy) กัน 

ขยายความสู่ "ระดับปฏิบัติการ"

ในเชิงปฏิบัติ Deep Learning ไม่ใช่ "รายวิชาใหม่" ที่ต้องเพิ่มเข้าไปในตารางสอน    แต่เป็นการ "ปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมการเรียนรู้" ในห้องเรียน    ผ่านองค์ประกอบ 4 ด้าน (The 4 Elements of Learning Design)  ดังนี้

ก. การปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติด้านการเรียนการสอน (Pedagogical Practices)

  1. การปฏิบัติ    เลิกสอนแบบ "ครูป้อนเนื้อหา-เด็กจด"    เปลี่ยนมาใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (Inquiry-based learning)   หรือใช้โครงงานเป็นฐาน (project-based learning)     ที่เริ่มต้นจากคำถามปลายเปิดหรือปัญหาจริงในชุมชน    และเด็กได้ฝึกทำงานเป็นทีม ร่วมกับเพื่อนๆ  และร่วมกับคนในชุมชน
  2. เป้าหมาย    ฝึกให้เด็กใช้ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)  และ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)    ในการค้นหาคำตอบด้วยตนเอง    รวมทั้งได้ฝึก C อื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน    เช่น ฝึกความร่วมมือ (collaboration) ซึ่งในบางครั้ง ได้มีโอกาสฝึกจัดการความขัดแย้ง (conflict resolution)  เป็นต้น   

ข. การสร้างหุ้นส่วนการเรียนรู้ (Learning Partnerships)

  1. การปฏิบัติ    ครูลดบทบาทจาก "ผู้เชี่ยวชาญหน้าห้อง"  มาเป็น "ผู้กระตุ้นการเรียนรู้"     และดึงผู้ปกครอง ชุมชน หรือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เข้ามาร่วมเป็นที่ปรึกษาในโครงงานของเด็ก
  2. เป้าหมาย    สร้าง การทำงานร่วมกัน (Collaboration)  และ ความเป็นพลเมือง (Citizenship)    ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายวัยและอาชีพ

ค. การออกแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Ecosystems)

  1. การปฏิบัติ    ทลายกำแพงห้องเรียนสี่เหลี่ยม    สร้างพื้นที่ที่ยืดหยุ่น (ทั้งในโรงเรียน นอกโรงเรียน และโลกออนไลน์)    และที่สำคัญที่สุดคือต้องสร้าง "ความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety)" ให้เด็กกล้าทดลองและล้มเหลว    ได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์ความล้มเหลว และเริ่มต้นใหม่   ผ่านการร่วมกันค้นหาแนวทางใหม่ 
  2. เป้าหมาย    บ่มเพาะ อุปนิสัย (Character) ด้านความมุ่งมั่น อดทน (Grit) และการเรียนรู้จากความผิดพลาด   (ดูหนังสือ ปลุกพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ ๒๕๖๗ โดยวิจารณ์ พานิช)

ง. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องเร่ง (Leveraging Digital)

  1. การปฏิบัติ    ไม่ใช่แค่อ่าน E-book    แต่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก    สร้างโมเดล ๓ มิติ หรือวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อแก้ปัญหา
  2. เป้าหมาย    ยกระดับ การสื่อสาร (Communication) ให้เด็กสามารถนำเสนอไอเดียของตนเองสู่สายตาชาวโลกได้อย่างทรงพลัง   ให้เด็กได้พัฒนากระบวนทัศน์ความเป็นพลเมืองโลก (global citizen mindset) ใส่ตัว    สร้างความเป็นคน มองไกล ใจกว้าง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 

ขยายความสู่ "ระดับการวัดผล"

Fullan ชี้ว่า "ไม่สามารถประเมิน Deep Learning ด้วยเครื่องมือของ Surface Learning ได้"   ข้อสอบกากบาทหรือ O-NET ไม่สามารถวัด The 6Cs ได้    การวัดผลในระบบ Deep Learning จึงต้องมีลักษณะดังนี้

ก. ใช้ "รูบริกความก้าวหน้า" (Deep Learning Progression Rubrics):

