พบบทความ ผลวินิจฉัยเดิม โรคเดิม โลกไม่เหมือนเดิม: กลับมาอ่าน NIS ไทยหลัง 24 ปี   โดย ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์  ในโซเชี่ยล มีเดีย  น่าสนใจ จึงนำมาลงไว้ 

“ขอเขียนแบบ review คร่าวๆ ก่อนนะครับ ถ้ามีโอกาสเหมาะๆ หรือไทยเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจพอ ผมก็คิดจะเขียนเป็นบทความวิชาการลงวารสารอีกครั้ง แต่ระหว่างนี้อยากจดไว้ก่อนว่าคิดอะไรอยู่

ปี 2545 ผมร่วมเขียนบทความกับ ดร. ภัทรพงษ์ อินทรกำเนิด Patarapong Intarakumnerd ซึ่งตอนนี้เป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ GRIP ประเทศญี่ปุ่น และ ทิพวรรณ ตั้งจิตรพิบูลย์ จาก สวทช. EMmy Espexy  บทความชื่อ National Innovation System in Less Successful Developing Countries: The Case of Thailand ตีพิมพ์ใน Research Policy 

ข้อสรุปหลักของเราตอนนั้นคือ ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System, NIS) ของไทยอ่อนแอและเปราะบาง    ไม่ใช่เพราะไม่มีตัวแสดงในระบบ แต่เพราะตัวแสดงที่มีอยู่ไม่เชื่อมกัน ไม่เรียนรู้จากกัน และไม่ผลิต ความสามารถทางเทคโนโลยี (Technology capability) ที่ใช้ได้จริงออกมา    สองทศวรรษครึ่งที่ผ่านไป อยากดูว่าอะไรเปลี่ยน อะไรไม่เปลี่ยน และเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

1) มองผ่านกรอบไหน และทำไมต้องบอก

NIS กับ Triple Helix คือสองกรอบที่คนมักนึกถึงพร้อมกัน แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Triple Helix ของ Etzkowitz และ Leydesdorff โฟกัสที่ความสัมพันธ์สามทางระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และรัฐ และตั้งสมมติฐานว่าทั้งสามฝ่ายสามารถข้ามไปทำบทบาทของกันและกันได้ เช่น มหาวิทยาลัยที่ spin off บริษัท รัฐที่ลงทุนแบบ venture ภาคเอกชนที่ผลิตความรู้ 

ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (NIS) กว้างกว่านั้น มันรวมระบบการเงิน ตลาดแรงงาน บรรทัดฐานวัฒนธรรม และ institution ทั้งระบบที่กำหนดว่า innovation จะเกิดขึ้นได้หรือไม่

สำหรับไทยในปี 2545 เราเลือก NIS เป็นกรอบเพราะปัญหาของไทยอยู่ลึกกว่าแค่ความสัมพันธ์สามทาง มันอยู่ที่ระบบทั้งระบบที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และการสร้าง capability ในปี 2569 ยังเป็นจริงอยู่ ปัญหา Triple Helix ของไทยก็มี สามฝ่ายยังไม่ค่อย overlap กัน แต่มันเป็นอาการ ไม่ใช่โรค

3) สิ่งที่ไม่เปลี่ยน: ข้อวินิจฉัยเดิม ยังถูก

3.1) จุดที่เจ็บปวดที่สุดและยังไม่ขยับเลยคือ ระบบนวัตกรรมไทยยังคิดแบบ linear อยู่ 

สร้างนักวิทยาศาสตร์ → ทำวิจัย → บริษัทนำไปใช้ → เกิดนวัตกรรม 

ความคิดแบบนี้มาจากโมเดลนวัตกรรมยุค 1960s ที่โลกเลิกใช้ไปนานแล้ว ประเทศ Northeast Asia อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ไม่ได้สร้างความสามารถทางเทคโนโลยีแบบ linear พวกเขาสร้างมันแบบ non-linear model เรียนรู้จากการผลิต ป้อน feedback กลับไปสู่การวิจัย ให้บริษัทเป็นแหล่งตั้งคำถามให้มหาวิทยาลัย และให้รัฐทำหน้าที่เป็นผู้รับความเสี่ยงในระยะแรก ไม่ใช่แค่ผู้อุดหนุน ประเทศนวัตกรรมอุบัติใหม่อย่างอิสราเอลหรือฟินแลนด์ก็คิดแบบ non-linear มาตลอด ไทยยังไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดพื้นฐานนี้เลย

3.2) บริษัทไทยส่วนใหญ่ยังโตบนโมเดลรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturing - OEM) SME ไทยคิดเป็น 99.5% ของจำนวนธุรกิจ แต่มีนวัตกรรมน้อยมากและมีส่วนร่วมใน global value chain ต่ำ linkage ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนก็ยังเป็นปัญหาเดิม มี Science Park มากขึ้น มีโครงการ technology transfer มากขึ้น แต่ การยื่นจดสิทธิบัตรอยู่ที่เพียง 13 ต่อประชากรหนึ่งล้านคนในปี 2024 ของที่ในรังสรรค์มหาวิทยาลัยยังไม่ออกไปตลาดในรูปแบบที่ใช้ได้จริง

3.3) และสิ่งที่วงนโยบายไทยยังไม่ยอมรับจริงๆ คือปัญหาฝั่ง demand ระบบส่งเสริมนวัตกรรมไทยเป็น supply-push เกือบทั้งหมด อุดหนุน R&D อุดหนุนนักวิจัย สร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ได้ถามว่าใครจะซื้อ ยังมีธุรกิจไทยจำนวนน้อยมากที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมและมีความสามารถในการ commercialization ซึ่งสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม

และต้องพูดถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนไปด้วย เพราะมันทำให้ "ยืนอยู่กับที่" ไม่ใช่แค่ "ไม่พัฒนา" แต่คือ "ถอยหลังเชิงสัดส่วน" ปี 2545 ไม่มีใครในวงวิชาการหรือนโยบายที่ไทยพูดถึงเวียดนามในฐานะคู่แข่งจริงๆ เวียดนามตอนนั้นคือประเทศที่เพิ่งเปิดตัวเองมาได้ไม่นาน ยังยากจนกว่าไทยมาก และจีนในปี 2545 ยังถูกมองเป็น "โรงงานโลก" ไม่ใช่ศูนย์กลางนวัตกรรม ไม่มีใครมองเห็น Huawei, BYD, DJI, ByteDance อยู่ในสายตาของการวิเคราะห์นโยบายนวัตกรรมของภูมิภาค วันนี้ไทยต้องแข่งขันในโลกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่เครื่องมือในการแข่งขันยังเป็นชุดเดิม

4) สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในระบบ: มีจริง แต่ต้องพูดให้ครบ

4.1) Startup และ Venture Capital 

นี่คือสิ่งที่ไม่มีอยู่เลยในปี 2545 ตอนนั้นเราเขียนบทความโดยไม่มีคำว่า startup หรือ VC ในภาษา เพราะมันไม่ได้มีอยู่จริงในระบบ วันนี้มีกองทุน VC ที่บริหารโดยคนไทย มี deal flow มี corporate venture arm และมี angel network ที่ทำงานจริง ในแง่ NIS นี่คือการเพิ่ม intermediary ใหม่ที่ทำหน้าที่เชื่อมความรู้กับตลาด บทบาทที่ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิงในปี 2545

แต่ต้องพูดตรงๆ ด้วยว่า ecosystem นี้ยังเล็กเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ และกระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ ใน fintech และ e-commerce มากกว่าจะกระจายไปสู่ deep tech หรืออุตสาหกรรมที่ไทยควรแข็งจริงๆ อย่าง biotech หรือ advanced manufacturing

