แม่ยิ่งอ่านงานวิจัยของ Dr. Bérénice Bellina ที่ท่านทุ่มเทสำรวจแหล่งโบราณคดีที่ชุมพรบ้านเราเป็นสิบปี ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณจริง ๆ นะลูก เพราะถ้าไม่มีความอดทนของทีมงานท่าน เราคงไม่มีวันรู้เลยว่าใต้ผืนดินบ้านเรามีความลับระดับโลกซ่อนอยู่

งานวิจัยชิ้นนี้ของเบลลิน่า ขุดพบ โรงตีเหล็กโบราณที่เขาเสก (อำเภอหลังสวน) ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งแปลกมากที่ไม่มีข้อมูลในตำราเรียนหรือข่าวสารของไทยเลย ทั้งที่ความจริงแล้ว โรงตีเหล็กแห่งนี้ถือเป็นโรงงานขั้นทุติยภูมิ (รับเหล็กดิบมาตีขึ้นรูป) สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลยนะ

ภาคใต้บ้านเราฝนตกชุกและความชื้นสูงมาก แต่ชั้นดินที่นี่กลับช่วยรักษาร่องรอยเมื่อ 2,300 ปีก่อนไว้ได้ครบถ้วนอย่างไม่น่าเชื่อ คนโบราณเขาไม่ได้ตั้งโรงงานกันส่งเดช แต่รู้จักขุดถมดินปรับไหล่เขาหินแกรนิตให้เป็น ”ขั้นบันไดเรียบ” เพื่อทำพื้นที่ทำงาน

แถมยังสร้าง ”กำแพงหิน” ที่ฐานฝังลึกถึง 240 มิลลิเมตร ความสูงประมาณ 300 มิลลิเมตร มีความกว้างประมาณ 400 มิลลิเมตร ซากไม่ใหญ่เลยนะแต่อาจเคยเป็นกำแพงที่สูงกว่านี้นะลูก

ปกติยุคนั้นกำแพงหินจะสร้างเฉพาะในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือบ้านชนชั้นสูงเท่านั้น การนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมจึงสะท้อนว่า ที่นี่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของรัฐในยุคนั้นสูงมาก มีการจัดโซนชัดเจนคล้ายนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่เลยล่ะ

งานวิจัยเก่า ๆ มักสรุปว่าช่างเหล็กคาบสมุทรไทยยุคนั้นมีทักษะต่ำ แต่หลักฐานที่เขาเสกพลิกความเชื่อนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะในโรงงานพบ เตาไฟถึง 3 แบบที่ทำหน้าที่ต่างกัน เตาความร้อนสูงใช้ตีขึ้นรูปเหล็กจนดินเหนียวรอบ ๆ ละลายกลายเป็นแก้วสีเขียวอมน้ำตาล ส่วนเตาอุณหภูมิต่ำใช้สำหรับ “อบชุบความร้อน” (Tempering) เพื่อเพิ่มความเหนียวแข็งแกร่งให้โลหะ

ยิ่งกว่านั้น พอเอานำ “สิ่วเหล็ก” ไปเข้าเครื่อง X-ray ที่โรงพยาบาลหลังสวน ก็พบเทคนิค “Forge-welding” หรือการตีเชื่อมเนื้อเหล็ก โดยเอาหัวและด้ามสิ่วที่ทำแยกกันมาเผาไฟแล้วตีอัดจนเป็นเนื้อเดียว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกินคาดมาก คนโบราณในพื้นที่นี้เป็นช่างฝีมืองานโลหะเหล็กของแท้

และช่างฝีมือเหล่านี้รักสะอาดและเป็นระเบียบด้วยนะ นักวิจัยลองใช้แม่เหล็กดูดวิเคราะห์เศษสะเก็ดเหล็กจิ๋ว ๆ แล้วพบว่ามันถูกกวาดไปกองรวมกันอย่างหนาแน่นริมกำแพงหลังโรงงาน ไม่ได้ทิ้งเกลื่อนกลาดตรงที่นั่งทำงาน สะท้อนว่า คนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์รู้จักการปัดกวาด