  1. Fullan และเครือข่าย NPDL (New Pedagogies for Deep Learning) ได้พัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า Progression Rubrics สำหรับสมรรถนะทั้ง 6 ตัว โดยแบ่งระดับความสามารถของเด็กตั้งแต่ระดับเริ่มต้น (Limited) ไปจนถึงระดับเชี่ยวชาญ (Profound)
  2. ตัวอย่าง    รูบริกด้าน Collaboration จะไม่วัดแค่ว่า "เด็กทำงานกลุ่มเสร็จไหม"    แต่วัดว่า "เด็กสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งในกลุ่ม และดึงศักยภาพที่แตกต่างกันของเพื่อนแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ในระดับใด"

ข. เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาและการสะท้อนคิด (Formative Assessment & Reflection)

  1. การประเมินไม่ได้มีไว้เพื่อ "ตัดเกรด" แต่มีไว้เพื่อ "ให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)" ระหว่างทาง   เพื่อหนุนการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง 
  2. ต้องมีกระบวนการให้เด็กประเมินตนเอง (Self-assessment)    และประเมินเพื่อน (Peer-assessment)  เพื่อให้เด็กรู้เท่าทันกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง  และมีทักษะพัฒนาวิธีเรียนรู้ของตนเอง (Metacognition)

ค. การประเมินจากผลงานและสภาพจริง (Authentic Assessment & Exhibitions)

  1. หลักฐานของการเกิด Deep Learning คือ "ร่องรอยการเรียนรู้" และ "ผลลัพธ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง"
  2. วิธีการวัด    ให้เด็กจัดนิทรรศการแสดงการเรียนรู้ (Exhibitions of Learning)    เพื่อนำเสนอโครงงานต่อสาธารณชน    หรือใช้แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) ที่บันทึกพัฒนาการตั้งแต่วันแรกที่ทำโครงงานจนถึงวันที่แก้ปัญหาสำเร็จ    
  3. กรรมการประเมินไม่ใช่แค่ครู แต่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและคนในชุมชน

สรุป

การเรียนรู้อย่างลึก ในที่นี้  คือการเรียนรู้ที่สร้างคนคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้   รู้วิธีพัฒนาตน  และตระหนักว่าตนเป็นพลเมืองในทุกระดับจนถึงเป็นพลเมืองโลก   

 

เปรียบเทียบ 21st Century Learning, Holistic Learning และ Deep Learning

21st Century Learning

ต้นศตวรรษที่ ๒๑ องค์กร Partnership for 21st Century Skills (P21) เสนอ Framework for 21st Century Learning (2007)    ต่อมาในปี ค.ศ. 2015 WEF (World Economic Forum) เสนอ The skills needed in the 21st century   สะท้อนความต้องการเรียนรู้ที่ซับซ้อนหลายมิติพร้อมๆ กัน เพื่อการทำงานและการดำรงชีวิตในอนาคตที่ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก    ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ หนังสือ วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ โดย วิจารณ์ พานิช ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่   จะเห็นว่า เวลาผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี   ระบบการศึกษาโลกยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก    เรื่องการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ยังเป็นเพียงความรู้เชิงทฤษฎี   ยังไม่เป็นวิถีปฏิบัติของระบบการศึกษาของประเทศต่างๆ   ยกเว้นไม่กี่ประเทศที่จะกล่าวถึงในบทที่ ๑๒   แม้ว่าเอกสารเสนอแนะเรื่องการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ จะเสนอแนะให้เอาใจใส่เรื่องเปลี่ยนวิธีประเมิน วิธีจัดหลักสูตรและการเรียนการสอน การพัฒนาครู และการจัดระบบนิเวศการเรียนรู้   แต่เมื่อประเทศต่างๆ นำไปประยุกต์ มักไม่ได้ดำเนินการพลิกโฉมเชิงระบบอย่างครบถ้วน    ขบวนการการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑ จึงไม่ส่งผลพลิกโฉม ระบบ การศึกษาโลก     

Holistic Learning 

จุดเริ่มต้นของ การศึกษาแบบองค์รวม(holistic education) ค่อยๆ ก่อตัวตั้งแต่ต้น(คริสต)ศตวรรษที่ ๒๐  โดยมีปราชญ์ด้านการเรียนรู้หลายท่านมีส่วนเสนอว่า การศึกษาต้องพัฒนามนุษย์ครบทั้งด้าน สมอง (head)  มือ (hands)  และใจ (heart)    นำสู่การเรียนรู้เชิงรุก (active learning)   และการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)    เพื่อบรรลุการเรียนรู้แบบองค์รวม    จะเห็นว่า การศึกษาแบบองค์รวม เน้นที่ตัวบุคคล    หย่อนที่การมองเชิงระบบ และภาพรวมของระบบการศึกษา         

Deep Learning

 Fullan ค่อยๆ พัฒนาความหมาย เป้าหมาย และวิธีการของ การเรียนรู้อย่างลึก จากการวิเคราะห์จุดอ่อนของ การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑  และ การเรียนรู้แบบองค์รวม    สู่การนำเสนอ สมรรถนะระดับโลก the 6Cs  สำหรับเป็นทั้งเป้าหมาย และเครื่องมือบรรลุเป้าหมาย ที่จะนำสู่การบรรลุการพลิกโฉมระบบการศึกษา   

 

ตัวขับเคลื่อนสู่ Deep Learning

เพื่อบรรลุเป้หมาย การเรียนรู้อย่างลึก เกิด The 6Cs ทั้งในระดับบุคคล (ปัจเจก)  และระดับระบบ    ผู้เกี่ยวข้องต้องใช้ ตัวขับเคลื่อน (drivers) ที่ถูกต้อง   ไม่หลงใช้ตัวขับเคลื่อนที่ผิด 

ตัวขับเคลื่อนที่ผิด

การบ้าสอบวัดผล (การสอบมาตรฐาน)   การอัดฉีดเทคโนโลยีโดยไม่เปลี่ยนวิธีสอน  หรือการทำโครงการแยกส่วน   รวมทั้งการดำเนินการตามคำสั่งของเบื้องบนโดยไม่คำนึงถึงการเรียนรู้ที่แท้จริงของนักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง   

ตัวขับเคลื่อนที่ถูกต้อง

มี ๔ ตัวขับเคลื่อนหลัก   ดังต่อไปนี้

  1. การสร้างสมรรถนะ (Capacity Building)    สิ่งที่เป็นอยู่ (ตัวขับเคลื่อนที่ผิด)  คือการใช้ "การประเมินแบบจับผิดและเดิมพันสูง (Punitive Accountability)" เพื่อบีบให้ครูหรือโรงเรียนทำผลงาน    ตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง คือ รัฐ หรือเขตพื้นที่ ต้องเปลี่ยนงบประมาณและเวลาจากการจัดสอบ/จัดประเมิน     มาเป็น "การสร้างสมรรถนะให้ครูและผู้บริหาร"     การจะจัดการเรียนรู้เชิงลึกได้ ครูต้องมีทักษะในการตั้งคำถาม  การออกแบบโครงงาน  และการเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)     ระบบต้องมีทรัพยากร พี่เลี้ยง และเวลา  ให้ครูได้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกลัวถูกลงโทษเมื่อทำพลาด
  2. ความเป็นมืออาชีพแบบร่วมมือ (Collaborative Professionalism)      สิ่งที่เป็นอยู่ (ตัวขับเคลื่อนที่ผิด)  คือการ พึ่งพา ดาวเด่น (Individual Quality) หรือปล่อยให้ครูต่างคนต่างสอนในไซโลของตัวเองตัว     ตัวขับเคลื่อนที่ส่งผลจริงคือ “ทีมที่เก่ง"     ตัวขับเคลื่อน Deep Learning คือการสร้าง "วัฒนธรรมการทำงานร่วมกันอย่างลึกซึ้ง"     ครูต้องทำ PLC (Professional Learning Community) เพื่อถอดบทเรียนจากการสอนร่วมกัน     เปิดห้องเรียนให้เพื่อนครูเข้าไปสังเกตการณ์ และออกแบบหลักสูตรข้ามรายวิชาร่วมกัน (Lateral Capacity Building)   โดยผมขอเพิ่มเติมให้สนใจหลักการและวิธีการ SLC – School as Learning Community ด้วย   รายละเอียดมีในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ (๒๕๖๖)  โดย วิจารณ์ พานิช   
  3. วิธีวิทยาการเรียนรู้ต้องมาก่อน (Pedagogy over Technology)    สิ่งที่เป็นอยู่ (ตัวขับเคลื่อนที่ผิด)  คือความเชื่อที่ว่าการแจกแท็บเล็ต กระดานอัจฉริยะ หรือ AI ให้ทุกห้องเรียน จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ล้ำสมัย     ตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง คือ  เทคโนโลยีเป็นเพียงตัวเร่ง (Accelerator)    แต่ "วิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ (Pedagogy)" คือหัวใจนำทาง     ระบบต้องขับเคลื่อนด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีสอนของครู ให้เน้นการสืบเสาะ (Inquiry) และการพัฒนาสมรรถนะ 6Cs ก่อน    จากนั้นค่อยตั้งคำถามว่า "เราจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยขยายผล (Leverage) ให้โครงงานของเด็กๆ สร้างอิมแพคต่อโลกได้อย่างไร"
  4. ความเป็นระบบและความสอดคล้อง (Systemness & Coherence)    สิ่งที่เป็นอยู่ (ตัวขับเคลื่อนที่ผิด) คือนโยบายแยกส่วน (Fragmented Strategies)  วันนี้กระทรวงสั่งทำเรื่องคุณธรรม  พรุ่งนี้สั่งทำเรื่องโค้ดดิ้ง  มะรืนสั่งประเมินแบบใหม่     ทำให้หน้างานเกิดภาวะ "Innovation Overload" หรือนวัตกรรมล้นเกิน   จนครูเหนื่อยล้า    ตัวขับเคลื่อนที่แท้จริง คือ  การสร้าง "ความสอดคล้อง (Coherence)"    ผู้บริหารระดับนโยบาย ระดับกลาง (เขตพื้นที่ฯ) และระดับโรงเรียน ต้องมี "เข็มทิศเดียวกัน"    หากตั้งเป้าที่ Deep Learning  และ The 6Cs ทุกนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องนี้ต้องถูก "ตัดทิ้ง"     การประเมินวิทยฐานะ งบประมาณ และการประเมินโรงเรียน ต้องหันหัวเรือไปทิศทางเดียวกันทั้งหมด เพื่อลดความสับสนและรวมพลังทั้งระบบ

 

วิถีชีวิตของทุกคนในระบบนิเวศการศึกษา

เพื่อให้นักเรียนบรรลุ Deep Learning ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสมดังต่อไปนี้ 

 Deep Learning ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Adult Deep Learning) 

การเรียนรู้เชิงลึกของผู้ใหญ่ หมายถึงการ "รื้อถอน (Unlearn)" ความเชื่อเดิมๆ และสร้างกรอบคิดใหม่ในการทำงานร่วมกัน ดังนี้ 

ครู  เปลี่ยนจาก "ผู้บรรยายเดี่ยว" สู่ "นักวิจัยร่วม"    Deep Learning ของครูคือสิ่งที่ Fullan เรียกว่า "ความเป็นมืออาชีพแบบร่วมมือ (Collaborative Professionalism)"    ครูจะไม่เรียนรู้ผ่านการไปนั่งฟังวิทยากรในห้องอบรม    แต่เรียนรู้ผ่านการทำ PLC ของจริง    นั่นคือการนำชิ้นงานของเด็กมาวิเคราะห์ร่วมกับเพื่อนครู    กล้าเปิดเผยความล้มเหลวในห้องเรียนของตนเอง และร่วมกันออกแบบนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ ตลอดเวลา