4.2) โครงสร้างหน่วยงานนวัตกรรมที่ขยายตัว

ในปี 2545 มี สวทช. เป็นหลัก วันนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มขึ้นในระดับกระทรวงและองค์กรมหาชน ไม่วาจะเป็น NIA สกสว DEPA CEA และสารพัด PMU ฟังดูดีในแง่ที่รัฐให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ระบบนี้กลายเป็นปัญหาเรื่อง mandate ซ้อนทับ งบประมาณกระจาย และไม่มีใครดูแล portfolio ของทั้งระบบจริงๆ คำที่ตรงที่สุดคือ spread too thin มีมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าแข็งขึ้น

4.3) วาระ sectoral ที่หมุนเวียนตาม political cycle

ตั้งแต่ปี 2545 ไทยมีวาระนวัตกรรมเชิงสาขาเปลี่ยนตามรัฐบาล Digital Economy, BCG, Soft Power และล่าสุด Deep Tech แต่ละตัวมาพร้อม policy package งบประมาณ และโลโก้ใหม่ ปัญหาคือไม่มีตัวไหนอยู่นานพอที่จะเห็นผลจริง ก็ถูกแทนที่ด้วยตัวถัดไป ในเชิง NIS วาระที่ดีที่สุดก็ไม่มีความหมาย ถ้ามันหายไปก่อนที่ระบบจะเรียนรู้จากมัน

5) สิ่งที่มีอยู่แล้ว: แล้วเปลี่ยนไปอย่างไร

5.1) สิ่งที่ดีขึ้น

ดีขึ้น: คุณภาพของคนในระบบ

จำนวนคนไทยที่จบจากสถาบันชั้นนำและกลับมาทำงานในวงนวัตกรรม ทั้งในมหาวิทยาลัย บริษัท และหน่วยงานรัฐ เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบปี 2545 มี critical mass ของคนที่พูดภาษาเดียวกับโลกในหลายสาขา และที่สำคัญกว่านั้นคือคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งเลือกที่จะ bypass ระบบแล้วสร้าง ecosystem ของตัวเอง ซึ่งเป็นทั้งความหวังและคำถาม

ดีขึ้น: instrument ของนโยบายหลากหลายขึ้น

BOI ปรับ incentive ให้ครอบคลุม EV, biotech, digital platform และ semiconductor มากขึ้น NIA มีเครื่องมือที่ซับซ้อนกว่าแค่ grant เช่น matching fund และ soft loan นี่คือพัฒนาการที่จริง แม้จะช้า

ดีขึ้น: กลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยเริ่มทำ RDI จริงจัง

นี่คือสิ่งที่ไม่มีในปี 2545 และยังไม่ค่อยถูกพูดถึงในเชิงวิชาการมากพอ กลุ่มทุนใหญ่ที่เคยเป็นแค่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้บริหารสัมปทาน เริ่มลงทุนใน R&D และนวัตกรรมในระดับที่มีนัยสำคัญ SCG มี Innovation Office ที่ทำทั้ง venture capital, venture building และ internal startup ควบคู่กับ SCG Open Innovation Center ที่เปิดรับ startup ด้าน sustainability และ industrial tech PTTGC ตั้ง GC Ventures เป็น corporate VC ที่ลงทุนใน startup และเทคโนโลยีใน 4 กลุ่ม ได้แก่ Advanced Materials, Renewable/Circularity, Net Zero และ Industrial Digital Pttgcgroup ส่วน CP Group ผ่าน True Corporation ลงทุนสร้าง True Digital Park ซึ่งเป็น innovation campus ขนาดใหญ่ที่รวมทั้ง startup และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei, Google และ AWS เข้าไว้ด้วยกัน