และที่น่าอัศจรรย์ใจคือ โรงงานนี้ถูกทิ้งร้างในสภาพที่สมบูรณ์มากมีสิ่วและหินลับมีดวางทิ้งไว้บนเตาไฟ เหมือนช่างเพิ่งวางมือแล้วเดินออกไปทันที ก่อนที่ดินบนเนินเขาจะถล่มลงมาทับรักษาสภาพไว้

ที่สำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านยังเคยขุดพบ “ดาบยาวโบราณ” รอบ ๆ เขาเสกจำนวน 5-7 เล่ม ตัวดาบยาวถึง 500-800 มิลลิเมตร มีหน้าตัดเป็นรูปเพชร (รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการสู้รบ

รูปทรงแบบนี้ไม่เคยพบที่เขาสามแก้ว แต่ไปคล้ายกับอาวุธในแถบอีสานและกัมพูชา สอดคล้องกับที่พบ “หินลับมีดทราย” หน้าแบนเรียบยาวขนานกันสองด้านในโรงงาน ซึ่งนักวิจัยวิเคราะห์ว่ามีไว้สำหรับลับดาบยาวแบนโดยเฉพาะ โรงตีเหล็กเขาเสกจึงทำหน้าที่เป็น “ศูนย์ซ่อมบำรุงและลับคมอาวุธประสิทธิภาพสูง” ไปในตัว

การพบอาวุธและดาบจำนวนมาก ประกอบกับร่องรอยความรุนแรงในยุคเดียวกัน สะท้อนว่ายุคการค้าทางทะเลโบราณ (Maritime Trade) ไม่ได้มีแต่ภาพเรือสินค้าวิ่งผ่านกันสวยงาม แต่คือ “ยุคของการต่อสู้และสงคราม”

ชุมชนโบราณอย่างเขาเสกและเขาสามแก้ว จึงต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่ายที่เรียกว่า ”สมาพันธรัฐเมืองท่า” (Confederation of Trade Polities) เพื่อผลิตอาวุธเหล็กกล้าชั้นยอดไว้ปกป้องคลังสินค้าและทรัพยากรจากกลุ่มโจรสลัดหรือกลุ่มอำนาจคู่แข่ง

งานวิจัยของเบลลิน่า สรุปชัดเจนว่า สังคมโบราณที่ชุมพรมีความซับซ้อนและหลากหลายกว่าที่คิดเยอะมาก ปัจจุบันเราเพิ่งขุดค้นพบเพียงแค่ส่วนเสี้ยวเดียว ยังมีหลักฐานประวัติศาสตร์อีกมหาศาลฝังอยู่ใต้ดิน

ดังนั้นถ้าเราคิดไม่รอบคอบรัดกุม การก่อสร้างขนาดใหญ่หรือการปรับหน้าดินของโครงการแลนด์บริดจ์ อาจทำลายสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้ให้สูญหายไปตลอดกาล

การที่บ้านเราเคยเป็นศูนย์กลางการค้าโลกและศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทคเมื่อ 2,300 ปีก่อน เป็นเรื่องราวที่ทรงคุณค่าในระดับสากลมาก

หากเราช่วยกันอนุรักษ์พื้นที่เขาสามแก้วและเขาเสกให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ระดับโลก คงจะช่วยสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยและคนเอเชียได้อย่างยาวนาน

อ้างอิง

Petchey, P., Bellina, B., Pryce, O. T., & Innanchai, J. (2018). A late prehistoric iron smithing workshop and associated iron industry at the port settlement of Khao Sek, Thai-Malay Peninsula. Archaeological Research in Asia, 13, 59-73. https://doi.org/10.1016/j.ara.2016.11.001