ผู้บริหารโรงเรียนและเขตพื้นที่  เปลี่ยนจาก "ผู้ตรวจสอบ" สู่ "ผู้นำการเรียนรู้"    Deep Learning ของผู้บริหารคือการเป็น "Lead Learner" (ผู้เรียนรู้นำ)    แทนที่จะนั่งสั่งการอยู่บนหอคอยงาช้าง ผู้บริหารต้องลงมาคลุกคลีในห้องเรียนเพื่อทำความเข้าใจความยากลำบากของครู    เรียนรู้วิธีการเป็น "โล่กำบัง" นโยบายที่ไม่จำเป็น    และเรียนรู้ที่จะใช้ระบบคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) เพื่อสร้างความสอดคล้อง (Coherence) ให้องค์กร

ผู้ปกครอง เปลี่ยนจาก "ลูกค้า" สู่ "หุ้นส่วนการเรียนรู้"    Deep Learning ของผู้ปกครอง คือการก้าวข้ามความเชื่อเดิมที่ว่า "ความสำเร็จของลูกดูที่เกรดและคะแนนสอบ"    ไปสู่การเข้าใจสมรรถนะ 6Cs    ผู้ปกครองต้องเรียนรู้วิธีตั้งคำถามปลายเปิดกับลูกที่บ้าน    เรียนรู้วิธีรับฟังโดยไม่ตัดสิน    และตระหนักว่าบ้านคือฐานที่มั่นสำคัญในการสร้าง Character (อุปนิสัย) ของเด็ก

ผู้นำชุมชน  เปลี่ยนจาก "ผู้บริจาคเงิน" สู่ "ผู้ร่วมสร้างหลักสูตร"    ชุมชนต้องเกิด Deep Learning โดยตระหนักว่าตนเองไม่ใช่แค่ผู้สนับสนุนภายนอก    แต่เป็น "ห้องเรียนมีชีวิต"     ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน หรือเจ้าของธุรกิจท้องถิ่น เรียนรู้ที่จะถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนเอง และเปิดพื้นที่ให้เด็กเข้ามาร่วมแก้ปัญหาจริงในชุมชน

Deep Learning ของผู้ใหญ่ หนุน Deep Learning ของเด็กอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงของผู้ใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้เป็นแค่ส่วนเสริม    แต่เป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst)" ที่ทำให้ Deep Learning ของนักเรียนเกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน ผ่านกลไกเหล่านี้

กฎแห่งภาพสะท้อน (Isomorphism / Modeling)    เราไม่สามารถสอนทักษะ Collaboration (การทำงานร่วมกัน) ให้เด็กได้    หากครูในหมวดวิชายังทะเลาะกัน และไม่เคยทำงานข้ามหมวด    เราไม่สามารถสอน Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) ให้เด็กได้ หากผู้บริหารยังบังคับให้ครูทำตามคำสั่งโดยห้ามตั้งคำถาม    เมื่อผู้ใหญ่มี 6Cs เด็กก็จะซึมซับ 6Cs ผ่านการสังเกตพฤติกรรมแวดล้อมโดยอัตโนมัติ

การสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety)    เมื่อผู้บริหารเกิด Deep Learning และยอมรับความผิดพลาดของตนเองได้ (Vulnerability)    สิ่งนี้จะส่งต่อมาถึงครู ทำให้ครูกล้าทดลองสอนวิธีใหม่ๆ    และเมื่อครูไม่กลัวความผิดพลาด ครูจะสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่อนุญาตให้เด็กล้มเหลวและทดลองทำโครงงานที่ท้าทายได้

การทลายกำแพงห้องเรียน (Ecosystem of Learning)    เมื่อผู้ปกครองและชุมชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนการเรียนรู้ (Learning Partners)    ทรัพยากรและโจทย์ปัญหาในโลกจริงจะหลั่งไหลเข้าสู่โรงเรียน    เด็กจะไม่ต้องเรียนรู้จากหนังสือเรียนแห้งๆ อีกต่อไป    แต่จะได้เรียนผ่านการแก้ปัญหาน้ำเสียในหมู่บ้าน หรือการสร้างแบรนด์สินค้าให้ชุมชน    ทำให้เป้าหมาย (Purpose) และความเป็นมนุษย์ (Shared Humanity) เกิดขึ้นจริง

