เพลัฏฐสีสเถรคาถา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๖. เพลัฏฐสีสเถรคาถา
ภาษิตของพระเพลัฏฐสีสเถระ
ทราบว่า ท่านพระเพลัฏฐสีสเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
[๑๖] โคอาชาไนย เจริญเต็มที่เทียมไถแล้ว
ย่อมลากไถไปได้โดยไม่ลำบาก ฉันใด
เราเมื่อได้ความสุข ปราศจากอามิส (ความสุขจากผลสมาบัติที่ไม่เจือด้วยอามิส ๓ คือ อามิสคือกาม อามิสคือโลก อามิสคือวัฏฏะ) เจือปนแล้ว
วันคืนทั้งหลาย ย่อมผ่านพ้นเราไปโดยไม่ยาก ฉันนั้น
-------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก
อรรถกถาเพลัฏฐสีสเถรคาถา
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านเกิดในเรือนมีตระกูล เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา บวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรม ไม่อาจจะยังคุณวิเศษให้เกิดได้ เพราะไม่มีอุปนิสสยสมบัติ.
ก็ท่านเข้าไปสั่งสมกุศลเป็นอันมาก อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายผลมะงั่ว.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สร้างสมบุญแล้วก็เข้าถึงสุคติจากสุคติ วนไปเวียนมา บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะได้ตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ บวชเป็นดาบสในสำนักของอุรุเวลกัสสปดาบส ในเวลาที่ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยชฎิลพันหนึ่ง.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ผู้โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ รุ่งเรืองดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ และเหมือนต้นไม้ประจำทวีปที่รุ่งโรจน์ เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะงั่วถวายแด่พระศาสดาผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นวีรบุรุษ ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้วดังนี้.
พระเถระนี้ผู้บรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เป็นอุปัชฌาย์ของท่านพระธรรมภัณฑาคาริก วันหนึ่งออกจากผลสมาบัติแล้ว พิจารณาถึงพระอรหัตอันสงบ ประณีต เป็นนิรามิสสุข และบุรพกรรมของตน ด้วยอำนาจกำลังแห่งปีติ จึงได้กล่าวคาถาว่า
โคอาชาไนยตัวเจริญ เทียมไถแล้วย่อมลากไถไปได้โดยไม่ลำบากฉันใด เมื่อเราได้ความสุขอันไม่เจือด้วยอามิส คืนและวันทั้งหลายย่อมผ่านพ้นเราไปได้โดยยากฉันนั้น ดังนี้.
เปรียบเหมือนโคผู้อาชาไนยที่เขาเทียมไถแล้วไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ในรอยไถที่มีรากหญ้าเป็นฟ่อนๆ เป็นต้น เดิน เปลี่ยนรอยไถไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง จนแสดงถึงการปรับเข้าในแนวไถได้ราบเสมอฉันใด แม้วันและคืนทั้งหลายย่อมละคือผ่านเราไปได้โดยยากฉันนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า เมื่อเราได้ความสุขอันไม่เจือด้วยอามิส ดังนี้ ก็โดยพิจารณาว่า จำเดิมแต่นั้น วันและคืนก็ผ่านไปโดยยาก ดังนี้.
อธิบายว่า เมื่อสุขที่ปราศจากอามิสอันเราได้แล้ว มีอยู่ จำเดิมแต่เวลาที่เราได้นิรามิสสุขนั้น ดังนี้.