ข้าวทุกคำ น้ำทุกหยด

วิถีแห่งข้า

“ฟ้าสูง แผ่นดินต่ำ วาสนาคนชะตาลิขิต”

แม้ “บัลลังก์นุ่ม” (โซฟา) ของท่านนายอำเภอจะถูกสุนัขลอบประทุษร้ายจนพังพินาศไป แต่หาใช่เรื่องใหญ่โตไม่! ก่อนเข็มนาฬิกาจะจรดเลขเก้าในยามเช้า บัลลังก์ตัวใหม่ในรูปทรงเดิมก็ถูกเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานแทนที่ ส่วนตัวที่พ่ายแพ้แก่สุนัขก็ถูกส่งไปเยียวยาในโรงซ่อม

ด้วยเกียรติภูมิของตำแหน่ง หน.ปอ. (หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ) ในครานั้น ช่างองอาจสูงส่ง พรั่งพร้อมด้วยพาหนะและบริวาร เพียงท่านขยับนิ้วหยิบบุหรี่ขึ้นมา ความเร็วในการจุดไฟของลูกน้องนั้นว่องไวยิ่งกว่าวิชาตัวเบา จนน่ากลัวว่ารถดับเพลิงอาจต้องมาจอดรอก็ไม่ปาน!

ต่อมา พี่จเร สอนสังข์ ยอดฝีมือผู้กุมบังเหียน หน.ปอ. ก็ถึงคราต้องเคลื่อนย้ายไปสู่ดินแดนที่กว้างใหญ่กว่า ทางการจึงได้แต่งตั้ง อาจารย์ใหญ่แห่งบ้านคลองลาน ผู้ปราดเปรื่องขึ้นมารักษาการแทน ทว่า… ในยุทธจักรมีกฎ กฎหมายก็มีระเบียบ ท่านผู้นี้เป็นกรรมการ กปจ. อยู่ก่อนแล้ว ตามหลักวิชาขุนนางย่อมมิอาจนั่งควบสองตำแหน่ง (กปจ. และ กปอ.) ได้ในคราเดียวกัน

ในบรรดาผู้กล้าทั้งหลาย มีเพียง “จอมยุทธ์ฝ่ายบุคคล” ผู้เดียวที่เล็งเห็นเงื่อนงำนี้ เขามาปรึกษาข้าพเจ้าผู้ซึ่งใช้เวลาค่ำคืนอยู่กับตำรับตำราเพื่อเตรียมสอบ ข้าพเจ้าจึงชี้แนะไปว่า:

“ความรู้ของท่านนั้นถูกต้องดุจคัมภีร์ หากอยู่ในสนามสอบย่อมได้คะแนนเต็มพิกัด แต่หากเอ่ยปากในสมรภูมิแห่งความจริงครานี้ คะแนนของท่านนอกจากจะเป็นศูนย์แล้ว ชีวิตอาจติดลบจนกู่ไม่กลับ! เรื่องบางเรื่องหากไม่มีผู้ใดเดือดร้อน ก็จงปล่อยให้มันผ่านไปดั่งลมพัดพานเถิด”

การพนันกระบอกไม้ไผ่ และความเข้าใจผิดที่งดงาม

ข้าพเจ้ากับ สวญ. (สารวัตรใหญ่) นั้น เปรียบเสมือนพี่น้องที่ร่วมสาบานกันก็มิปาน แม้วัยจะต่างกันถึงสองรอบ (ยี่สิบปี) แต่เพราะเป็นคนถิ่นใต้ (พัทลุง) เหมือนกัน จึงไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ จนชาวบ้านร้านตลาดต่างคิดว่าข้าพเจ้าคือยอดมือปราบในคราบพลเรือน

ในคืนวันประถมศึกษาแห่งชาติ ปี 2529 ณ โรงเรียนชุมชนบ้านคลองลาน ข้าพเจ้าได้เห็นวิชาประหลาดที่มิเคยพบพาน มีทั้งหนู มีทั้งกระบอกไม้ไผ่ และการวางเดิมพัน! โฆษกประกาศก้องว่าทำเพื่อการกุศล ข้าพเจ้านึกเลื่อมใสในภูมิปัญญาของครูบาอาจารย์ จึงจูงมือท่าน สวญ. ไปชมดู

ทันทีที่ทัศนา ท่าน สวญ. กลับตวาดลั่นสั่งให้เลิกรา! หากมิดื้อดึงจะวิทยุเรียกพรรคพวกมาทลายวง ท่านหันมากล่าวกับข้าพเจ้าด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า:

“นี่คือการพนันประเภท ก. หากจับกุมต้องรับโทษทัณฑ์ทั้งปรับและจำขัง ยิ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติด้วยแล้ว มีแต่ต้องถูกขับออกจากสำนักสถานเดียว!”