ความสอดคล้องและมีทิศทางเดียว (Systemic Coherence)    เมื่อผู้ใหญ่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า "เป้าหมายใหม่ของการศึกษาคืออะไร"    เด็กจะไม่เกิดความสับสน  เช่น โรงเรียนสอนให้คิดนอกกรอบ    แต่พอกลับบ้านพ่อแม่ด่าที่ผลสอบ O-NET ตก    เมื่อระบบนิเวศเป็นเนื้อเดียวกัน พลังงานทั้งหมดของเด็กจะพุ่งเป้าไปที่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เต็มที่

การสร้าง Systemness จึงเป็นการถักทอผู้ใหญ่เหล่านี้ให้เป็น "ตาข่ายรองรับ" ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เด็กสามารถกระโดดไปได้สูงที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะไปถึง 

 

อุปสรรคสำคัญที่สุด ที่ทำให้นักเรียนไม่บรรลุ Deep Learning คืออะไร

Michael Fullan บอกว่า อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ The 6Cs หรือ Deep Learning ให้เกิดขึ้นจริงกับนักเรียน ไม่ใช่การขาดแคลนเทคโนโลยีหรือหลักสูตรที่ไม่ดี   แต่เกิดจาก "ความเฉื่อยชาของระบบ โครงสร้าง และวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม" ที่ขัดขวางกระบวนการเรียนรู้เชิงลึก    โดยสรุปอุปสรรคสำคัญได้ ๔ ประการ ดังนี้

ภาวะนวัตกรรมล้นเกิน และขาดความเชื่อมโยง (Innovation Overload & Fragmentation)

Fullan มักเตือนเสมอถึงภาวะ "Projectitis" หรือการที่โรงเรียนรับเอาโครงการ นโยบาย หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามามากเกินไป  แต่ทำแบบสะเปะสะปะ แยกส่วนกันทำ    เมื่อมีการนำ 6Cs เข้ามา ผู้บริหารหรือครูอาจมองว่ามันเป็น "แค่อีกหนึ่งภาระงาน" หรือ "อีกหนึ่งตัวชี้วัด" ที่ต้องทำส่งกระทรวงฯ    แทนที่จะมองว่ามันคือแกนกลาง (Core) ในการเปลี่ยนผ่านการเรียนรู้ ทำให้การสอน 6Cs กลายเป็นเพียงความฉาบฉวย ไม่เกิดความหมายเชิงลึก

ไวยากรณ์ของการใช้ชีวิตในโรงเรียนแบบดั้งเดิม (The Grammar of Schooling)

การบ่มเพาะ 6Cs ต้องอาศัยพื้นที่ เวลา และอิสระในการตั้งคำถามและการแก้ปัญหาในชีวิตจริง (Real-world problem solving)    แต่อุปสรรคสำคัญคือโครงสร้างโรงเรียนยังคงเป็นแบบโรงงาน (Factory Model)   ได้แก่  (๑) ตารางสอนที่ถูกซอยย่อย เรียนวิชาละ 50 นาทีแล้วเปลี่ยนวิชา   ทำให้เด็กไม่สามารถจดจ่อหรือทำโปรเจกต์ที่ต้องใช้ความร่วมมือและความคิดสร้างสรรค์ (Collaboration & Creativity) ได้อย่างต่อเนื่อง    (๒) การยึดติดกับการสอบมาตรฐาน (Standardized Testing)  วัฒนธรรม "สอนเพื่อสอบ" ทำให้ครูต้องเร่งสอนเนื้อหา (Coverage) มากกว่าการลงลึก (Deep Learning)    เมื่อระบบประเมินผลยังวัดแค่ความจำ 6Cs จึงถูกมองข้ามเพราะ "ไม่ออกสอบ"

วัฒนธรรมการทำงานแบบโดดเดี่ยวของครู (Teacher Isolation / Privatism)

Fullan เน้นย้ำว่า "คุณภาพของระบบการศึกษา ไม่อาจก้าวข้ามคุณภาพของครูไปได้"    อุปสรรคใหญ่คือการที่ครูยังคงทำงานและแก้ปัญหาอย่างโดดเดี่ยวในห้องเรียนของตนเอง (Silo)    หากเราต้องการให้เด็กเกิดทักษะ 6Cs (เช่น การทำงานร่วมกันและการสื่อสาร)   ครูเองก็ต้องมีวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน (Collaborative Culture) เพื่อออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการข้ามวิชาก่อน    หากครูยังไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ การจะสร้างบรรยากาศเหล่านั้นให้เกิดกับนักเรียนจึงเป็นไปได้ยากมาก

การเปลี่ยนแปลงที่ปราศจาก "ความหมาย" ของผู้ปฏิบัติ (Lack of Subjective Meaning)

ใน The New Meaning of Educational Change, 6th Edition, 2025  Fullan ชี้ชัดว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ล้มเหลวเกิดจากการสั่งการจากเบื้องบน (Top-down mandate)    โดยที่ครูและนักเรียนไม่ได้เข้าใจหรือเห็นพ้องถึง "ความหมาย" (Meaning) ของการเปลี่ยนแปลงนั้น    หากครูไม่เปลี่ยนความเชื่อ (Mindset) ว่าทำไม 6Cs ถึงสำคัญต่อชีวิตเด็กในโลกอนาคต การสอน 6Cs ก็จะเป็นเพียงการทำตามรูปแบบ (Compliance)    มากกว่าการเปลี่ยนกระบวนการสอน (Pedagogical Shift) อย่างแท้จริง

สรุปได้ว่า  อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องของเทคนิควิธีการสอน    แต่เป็นอุปสรรคเชิงระบบ (Systemic Barrier)    และวัฒนธรรมองค์กรที่ยังยึดติดกับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๐

 

กระบวนการหนุนนักเรียนให้บรรลุ Deep Learning

เพื่อให้ผู้เรียนก้าวข้ามจากการเรียนรู้แบบผิวเผิน (Surface Learning) ไปสู่ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Deep Learning)   และเกิดทักษะ The 6Cs ได้  Michael Fullan (และ Joanne Quinn ซึ่งทำงานวิจัยร่วมกัน) ได้เสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงไว้ โดยหัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยน "การออกแบบการเรียนรู้" (Learning Design) และกระบวนการทำงานของครู    โดยมีองค์ประกอบและขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้

ปรับ 4 องค์ประกอบของการออกแบบการเรียนรู้ (The Four Elements of Learning Design)

ครูต้องบูรณาการ 4 องค์ประกอบนี้เข้าด้วยกัน ไม่สามารถทำแยกส่วนได้ 

  1. สร้างพันธมิตรการเรียนรู้ (Learning Partnerships)    เปลี่ยนความสัมพันธ์จาก "ผู้ให้-ผู้รับ" เป็น "หุ้นส่วน"(ก) ระหว่างครูกับนักเรียน ครูลดบทบาทการเป็นผู้บอกความรู้ (Sage on the stage)    มาเป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้และเรียนไปพร้อมกับเด็ก (Activator/Co-learner) ให้เสียงของนักเรียน (Student voice) มีส่วนร่วมในการเลือกหัวข้อและวิธีเรียน   (ข) ระหว่างนักเรียนด้วยกัน  ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และการให้ Feedback ซึ่งกันและกัน   (ค) กับครอบครัวและชุมชน  ดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอกหรือปราชญ์ชาวบ้านมาร่วมให้ความรู้และประเมินผล
  2. ปรับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ (Learning Environments)    สร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน ทั้งพื้นที่ทางกายภาพ (จัดโต๊ะกลุ่ม, มุมทดลอง) และพื้นที่เสมือน (ออนไลน์)    ที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาที่ปลอดภัย (Psychological Safety) ที่นักเรียนกล้าลองผิดลองถูก กล้าตั้งคำถามโง่ๆ โดยไม่ถูกลงโทษหรือล้อเลียน
  3. ใช้วิธีปฏิบัติทางครุศาสตร์แบบใหม่ (Pedagogical Practices)    เน้นการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถาม (Inquiry-based Learning) และการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem/Project-based Learning) ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงหรือชุมชนของเด็ก   ใช้การประเมินผลเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) อย่างต่อเนื่อง   เพื่อให้เด็กรู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหนและต้องปรับปรุงอย่างไร    แทนที่จะรอตัดเกรดตอนปลายภาคครั้งเดียว
  4. ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลอย่างชาญฉลาด (Leveraging Digital)    เทคโนโลยีต้องไม่ถูกใช้แค่เพื่อ "แทนที่" กระดาษ แต่ต้องใช้เพื่อ "ยกระดับ" (Accelerate) การเรียนรู้    ใช้ดิจิทัลเพื่อให้เด็กเข้าถึงแหล่งข้อมูลทั่วโลก, เชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญผ่านวิดีโอคอล, หรือใช้ซอฟต์แวร์ในการสร้างสรรค์ผลงาน (Creativity) และแก้ปัญหา

