จากหนังสือเรียน..ถึงแท็บเล็ต
วันนี้ หลังจากดำเนินการให้คำปรึกษา (Coaching Team) ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 2 ราย ได้แก่ รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลหนองปรือ และ รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองปลาไหล สพป.กจ.๔
เมื่อเสร็จภารกิจเป็นที่เรียบร้อย จึงเปิดเข้าไปดูเฟสบุ๊คสักเล็กน้อย พบเพจที่พูดถึงความเคลื่อนไหวในวงการศึกษาไว้สั้นๆ แต่น่าคิด เขาบอกว่า...
“ในขณะที่เรากำลังวุ่นๆอยู่กับการลดภาระครู กำลังเดินหน้าอบรมต่างๆ เพื่อนำมาสอนเด็ก กำลังขับเคลื่อน AI เพื่อยกระดับชีวิต กำลังขายฝันอันสวยหรูหลายโครงการ แต่เชื่อไหมว่าเด็กๆ ยังได้หนังสือเรียนไม่ครบ...”
ผมคิดอยู่ในใจด้วยความเป็นงงสงสัยว่ามันยังเป็นความจริงอยู่หรือ?
แล้วที่เขตพื้นที่การศึกษาฯทั่วประเทศ ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนล่ะ มีประเด็นเกี่ยวกับ “หนังสือเรียน” ที่สพฐ.สั่งให้เขตฯสอบถามความพร้อมของโรงเรียนมากน้อยแค่ไหน
ปีนี้สพฐ.และ ศธ. ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย หรือจะให้เข้าใจกันเอาเองว่า ในภาวะน้ำมันแพง การขนส่งมีปัญหา รวมทั้งหลักสูตรกำลังจะเปลี่ยนแปลง อาจทำให้โรงพิมพ์ต้องพิมพ์ตามยอดที่สั่งเท่านั้น
โรงเรียนที่สั่งซื้อช้า จึงมีโอกาสได้หนังสือล่าช้าไปด้วย จึงเป็นที่มาของหนังสือเรียนไม่ครบ
เท่าที่รู้หนังสือเรียนจะพิมพ์ไม่ทันทุกปี น่าจะมีบางวิชาและบางชั้นยังต้องรอการปรับปรุงเนื้อหา ปัญหามากมายของหนังสือเรียน ศธ.ผู้มีอำนาจเต็มน่าจะลงไปทำเรื่องนี้ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ผมจำได้ว่า ตอนที่บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก มีหนังสือครบ ๑๐๐% ตอนเปิดเทอม เมื่อปีการศึกษา ๒๕๖๕ และ ๒๕๖๖ (เกษียณพอดี) ก่อนหน้านี้ได้หนังสือไม่เคยครบ ทั้งที่สั่งซื้อต้นเดือนมีนาคม
กว่าหนังสือจะครบร้านต้องมาส่งหลายครั้ง เพราะเขาต้องดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่มีเด็กเยอะก่อน คิดแล้วก็รู้สึกเศร้า ตอนที่รายงานเขตฯวันเปิดเรียนว่ามีหนังสือครบแล้ว
แต่เขตฯก็รู้ เพราะสิ้นเดือนมิถุนายน การเงินยังไม่ได้จ่ายค่าหนังสือเรียนให้ทางร้าน(ฮา)
ผมจึงขอบคุณเพื่อนที่ทำธุรกิจขายหนังสือ เขาเป็นหุ้นส่วนในโกดังหนังสือเรียนขนาดใหญ่แถวพระราม ๒ ที่เคยส่งหนังสือเรียนให้ผมครบ ๑๐๐%
วันนี้เพื่อนบอกว่า ยังมีร้านค้ารายย่อยในจังหวัดต่างๆ ไปซื้อหนังสือเรียนที่โกดังอยู่เลย มิน่าเล่า...จึงเป็นที่มาว่าน่าจะมีหลายโรง (ทั่วประเทศ) ที่นักเรียนยังได้หนังสือเรียนไม่ครบนั่นเอง
ประเทศที่เจริญแล้ว เขาหันมาให้ความสำคัญกับหนังสือเรียน มากกว่าอยู่หน้าจอ แต่ผู้นำการศึกษาไทยกำลังวางแผนเรื่องการจัดหาแท็บเล็ต ทั้งที่รู้ว่าเด็กสมาธิสั้นเต็มบ้านเต็มเมือง
ผลการวิจัยก็บอกไว้ชัด ว่าการพึ่งพาดิจิทัลมากเกินไป ส่งผลให้เด็กขาดทักษะการอ่านจับใจความ ทักษะการเขียน และเกิดภาวะสมาธิสั้น (ADHD) ง่ายขึ้น จากการรับข้อมูลที่รวดเร็วเกินไปบนหน้าจอ Tablet
ผมก็ได้แต่คิดว่า เมื่อไหร่เราจะมีผู้นำที่เข้าใจการพัฒนาการศึกษา มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อพัฒนาเด็กไทย ให้เป็นบุคลากรของประเทศที่มีคุณภาพ
หรือว่าเราจะขาดแคลนจริงๆ ในด้านผู้นำที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในตำแหน่งสำคัญๆ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙






