ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๔ นับถอยหลังแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าสตรังสี เที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใส ไหว้แล้ว ได้ถวายผลตาลที่อยู่ในมือของตน ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพนั่นแหละไปๆ มาๆ

สิงคาลเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๘. สิงคาลเถรคาถา

ภาษิตของพระสิงคาลเถระ

        ทราบว่า ท่านพระสิงคาลเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๑๘] ภิกษุอยู่ในป่าเภสกฬาวัน พิจารณาแผ่นดินคืออัตภาพนี้

                ด้วยเข้าใจว่า เป็นกระดูกล้วน เป็นอารมณ์

                ย่อมชื่อว่าเป็นทายาทของพระพุทธเจ้า

                เราเข้าใจว่า ท่านรูปนั้นเห็นจะละกามราคะได้เร็วพลันแน่แท้

-----------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถาสิงคาลปิตาเถรคาถา

         เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๔ นับถอยหลังแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านามว่าสตรังสี เที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใส ไหว้แล้ว ได้ถวายผลตาลที่อยู่ในมือของตน ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพนั่นแหละไปๆ มาๆ
         เกิดในกำเนิดมนุษย์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้เป็นผู้มีความเชื่อมั่นในพระศาสนา บวชแล้ว เจริญอัฏฐิกสัญญา ท่านกลับไปเกิดในเรือนมีตระกูล พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้อีก เจริญวัยแล้วแต่งงาน ได้บุตรคนหนึ่ง ให้นามบุตรว่า สิงคาละ ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า สิงคาลกปิตา (พ่อของสิงคาลมาณพ)
         ในเวลาต่อมา เขาสละความผูกพันในเรือน แล้วบวชในพระศาสนา.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของท่าน ได้ทรงประทานอัฏฐิกสัญญากัมมัฏฐานแล้ว ท่านรับกัมมัฏฐานนั้นแล้ว อาศัยอยู่ในป่าเภสกฬาวัน ณ สุสุมารคิริชนบท แคว้นภัคคะ.
         ลำดับนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในป่านั้น เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่ท่าน เมื่อประกาศความนี้ว่า ท่านจักกระทำผลแห่งภาวนา (อรหัตผล) ให้อยู่ในเงื้อมมือต่อกาลไม่นานเลย ดังนี้ โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า
         ภิกษุผู้อยู่ในป่าเภสกฬาวัน พิจารณาแผ่นดินนี้ ด้วยความสำคัญว่า กระดูกทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ จักได้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า เราเข้าใจว่า เขาจะละกามราคะได้โดยพลันทีเดียว ดังนี้.
         ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้
         ภิกษุใดพิจารณาแผ่นดินนี้ด้วยความสำคัญว่ากระดูก อันตนได้แล้วในส่วนหนึ่งหรือทั้งสิ้น คือทั่วอัตภาพของตน ว่าเป็นกระดูกทั้งนั้น ภิกษุนั้นกระทำฌานมีกระดูกเป็นอารมณ์นั้นให้เป็นบาท พิจารณาอยู่ จักละกามราคะได้ด้วยอนาคามิมรรคโดยกาลไม่นานเลย หรือจักละตัณหา อันได้ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าใคร่ ได้ชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่ากำหนัดทั้งหมดได้.
         พระเถระนั้นสดับคาถานี้แล้วคิดว่า เทวดานี้กล่าวอย่างนี้เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เราดังนี้แล้ว อธิษฐานความเพียรรุดหน้าไม่ถอยกลับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         พระผู้มีภาคะ สยัมภู นามว่าสตรังสี ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ ออกจากที่สงัดแล้ว ออกโคจรบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นแล้วจึงเข้าไปหาพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลตาล ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้.
         เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้วดังนี้.
         ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว นับถือคำที่เทวดากล่าวแล้วได้กล่าวคาถานั้นแหละ โดยเปล่งเป็นอุทาน. คาถานั้นแหละได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนั้น ฉะนี้แล.