ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอชิตะ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ และเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ประทับอยู่ในป่าหิมพานต์ เราได้ถวายผลมะม่วง ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีฉวีวรรณเหมือนทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้

ทาสกเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๗. ทาสกเถรคาถา

ภาษิตของพระทาสกเถระ

        ทราบว่า ท่านพระทาสกเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๑๗] เมื่อใด บุคคลผู้ถูกความง่วงเหงาครอบงำบริโภคมาก

                ชอบแต่นอนกลิ้งเกลือกไปมา

                เมื่อนั้น เขาย่อมมีปัญญาเฉื่อยชา ชอบเข้าห้องเป็นอาจิณ

                เหมือนสุกรอ้วนที่เขาขุนด้วยเศษอาหาร (นอนกลิ้งเกลือกไปมา)

--------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถาทาสกเถรคาถา

         เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระตถาคตเจ้ายังไม่ได้เสด็จอุบัติขึ้น ท่านได้ถวายผลมะม่วงอันน่าพึงใจแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอชิตะ ผู้ลงจากเขาคันธมาทน์มาสู่คลองแห่งมนุษย์ แล้วเที่ยวบิณฑบาตในบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมาก.
         ท่านขวนขวายกุศลกรรมอย่างนี้ ละจากสุคติเข้าถึงสุคติ เกิดในเรือนมีตระกูล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ท่านอันอนาถบิณฑิกเศรษฐีแต่งตั้งไว้ในหน้าที่ปฏิบัติพระวิหาร ก็ปฏิบัติพระวิหารโดยเคารพ ได้มีศรัทธา โดยได้เห็นพระพุทธเจ้า และโดยการฟังพระสัทธรรมเนืองๆ บวชแล้ว.
         ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระทาสกเถระนี้เกิดในเรือนมีตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เจริญวัยแล้วบำรุงพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพรูปใดรูปหนึ่ง มีความประสงค์จะให้ท่านช่วยทำกิจบางอย่าง จึงสั่งบังคับท่าน ด้วยกรรมนั้น เขาเกิดในท้องของหญิงทาสีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เจริญวัยแล้ว อันท่านเศรษฐีแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งผู้ปฏิบัติพระวิหาร ได้เป็นผู้มีศรัทธาแล้ว โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
         ท่านมหาเศรษฐีสดับศีลาจารวัตรและอัธยาศัยของเขาแล้ว กระทำให้เขาเป็นไท (พ้นจากทาส) แล้วบอกว่า ขอท่านจงบวชตามสบาย ภิกษุทั้งหลายให้เขาบรรพชาแล้ว. จำเดิมแต่บวชแล้ว เขากลับเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นผู้ที่มีความเพียรเสื่อม ไม่กระทำวัตรปฏิบัติใดๆ ที่ไหนจะบำเพ็ญสมณธรรมเล่า มุ่งแต่บริโภคจนเต็มที่ มักมากไปด้วยการนอนอย่างเดียว. แม้ในเวลาฟังธรรมก็เข้าไปสู่มุมแห่งหนึ่ง นั่งท้ายบริษัท หลับกรนครอกๆ ตลอดเวลา.
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูบุรพนิสัยของท่านแล้ว เพื่อจะให้ท่านเกิดความสังเวช จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
         เมื่อใด บุคคลเป็นผู้ง่วงเหงาและกินมาก มักนอนหลับ กลิ้งเกลือกไปมา เมื่อนั้น เขาเป็นคนเขลาย่อมเข้าห้องบ่อยๆ เหมือนสุกรใหญ่ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ฉะนั้น ดังนี้.
         ในเวลาใด บุรุษย่อมเป็นผู้ง่วงเหงาหาวนอนและกินมาก ไม่สามารถจะผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นได้ มักนอนหลับ กลิ้งเกลือกไปมา เหมือนสุกรใหญ่ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ในเวลานั้น บุรุษนั้นย่อมไม่อาจมนสิการไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะไม่ได้มนสิการไตรลักษณ์เหล่านั้น เขาจึงเป็นผู้มีปัญญาน้อย ย่อมเข้าห้องบ่อยๆ หรือไม่พ้นจากที่อยู่ คือห้องไปได้.
         พระทาสกเถระฟังพระคาถานั้นแล้วเกิดความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา แล้วได้กระทำให้แจ้งพระอรหัต ต่อกาลไม่นานเลย.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอชิตะ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ และเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ประทับอยู่ในป่าหิมพานต์ เราได้ถวายผลมะม่วง ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีฉวีวรรณเหมือนทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้
         เราเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
         ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวยืนยันพระคาถานั้นแหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนเราด้วยพระคาถานี้ พระคาถานี้เป็นดังขอสับสำหรับเรา.
         นี้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล โดยปริวัตตาหารนัยของพระเถระนั้น.