เมื่อวงแตก ท่าน สวญ. ก็ขอตัวลาจาก ข้าพเจ้าผู้เหนื่อยล้าจึงไปงีบหลับบนโซฟาอำนวยการ ทันใดนั้นมีผู้มาเขย่าตัวปลุกเรียก “สารวัตร! สารวัตร! บนเวทีรำวงเขาก่อเหตุตะลุมบอนกันแล้ว!” ข้าพเจ้าเพียงลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ช่างมัน… เจ็บก็ไปหาหมอ” แล้วข่มตาหลับต่อ ทิ้งให้ชาวบ้านบ่นพึมพำว่าตำรวจสมัยนี้ช่างพึ่งพาได้ยากเย็นยิ่งนัก!

ยุทธจักรน้ำตกคลองลาน และบทกวีเตือนใจ

น้ำตกคลองลาน คือดินแดนสวรรค์บนดิน ละอองน้ำฟุ้งกระจายราวม่านเมฆ เมื่อน้ำกระโจนจากผาสูงกระทบโขดหินเบื้องล่าง ความเย็นฉ่ำก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

คราหนึ่ง เมื่อถึงวาระที่คลองลานเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ข้าพเจ้าจึงเนรมิตลานหินหน้าน้ำตกให้เป็นท้องพระโรง สั่งจัดโต๊ะเก้าอี้และสำรับอาหารชั้นยอดจากฝีมือยอดกุ๊กในตลาด มีทั้งน้ำอมฤตดีกรีอ่อนสำหรับผู้รักสงบ และ “เหล้าป่า” รสเข้มข้นจากชาวม้งบ้านแปลงสี่สำหรับขุนศึกคอทองแดง

ในยามที่รถรับส่งยังมาไม่ถึง ข้าพเจ้าได้รับความช่วยเหลือจาก ผอ.เอนก แห่งโรงเรียนบ้านคลองพลูประชาสรรค์ หรือที่เรียกขานกันว่า “โรงเรียนคุณนาย” เพราะเป็นที่รวมของเหล่าภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ท่าน ผอ. มาขอคำชี้แนะเรื่องการปกครองเหล่า “นางสิงห์” ในโรงเรียน ข้าพเจ้าจึงมอบ “คัมภีร์บทกวี” ให้ท่านนำไปปิดประกาศไว้ในห้องพักครู ความว่า:

“ข้าวทุกคำน้ำทุกหยด… ครูคลองพลูทั้งหมด ได้จากภาษีราษฎร…

ครูคนใดไม่ตั้งใจสอน… เหมือนปล้นราษฎรเอามากิน”

หลังบทกวีนี้ปรากฏขึ้น ป้าฉลองครูอาวุโสถึงกับมาเปรยกับข้าพเจ้าว่า “กลอนท่านช่างเฉียบคมนัก แต่อาจทำให้ครูบางคนถึงกับกินข้าวเย็นไม่ลงเชียวล่ะ!”

บทสรุปแห่งมิตรภาพ

บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าและท่าน สวญ. ออกท่องยุทธจักรด้วยกัน ท่านสวมเครื่องแบบพันตำรวจโทอันน่าเกรงขาม ข้าพเจ้าสวมชุดซาฟารีเรียบง่าย โดยมีท่านเป็นผู้กุมพวงมาลัยขับขานพาหนะ

ภาพที่ข้าพเจ้านั่งเชิดหน้าโดยมี สวญ. เป็นคนขับนั้น ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าข้าพเจ้าคือ “รัฐมนตรี” ที่มีตำรวจติดตาม! ความสนิทสนมนี้บางครั้งก็นำมาซึ่งบทเรียน เมื่อมีผู้หวังใช้บารมีของข้าพเจ้าเป็น “ตั๋วผ่านทาง” เพื่อขนไม้เถื่อนผ่านด่านตรวจ เมื่อข้าพเจ้ารู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ จึงเลิกราจากการนั่งรถเที่ยวเล่นกับผู้หวังผลประโยชน์เหล่านั้น

มิตรภาพระหว่างข้าพเจ้าวัย 29 ปี กับท่าน สวญ. วัย 50 ปี ยังคงยั่งยืนดุจขุนเขา ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้มที่นครสวรรค์หรือความงามที่พิษณุโลก เราสองคนยังคงร่วมเดินทางและแบ่งปันเรื่องราวในยุทธจักรใบนี้สืบไป…

“คนจริง มิใช่อยู่ที่อาวุธ แต่อยู่ที่การวางตัว!”