ในเชิง NIS นี่คือสัญญาณที่สำคัญมาก เพราะภาคเอกชนขนาดใหญ่กำลังเริ่มทำหน้าที่ที่ในโมเดล Triple Helix ถือว่าเป็นของมหาวิทยาลัยและรัฐ คือการผลิตและดูดซับความรู้เพื่อสร้างของใหม่ อย่างไรก็ตามต้องตั้งคำถามด้วยว่า นวัตกรรมที่เกิดในองค์กรเหล่านี้ไหลออกไปสู่ระบบเศรษฐกิจวงกว้างได้แค่ไหน หรือยังวนอยู่แค่ภายในกลุ่ม

5.2) สิ่งที่แย่ลง

แย่ลง: NIA, TCELS, DEPA: PMU C overlap ที่ยังไม่แก้

NIA เดิมทำเรื่องนวัตกรรมในความหมายกว้าง พอระบบขยายตัว ก็มีหน่วยงานเฉพาะทางเพิ่มขึ้นมาอีก TCELS ดูแล life sciences และ medical innovation, DEPA เข้ามาดูแล digital economy และ tech startup, PMU-C เป็น Program Management Unit ที่บริหารทุนวิจัยเชิงพาณิชย์ ฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงการออกแบบ แต่ในทางปฏิบัติ boundary ระหว่างหน่วยงานเหล่านี้ไม่เคยถูกขีดให้ชัด biotech startup ที่มีมิติดิจิทัลควรไปหาใคร ก็เลือกเอาด้วยความบันเทิงเลย TCELS, DEPA, หรือ PMU-C? คำตอบคือ "ไปได้หลายที่" ซึ่งฟังดูดี แต่ในความเป็นจริงแปลว่า "ไม่มีใครรับผิดชอบจริงๆ" สำหรับภาคเอกชนที่อยากเข้าหาระบบ ความสับสนนี้คือต้นทุนที่จ่ายทุกวัน ในเชิง NIS นี่คือ duplication ที่กินทรัพยากรและทำให้ระบบที่ควรจะเป็น intermediary กลายเป็นอุปสรรคของตัวเอง 

แย่ลง: R&D และ innovation output ไม่ไปไหน ขณะที่เพื่อนบ้านวิ่งไปไกลไม่รู้ไหนต่อไหนแล้ว

งบ R&D ยังต่ำกว่า 2% ของ GDP และจำนวนบุคลากรวิจัยกำลังลดลง ปัญหาไม่ใช่แค่ตัวเลขต่ำในตัวมันเอง แต่คือในขณะที่ไทยยืนอยู่กับที่ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เดินหน้า ช่องว่างกำลังขยาย น่าสังเกตว่าตอนเราเขียนบทความปี 2545 ยังไม่มี Global Innovation Index ไม่มี Startup Blink ไม่มี startup ecosystem ไม่มี VC ไทยที่มีนัยสำคัญ วันนี้มีเครื่องมือวัดมากขึ้น มี actor ใหม่ในระบบ แต่ อันดับ GII ของไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 45 ในปี 2025 Thailand Business News เครื่องมือวัดใหม่ขึ้น ระบบมีชิ้นส่วนมากขึ้น แต่ผลยังไม่ดีขึ้น

แย่ลง: เศรษฐกิจที่โตช้าทำลาย incentive สำหรับนวัตกรรม

GDP per capita ของไทยโตเพียง 2.2% ในปี 2025 และมีแนวโน้มชะลอต่อในปี 2569 บริษัทที่อยู่ในเศรษฐกิจที่โตช้าไม่มีแรงจูงใจพอที่จะลงทุนในนวัตกรรมระยะยาว เพราะ margin บาง ความไม่แน่นอนสูง และ demand ในประเทศหดตัว วงจรนี้ reinforce ปัญหา demand-side failure ทำให้มันวนซ้ำโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน

ปิดท้าย

ถ้าให้สรุปสั้นที่สุด: ไทยมีระบบนวัตกรรมแห่งชาติที่มีโครงสร้างหนาขึ้นมาก แต่ยังทำงานได้ไม่ดีขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

