ต่อไปนี้เป็นข้อความที่ส่งต่อๆ กันมา    ผมเห็นว่ามีประโยชน์  จึงส่งต่อ

“วิศวกรสร้างชาติ นักกฎหมายสร้างคดี" — ถอดรหัสคำสารภาพของอดีตผู้นำเยอรมนี เมื่ออุดมคติการพัฒนาเปลี่ยนทิศ

โอลาฟ ชอลซ์ (Olaf Scholz) อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี (ซึ่งตัวเองก็เรียนจบและเป็นทนายความมาก่อน) ออกมาพูดยอมรับตรงๆ บนเวทีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า เยอรมนีเปลี่ยนจาก "#ประเทศแห่งวิศวกร" (Land of Engineers) ไปเป็น "ประเทศแห่งนักกฎหมาย" (Land of Lawyers)     ขณะที่จีนรับไม้ต่อในฐานะประเทศแห่งวิศวกรไปแล้วนั้น     สะท้อนให้เห็นถึง "วิกฤตเชิงโครงสร้างความคิด" ของซีกโลกตะวันตกอย่างแท้จริง     เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการบริหารจัดการระดับโลก เมื่อเขาชี้ให้เห็นว่าระบบการตัดสินใจของประเทศตะวันตกกำลังถูกแช่แข็งด้วย "วิธีคิดแบบนักกฎหมาย" จนตามหลังประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย "วิธีคิดแบบวิศวกร" อย่างจีนอย่างไม่เห็นฝุ่น

1. ความต่างของสปีด: รถไฟฟ้ารางเบา 25 กม. vs รถไฟความเร็วสูง 50,000 กม.    ชอลซ์เปรียบเทียบให้เห็นภาพความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ

กรณีเยอรมนี: โครงการรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) ระยะทางเพียง 25 กิโลเมตรที่เมืองฮัมบูร์ก เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2010 วางแผนเสร็จปี 2019 แต่ปัจจุบันปี 2026 ก็ยังสร้างไม่เสร็จ คาดว่าจะลากยาวไปถึงปี 2030 (ใช้เวลารวม 20 ปี!)

กรณีจีน: ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนสามารถสร้างโครงข่าย #รถไฟความเร็วสูง จากศูนย์จนทะลุเกือบ 50,000 กิโลเมตร ครอบคลุมแทบทุกเมืองที่มีประชากรเกินล้านคน

ข้อเปรียบเทียบตลกร้าย: "ในขณะที่เยอรมนีกำลังเถียงกันในศาลว่าใครควรเป็นคนสร้างทาง... จีนก็สร้างรถไฟความเร็วสูงมาจ่อที่หน้าประตูบ้านคุณเรียบร้อยแล้ว"

2. สัดส่วนในสภา: เมื่อ "คนไม่รู้เรื่องทางเทคนิค" เป็นคนตัดสินใจ

ในสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี (Bundestag) มีสัดส่วนผู้จบการศึกษาที่น่าสนใจ:    สส. กว่า 81% จบปริญญาตรีขึ้นไป แต่มีคนที่จบ "#วิศวกรรมศาสตร์" เพียง 6% ขณะที่ผู้จบ "#นิติศาสตร์" มีมากกว่าถึง 4 เท่าตัว!

วิธีคิดที่ต่างกันสุดขั้ว:    นักกฎหมาย (Lawyer Mindset): ได้รับการฝึกเพื่อ "มองหาความเสี่ยง เลี่ยงความรับผิดชอบ และเน้นกระบวนการที่ถูกต้องตามขั้นตอน" ส่งผลให้ตัดสินใจช้า ต้องประชุมซ้ำซากเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

วิศวกร (Engineer Mindset): ได้รับการฝึกเพื่อ "แก้ปัญหา ผลักดันโครงการ และเปลี่ยนพิมพ์เขียวในกระดาษให้กลายเป็นความจริง"

3. สงครามทรัพยากรบุคคล: ผลิตวิศวกรเพื่อสร้างชาติ    ตัวเลขจำนวนบุคลากรสะท้อนถึงการปูรากฐานอนาคตของชาติ:

จีน มีนักศึกษาจบวิศวกรรมศาสตร์ปีละ 1.3 ถึง 1.4 ล้านคน ขณะที่ #สหรัฐฯ มีเพียง 1.3 แสนคน (ต่างกัน 10 เท่า)

จีนมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรเกือบ 20 ล้านคน ซึ่งเกือบจะเท่ากับผลรวมของกลุ่มประเทศ G7 ทั้งหมด

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์: โรงงาน Gigafactory ของ #Tesla ในเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มวางศิลาฤกษ์จนถึงปล่อยรถยนต์คันแรกออกจากสายพานเพียง 357 วัน ไม่ใช่เพราะจีนไม่มีกฎหมาย แต่เพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าใจขั้นตอนและรู้ว่าจะ "ปลดล็อก" ข้อจำกัดอย่างไรเพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

คำกล่าวของโอลาฟ ชอลซ์นี้ ชี้ให้เห็นสัจธรรมที่เจ็บปวดแต่เป็นความจริงที่สุด มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุนหรือเทคโนโลยี เพราะเยอรมนีมีทั้งสองอย่างพร้อมสรรพ แต่มันคือเรื่องของ 'การจัดสรรทรัพยากรสมองของชาติ'

ถ้าประเทศใดส่งคนกลุ่มที่ฉลาดที่สุดไปเป็นทนายความ ประเทศนั้นจะกลายเป็น 'ศาลขนาดใหญ่' ที่ทุกคนมัวแต่ฟ้องร้องจับผิดกันจนไม่มีใครสร้างทางเท้า แต่ถ้าส่งคนฉลาดที่สุดไปเป็นวิศวกร ประเทศนั้นจะกลายเป็น 'ไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่' ที่ปัญหาทุกอย่างจะถูกแก้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้

ChinaFocus    https://www.facebook.com/share/p/1auwJK8SoC/

 เป็นข้อคิดเห็นที่น่านำมาคิดพัฒนาระบบบ้านเมืองไทย

วิจารณ์ พานิช

๒๘พ.ค. ๖๙

บนเครื่องบิน TG 941 จากมิลาน กลับกรุงเทพ