ใช้กระบวนการ "สืบสอบร่วมกัน" ของครู (Collaborative Inquiry Process)

ในหนังสือ The New Meaning of Educational Change  Fullan ย้ำเสมอว่า "การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดจากกระบวนการ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว"    ดังนั้น การจะทำ 4 องค์ประกอบข้างต้นให้สำเร็จ ครูต้องทำงานผ่านวงจร Collaborative Inquiry อย่างต่อเนื่อง  ดังนี้

  • ประเมินความต้องการ (Assess)    ครูรวมกลุ่มกัน (PLC) ดูข้อมูลและผลงานของนักเรียน เพื่อหาว่าเด็กขาดทักษะใดใน 6Cs
  • ออกแบบการเรียนรู้ (Design)    ครูร่วมกันออกแบบบทเรียนหรือโปรเจกต์ โดยใช้ 4 องค์ประกอบ (Learning Design) เข้ามาช่วย
  • ลงมือปฏิบัติ (Implement)    นำแผนไปใช้จริงในห้องเรียน โดยมีครูคนอื่นช่วยสังเกตการณ์ (Peer Observation)
  • วัดผลและสะท้อนคิด (Measure & Reflect)    กลับมาคุยกันว่าเด็กเกิด Deep Learning หรือไม่ อะไรได้ผล อะไรต้องปรับปรุง แล้วเริ่มวงจรใหม่

สร้างความหมายและความเชื่อมโยง (Meaning & Coherence Making)

  • ให้เด็กเห็นคุณค่า    Deep Learning จะเกิดก็ต่อเมื่อนักเรียนรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมีประโยชน์ และสามารถนำไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกของเขาได้ (Engage the world, change the world)
    • ผู้นำต้องปกป้องเวลาให้ครู    ผู้บริหารต้องเคลียร์งานที่ซ้ำซ้อนทิ้งไป เพื่อให้ครูมีเวลาและพื้นที่ในการทำ Collaborative Inquiry อย่างแท้จริง

 

การดำเนินการเพื่อผลการเรียนรู้อย่างลึกในทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยาก    ที่จริงก็เป็นที่รู้กันทั่วไป    และมีโรงเรียนไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะราวๆ ๑ พันโรงเรียน   จากจำนวนทั้งหมดประมาณ ๓ หมื่นโรงเรียน   ที่ดำเนินการแนวนี้อยู่แล้ว    และเห็นผลชัดเจน    แต่ในด้านการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทย เป็นเรื่องยากมาก   และล้มเหลวมา ๓๐ ปี   หวังว่าหนังสือเล่มนี้ จะช่วยกระตุ้นทั้งในระดับปฏิบัติการ (ครูและโรงเรียน)  ระดับกลาง (เขตพื้นที่และจังหวัด)   และระดับนโยบายส่วนกลาง   

วิจารณ์ พานิช

๑๒ เม.ย. ๖๙   ปรับปรุง ๕ พ.ค. ๖๙