สิ่งที่เราวินิจฉัยไว้ในปี 2545 ยังถูก ปัญหาอยู่ที่ linkage ระหว่างตัวแสดง ไม่ใช่จำนวนตัวแสดง แต่สิ่งที่ผมไม่ได้มองเห็นตอนนั้นคือ ประเทศที่ไทยควรจะ "เรียนรู้จาก" ในปี 2545 วันนี้บางส่วนกำลัง "เรียนรู้เหนือกว่า" ไทยไปแล้ว เวียดนามที่เราไม่เคยนับว่าเป็นคู่แข่ง จีนที่เราไม่เคยนับว่าเป็นต้นแบบนวัตกรรม นั่นคือ โลกเปลี่ยนไปโดยที่กรอบความคิดของระบบไทยยังไม่เปลี่ยนตาม

แต่ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อสรุปว่าไทยสิ้นหวัง เพราะมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในโมเดลของ Lundvall หรือ Nelson แต่ผมเห็นมันในไทยตอนนี้ชัดขึ้นทุกปี นั่นคือคนที่ไม่รอระบบ กลุ่มทุนที่เริ่ม R&D จริงจัง นักลงทุนรุ่นใหม่ที่สร้าง VC ของตัวเอง นักวิจัยที่กลับมาแล้วเลือก bypass ราชการแล้วไปสร้างบริษัท สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในระบบที่เราวิเคราะห์ มันอยู่ในช่องว่างระหว่างระบบ

NIS ที่ดีไม่ได้เกิดจากการออกแบบจากบนลงล่างเสมอไป บางทีมันเกิดจากคนที่เบื่อรอแล้วลงมือทำ คำถามที่แท้จริงสำหรับไทยในปี 2026 จึงไม่ใช่ว่า "ระบบพร้อมหรือยัง" แต่คือ "คนที่ไม่รอระบบเหล่านั้น จะมีจำนวนมากพอและเร็วพอไหม ก่อนที่ช่องว่างกับโลกจะกว้างเกินปิด"

ยี่สิบสี่ปีที่แล้วเราเรียก NIS ไทยว่า "อ่อนแอและเปราะบาง" วันนี้มันยังเปราะบางอยู่ แต่ครั้งนี้มีเดิมพันสูงกว่าเดิมมาก” 

https://open.substack.com/pub/ideasausage/p/nis-24...

May be an illustration of text that says '(LINEAR THINKING (ยุค ยุค1960) นัทวิทษาศาสตร์ ทำวีวิย บริษัท ผลวินิจฉัยเดิม โรคเดิม โลกไม่เหมือนเดิม: กลับมาอ่าน NIS ไทยหลัง 24ปี 2002 2026 โทยชีรีบวัตรมแช่ยามี่ีิส์ แดยังทำงานได้ไม่ดิตนในลิดล่วเดี นวัดกรรม Capability เวียดนาม (Advanced Manufacturing) R&D OEM SME (99.5%) Sonuaci (รับจ้างผลิด) เวียดนาม Laggard (2024) SCG INNOVATION OFFICE Regeneration Blocked) PMU/NIA/DEPA/ OVERLAP SUPPLY- PUSH (Rever) HUAWEI ThailandGI Rank:45 (2025) SUPPLY Infrastructure VENTURES Innovation TRUE DIGITAL PARK เวียดนาม Laggard licate Mandates DANCE Setoal (รีบล้องโลน) (โครอะล็อ?) SME ME EconoTy Deep ech PolicyC Bypassing system (The Generation) จีน Laggard R&D funding จีน Infrastructure Mass Bangkok STARTUPS & VC FUNDS Bangkok -commerce deept ไทนมีระบมวักรรแง่งกัดัดโด แต่ยังท่งานได้ไม่ดีข้นในสัดส่วน ปัญหาอยู่ที่ Linkage ระหว่างตัวแสดง คนที่ไม่รอระบบ... คนที่ไม่รอระบน...คือความหวัง คือความหวัง Demand -entrants build Mass ECONOMY'