บทความวิจัยเรื่อง 190 ปีความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐอเมริกา: การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของพันธมิตรแบบอสมมาตร การปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ และระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว 190 Years of Thailand–United States Relations: A Structural Analysis of Asymmetric Alliance, Strategic Adaptation, and the Emerging Global Order ……………………………………………………………………………………………………………………………………
บทคัดย่อ การศึกษานี้มุ่งทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลากว่า 190 ปี ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีพันธมิตรแบบอสมมาตร (Asymmetric Alliance Theory) การปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ และภาวะการแตกตัวทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Fragmentation) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในระเบียบโลกปัจจุบัน งานศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับพันธมิตรแบบอสมมาตรส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นประเด็นการพึ่งพาด้านความมั่นคงและอำนาจครอบงำของมหาอำนาจในลักษณะคงที่ แต่ยังให้ความสำคัญไม่เพียงพอต่อบทบาทเชิงรุกของรัฐขนาดกลางในการปรับตัวภายใต้โครงสร้างระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ช่องว่างดังกล่าว การศึกษานี้จึงพัฒนากรอบการวิเคราะห์แบบบูรณาการที่ผสานแนวคิดสัจนิยมเชิงโครงสร้าง (Structural Realism) เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy: IPE) และแนวคิดคอนสตรัคติวิสม์ (Constructivism) เพื่ออธิบายว่าประเทศไทยได้ปรับสมดุลและปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของตนอย่างต่อเนื่องผ่านการเปลี่ยนผ่านของระบบโลกในแต่ละยุค ตั้งแต่ยุคลัทธิจักรวรรดินิยม ยุคสงครามเย็นแบบสองขั้วอำนาจ จนถึงยุคพหุขั้วแข่งขันร่วมสมัย
ในเชิงระเบียบวิธีวิจัย การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เชิงสถาบันประวัติศาสตร์ (Historical Institutional Analysis) การวิเคราะห์กระบวนการเชิงเหตุการณ์ (Process Tracing) และการวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยอาศัยเอกสารทางการทูต สนธิสัญญา บันทึกนโยบาย และรายงานจากสถาบันระหว่างประเทศเป็นแหล่งข้อมูลหลัก ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ไม่สามารถอธิบายได้เพียงในฐานะ “พันธมิตรแบบดั้งเดิม” หากแต่เป็น “ระบบความอสมมาตรเชิงปรับตัว” (Adaptive Asymmetry) ที่ความสัมพันธ์ด้านการพึ่งพาเชิงโครงสร้าง ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และความชอบธรรมเชิงวาทกรรม ถูกเจรจาและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า ความอสมมาตรมิได้เป็นเพียงข้อจำกัดของรัฐขนาดกลางเท่านั้น แต่ยังเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระยะยาวภายใต้ความไม่เท่าเทียมด้านอำนาจระหว่างรัฐ
บทความนี้มีข้อเสนอเชิงทฤษฎีสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การเสนอ “แบบจำลองพันธมิตรอสมมาตรเชิงปรับตัว” (Adaptive Asymmetric Alliance Model) เพื่ออธิบายว่ารัฐขนาดกลางสามารถปรับแนวทางการจัดวางพันธมิตรของตนภายใต้ความไม่แน่นอนของระบบโลกได้อย่างไร ประการที่สอง การพัฒนา “กรอบผลประโยชน์แบบอสมมาตร” (Asymmetric Benefit Framework) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างสามารถก่อให้เกิดทั้งความเปราะบางและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในเวลาเดียวกัน และประการที่สาม การนำเสนอแนวคิด “รัฐกันชนเชิงภูมิยุทธศาสตร์” (Geo-Strategic Buffer State) เพื่ออธิบายบทบาทของประเทศไทยในการใช้อำนาจเชิงยุทธศาสตร์ผ่านแนวนโยบายการถ่วงดุลหลายขั้ว (Multi-Alignment) และพฤติกรรมการป้องกันความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Hedging) ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงภาวะการแตกตัวของระเบียบโลกในปัจจุบัน การศึกษานี้จึงสรุปว่า ความยั่งยืนของความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ มิได้ตั้งอยู่บนฐานของการพึ่งพาทางวัตถุหรือกำลังอำนาจเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างอำนาจของระบบโลก เครือข่ายภูมิเศรษฐศาสตร์ และความชอบธรรมที่ถูกสร้างขึ้นทางสังคมและการเมืองร่วมกัน