ผมถามสหายเอไอว่า “หนังสือ The Science of Effective Mentorship in STEMM https://www.nationalacademies.org/projects/PGA-BHEW-17-02/publication/25568 มีสาระสำคัญอะไรบ้าง แนะนำให้ประยุกต์ใช้ในบริบทไทยอย่างไรบ้าง” ได้รับคำตอบจาก ChatGPT ดังนี้
ChatGPT
หนังสือ The Science of Effective Mentorship in STEMM ของ National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine (ตีพิมพ์ปี 2019) เป็นรายงานวิจัยเชิงสังเคราะห์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมหลักฐานจากสาขา จิตวิทยาองค์กร การศึกษา สังคมศาสตร์ และ discipline-based education research เพื่ออธิบายว่า mentorship ที่มีคุณภาพในสาขา STEMM (Science, Technology, Engineering, Mathematics, Medicine) ควรเป็นอย่างไร และระบบสถาบันควรออกแบบอย่างไรเพื่อให้ mentorship เกิดผลจริง
ด้านล่างคือ สาระสำคัญ (key insights) และ ข้อเสนอการประยุกต์ในบริบทไทย
1. แนวคิดหลักของ “Mentorship” ในหนังสือ หนังสือให้คำจำกัดความว่า mentorship คือ “ความสัมพันธ์เชิงวิชาชีพที่ทำงานร่วมกันระยะยาว เพื่อสนับสนุนการเติบโตทั้งด้านอาชีพและด้านจิตสังคมของผู้เรียน” (National Academies) Mentorship จึงมี 2 มิติสำคัญ
(1) Career support การแนะนำทางวิชาการ การพัฒนาทักษะวิจัย การเปิดโอกาสเครือข่ายวิชาชีพ
(2) Psychosocial support การสร้างความมั่นใจ การเป็น role model การช่วยปรับตัวในวัฒนธรรมวิชาการ
สองมิตินี้ต้องทำควบคู่กัน จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้เรียน
2. ผลลัพธ์ของ mentorship ที่ดี (Evidence-based findings) งานวิจัยจำนวนมากพบว่า mentorship ที่ดีมีผลต่อ
- ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา
- การคงอยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์
- ความสำเร็จทางอาชีพ
- ความพึงพอใจในงาน
นักศึกษาที่มี mentor ที่ดี มีแนวโน้ม เรียนจบมากกว่า ตีพิมพ์มากกว่า และอยู่ในสายวิชาการมากกว่า (National Academies)
3. ลักษณะของ Mentorship ที่มีประสิทธิภาพ รายงานสรุปคุณลักษณะสำคัญหลายประการ
(1) ต้อง “intentional” ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเอง ในหลายมหาวิทยาลัย mentorship มักเกิดแบบ ad hoc
แต่หลักฐานชี้ว่า mentorship ที่ดีต้อง มีการเตรียม mentor มีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน มีการประเมินและปรับปรุงความสัมพันธ์(National Academies)
(2) เป็น “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่การถ่ายทอดฝ่ายเดียว Mentorship คือ working alliance ผู้เรียนไม่ใช่ผู้รับอย่างเดียว แต่ต้องมีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายและพัฒนาตนเอง (National Academies)
(3) Mentorship ไม่จำเป็นต้องเป็น 1-ต่อ-1 รูปแบบที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ mentoring network, group mentoring, peer mentoring, co-mentoring เครือข่าย mentor ช่วยเพิ่มมุมมองและลดการพึ่งพา mentor คนเดียว (National Academies)
(4) Mentorship เป็น “ทักษะที่ต้องฝึก” mentor ที่ดีไม่ได้เกิดเอง ต้องมี training, feedback, reflection โปรแกรมฝึก mentor ทำให้ mentor มีทักษะและ mentee พึงพอใจมากขึ้น (National Academies)
(5) Mentorship ต้องคำนึงถึง “identity และความหลากหลาย” นักเรียนจำนวนมากออกจาก STEM เพราะ ไม่รู้สึกว่า “ตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้”, วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ไม่สอดคล้องกับตัวตน mentor ที่ดีจึงต้องช่วยสร้าง science identity ของผู้เรียน (National Academies)
4. ปัญหาที่พบในระบบ mentorship มหาวิทยาลัย รายงานพบปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น mentorship ไม่ถูกให้คุณค่าเท่าการวิจัย, mentor ไม่ได้รับการฝึก, ไม่มีระบบประเมิน, ไม่มีระบบจัดการ mentoring ที่ไม่ดี เช่น mentor ที่ ไม่ให้เวลา, ตั้งความคาดหวังไม่ชัด, ใช้แรงงานนักศึกษา (National Academies)
5. ข้อเสนอเชิงระบบของรายงาน รายงานเสนอให้สถาบันสร้าง Mentorship Ecosystem ประกอบด้วย mentor training, mentor evaluation, mentoring networks, reward system, neutral third party (ombudsman), mentoring plans (IDP)
6. แนวทางประยุกต์ใช้ในบริบทไทย ในบริบทไทย (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย) แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้ได้หลายระดับ
(1) เปลี่ยนจาก “advisor” เป็น “mentor” ระบบไทยมักมีเพียงอาจารย์ที่ปรึกษา, supervisor แต่ไม่ใช่ mentorship ที่แท้จริง ควรพัฒนาให้มี career mentoring, psychosocial mentoring
(2) สร้าง Mentor Network ไม่ควรให้นักศึกษามี mentor คนเดียว ควรมี research mentor, career mentor, peer mentor เช่น นักศึกษาปริญญาเอก มี mentor 3 ระดับ supervisor, senior postdoc, external mentor
(3) ฝึก mentor อย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยไทยแทบไม่มี mentor training ควรมีหลักสูตร เช่น mentoring skills, feedback conversation, inclusive mentoring
(4) สร้างวัฒนธรรม “mentoring university” ควรปรับระบบpromotion criteria, faculty evaluation ให้ mentorship มีน้ำหนักเท่าการสอนและวิจัย
(5) เชื่อม mentorship กับการพัฒนา talent ประเทศ ประเทศไทยมีปัญหา นักวิจัยรุ่นใหม่ออกจากระบบ, PhD ไม่อยู่ใน academia mentorship ecosystem จะช่วย retention, innovation, talent development
7. ประเด็นสำคัญสำหรับประเทศไทย (เชิงวัฒนธรรม) ในบริบทไทยควรระวังปัจจัยเฉพาะ (1) ระบบอาวุโสmentorship ต้องไม่กลายเป็น hierarchy (2) วัฒนธรรมเกรงใจ ต้องฝึก feedback, open conversation (3) ระบบรวมศูนย์ ควรเปิด mentoring network ข้ามมหาวิทยาลัย
8. สรุปแนวคิดสำคัญของหนังสือ
สาระสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ Mentorship ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็น “ระบบของสถาบัน” หากออกแบบระบบ mentoring ดี จะช่วย เพิ่มคุณภาพนักวิจัย, เพิ่ม diversity, เพิ่ม innovation ของประเทศ
หากท่านสนใจ ผมสามารถสรุปเพิ่มเติมอีก 3 เรื่องที่สำคัญมากในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมักถูกมองข้าม ได้แก่
- Mentoring compact / Individual Development Plan (IDP)
- mentoring culture vs mentoring program
- mentoring ecosystem ของมหาวิทยาลัยระดับโลก
ทั้งสามเรื่องนี้มีนัยสำคัญมากต่อการ ปฏิรูปมหาวิทยาลัยไทย ครับ.
วงการวิชาการไทยต้องเอาใจใส่พัฒนา mentoring system ขึ้นมาหนุนทั้งการพัฒนานักวิชาการรุ่นใหม่ และหนุนความเข้มแข็งของระบบวิชาการด้วย
วิจารณ์ พานิช
๒๑ มี.ค. ๖๙